ทิศ 6 และแนวทางปฏิบัติ

ความสำคัญ และแนวทางปฏิบัติต่อทิศทั้ง 6
1. ทิศเบื้องหน้า (บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย)
ทิศเบื้องหน้า ในตำราแต่ก่อนระบุเพียงบิดามารดาผู้ที่ให้กำเนิด และเลี้ยงดูส่งเสียเรามาจนเติบใหญ่ แต่ในความจริงแล้วทิศเบื้องหน้ายังหมายถึงบุคคลอื่นที่คอยอุปการะเลี้ยงดูเราให้เติบใหญ่ นั่นหมายความรวมถึงปู่ย่า ตายายหรือบุคคลอื่นที่เป็นญาติเราด้วยเช่นกัน เพราะสังคมปัจจุบันนี้ ทิศเบื้องหน้าที่เป็นบิดามารดาอาจไม่ใช่ผู้ที่คอยเลี้ยงดูส่งเสียเราให้เติบใหญ่ก็ได้ ดังนั้นแล้ว ผู้ที่มีอุปการะต่อการเลี้ยงดูส่งเสียเราจึงจัดเป็นผู้ที่อยู่ในทิศเบื้องหน้าด้วยเช่นกัน

2. ทิศเบื้องขวา (ครูบาอาจารย์)
ทิศเบื้องขวา คือ ครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้สอนหนังสือวิชาในวัยเรียน นอกจากนั้น ยังหมายรวมถึงบุคคลต่างๆที่คอยสอน คอยอบรม ให้ความรู้แก่เราที่มิใช่ผู้สอนในห้องเรียนด้วยเช่นกัน

3. ทิศเบื้องหลัง (บุตร ภรรยา และสามี)
ทิศเบื้องหลัง คือ บุตร ผู้เป็นทาญาติสืบสายโลหิต และภรรยา และสามี ผู้เป็นคู่ชีวิต บุคคลเหล่านี้ เป็นคนสำคัญที่คอยให้การสนับสนุน คอยส่งเสริม และให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง นอกจากนั้น ยังหมายรวมถึงบุคคลที่อยู่ในทิศอื่นๆที่มิใช่บุตร ภรรยา และสามี แต่ปฏิบัติตนคอยอุปการะเสมือนเป็นบุตร ภรรยาหรือสามี อาทิ ปู่ย่า ตายาย คูบาอาจารย์ เป็นต้น

4. ทิศเบื้องซ้าย (มิตรสหาย)
ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตรสหายทั้งที่เป็นมิตรสหายร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือ มิตรสหายในการงาน บุคคลเหล่านี้เป็นผู้คอยช่วยเหลือในยามประสบปัญหา และอุปสรรค คอยช่วยเหลือเกื้อกูล ดึงรั้งมือให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น

5. ทิศเบื้อล่าง (บริวารหรือผู้รับใช้)
ทิศเบื้อล่าง คือ ผู้ที่เป็นบริวารที่คอยรับใช้หรือทำกิจให้เรา รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของเราด้วยเช่นกัน บริวารเหล่านี้ ได้แก่ ผู้รับใช้ คนงาน ผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่า ดังนั้น บุคคลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นผู้ ที่อยู่ด้านล่างภายใต้การปกครองหรือการบังคับบัญชาของเรา

6. ทิศเบื้องบน (สามเณร ภิกษุ ภิกษุณี)
ทิศเบื้องบน คือ ผู้ที่รักษาศีลมากกว่าเรา ซึ่งเราในที่นี้หมายถึงฆราวาสที่ไม่ใช่นักบวช ผู้ที่รักษาศีลที่สูงกว่านี้ ได้แก่ สามเณร ภิกษุ ภิกษุณี (ภิกษุณีปัจจุบันไม่มีการบวชให้แล้ว) จึงถือเป็นผู้ที่ควรแก่การสักการะให้เหนือกว่าตน

 

 

ลูกน้อยน้ำหนักไม่ขึ้นมาจากสาเหตุอะไร

เด็กที่น้ำหนักน้อย น้ำหนักไม่ขึ้นเกิดจากหลายสาเหตุดังนี้ค่ะ

1. น้ำหนักแรกคลอดน้อย คลอดก่อนกำหนด

ถ้าน้ำหนักแรกคลอดน้อยตั้งแต่เกิด ก็ยากค่ะ ที่น้ำหนักจะมากขึ้นเท่ากับเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ คุณแม่อาจต้องเน้นให้ลูกกินนมบ่อยขึ้น และได้รับการดูแลที่เหมาะสมจริง ๆ น้ำหนักลูกถึงจะขึ้นเยอะ และเป็นไปตามเกณฑ์

2. โดนจำกัดด้วยมื้ออาหาร

เด็กที่กินนมแม่สามารถกินได้เรื่อย ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องรอช่วงเวลา หรือแบ่งเวลากินเป็น 2-3 ชั่วโมง ถ้าตัวน้องกินไหวก็ป้อนไป และให้ดูดนมไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่ความสะดวกของคุณแม่เลยค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลังจากให้ลูกกินนมแม่เสร็จ คุณแม่ก็ควรจับให้ลูกเรอทุกครั้งด้วยนะคะ

3. อาหารเสริมที่ลูกกิน

เด็กที่อายุ 6 เดือนไปแล้ว จะเริ่มกินอาหารเสริมได้แล้ว ซึ่งอาจทำให้อิ่มและกินนมแม่ได้น้อยลง และอาหารเสริมบางอย่างโภชนาการก็ไม่ครบ ทำให้เด็กตัวเล็ก

4. พันธุกรรม

ถ้าพ่อแม่ตัวเล็ก น้ำหนักน้อย ลูกก็น้อยตาม ตัวเล็กตาม หรือถ้าพ่อแม่ตัวใหญ่ ลูกก็อาจจะตัวเล็กไปตามญาติ ๆ ที่มีพันธุกรรมตัวเล็ก ๆ ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่ะ

อาหาร 5 หมู่ ในประเทศเราหาได้ไม่ยากจากทั้ง สัตว์ ผัก ผลไม้ และอื่น ๆ เพียงแต่คุณแม่ต้องเลือกทำและศึกษาวิธีการทำที่ถูกต้อง ลูกจะได้รับสารอาหารที่เหมาะสมตามวัย ในความเป็นจริงแล้วทุกโรงพยาบาลจะแจ้งคู่มือ หรือ แนะนำเรื่องการให้อาหารเด็กที่ถูกต้องตามโภชนาการไว้อยู่แล้ว เด็กวัยไหนต้องกินอะไร ต้องกินมากน้อยแค่ไหน คุณแม่ควรศึกษาไว้ได้เลยค่ะ เพราะเมื่อถึงวัยที่ลูกต้องกินอาหารเสริมนมจะกินได้น้อยลง และอาหารเสริมจะกลายมาเป็นอาหารหลักของลูกเพื่อทำให้ร่างกายของลูกแข็งแรงมากยิ่งขึ้นค่ะ

อปริหานิยธรรม 7 และแนวทางปฏิบัติ

อปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม แต่เป็นธรรมเพื่อความเจริญ กล่าวคือ ถ้าบุคคล ปฏิบัติตามอปริหานิยธรรม บุคคลนั้น จะมีแต่ความเจริญความก้าวหน้าในชีวิต ไม่มีความเสื่อม ความเสียหาย อันเป็นอุปการะมากสำหรับผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร หมู่ชน และคนในสังคม

อปริหานิยธรรม แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. อปริหานิยธรรมสำหรับคฤหัสถ์
2. อปริหานิยธรรมสำหรับพระสงฆ์

อปริหานิยธรรมสำหรับคหัสถ์ (วัชชีอปริหานิยธรรม) 7 ประการ
1. จัดประชุม และหารือกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เป็นนิตย์
2. การประชุมต้องให้หมู่คณะมีเพรียงกัน รวมถึงการเลิกประชุม และการทำกิจอันสมควรให้พร้อมเพรียง
3. บัญญัติหรือมีมติในสิ่งในเรื่องใหม่ และข้อบัญญัติไม่ขัดหรือตัดรอนบัญญัติก่อน พร้อมยอมรับ และศึกษาในธรรมะของชาววัชชีที่ได้บัญญัติก่อน
4. ให้เคารพนับถือคำกล่าวของผู้อาวุโส
5. ไม่ล่วงละเมิดทางใจ และกายในสตรีที่มีสามีหรือสตรีสาวในชาววัชชี
6. ให้ความเคารพ และสักการะ รวมถึงการบูรณะเจดีย์หรือพุทธสถานที่ปลูกสร้างไว้
7. ให้การสงเคราะห์ และอุปการะแก่สงฆ์ทั้งหลาย

อปริหานิยธรรมสำหรับพระภิกษุ (ภิกขุอปริหานิยธรรม) 7 ประการ
หลังจาก ได้แสดงอปริหานิยธรรม 7 ประการ แก่วัสสการพราหมณ์แล้ว ต่อมาจึงตรัสเรียกประชุมสงฆ์ทั้งหมดที่อยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อมกับแสดงธรรมอปริหานิยธรรมทั้ง 7 ประการ ดังนี้
1. ให้หมั่นประชุม และหา เพื่อแลกเปลี่ยนธรรมกันเป็นนิตย์
2. การประชุมให้เกิดความพร้อมเพรียงทั้งในหมูคณะ การเลิกประชุม และการทำกิจอันสมควร
3. ไม่พึงบัญญัติในสิ่งที่พระพุทธองค์ไม่เคยบัญญัติ และไม่เพิกถอนที่สิ่งที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้ รวมถึงข้อบัญญัติใหม่ไม่พึงขัดหรือตัดรอนกับบัญญัติที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้
4. พึงเชื่อ และเคารพในภิกษุที่อาวุโส
5. พึงละเว้น และไม่ลุในความอยากทั้งหลาย
6. พึงยินดีในสถานที่พักของตน
7. พึงตั้งความปรารถนาดีในทางธรรมต่อพระภิกษุหรือสามเณรผู้ที่จะเข้ามาอยู่ร่วม

การฝึกข่มใจตนเอง

ทมะ หมายถึง การรู้จักข่มใจหรือควบคุมจิตให้อยู่ในกุศลธรรมเพื่อให้ตนไม่ตกอยู่ในกิเลสทั้ง 3 คือ การโกรธ การโลภ การหลง พร้อมกับฝึกฝนตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีนั้น รวมถึงยังความดีให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป ประกอบด้วยธรรม 2 ประการ คือ
1. การข่มใจ
2. การฝึกตน

ทมะ 2 ประการ
1. การข่มใจตนเอง
การข่มใจตนเอง คือ การรู้จักใช้ปัญญาในการยับยั้งจิตใจตนเองไม่ให้ตกอยู่ในกิเลสทั้งหลายอันจะทำให้ตนเสื่อมลง อันประกอบด้วยการรู้จักข่มใจตนเองให้ห่างจากกิเลส 3 อย่าง ได้แก่
– ความโกรธ คือ รู้จักระงับความโกรธอันเป็นภาวะที่เกิดจากความขุ่นเคือง ความคับแค้นใจ ธรรมที่ใช้เป็นแนวทางในการระงับความโกรธ ได้แก่ ขันติ คือ การรู้จักความอดทน
– ความโลภ คือ รู้จักระงับความทะยานอยากเพื่อตอบสนองความต้องการของตน อันเป็นความทะยานอยากในรูปธรรมที่ทวารทั้ง 5 สัมผัสได้ ธรรมที่ใช้ระงับความอยากนี้ ได้แก่ การมีความเมตตา กรุณา และจาคะ คือ การรู้จักให้ รู้จักบริจาค
– ความหลง คือ รู้จักระงับใจตนเองไม่ให้หลงมัวเมาในรูปธรรมที่ตนพอใจทั้งหลาย และไม่หลงมัวเมาในภาวะความสุขอันเกิดจากการปรุงแต่งขึ้นจากจิตของตน ธรรมที่ใช้ในการระงับความหลงมัวเมานี้ ได้แก่ ปัญญา คือ การรู้จักใช้ความรู้หรือประสบการณ์ของตนพิจารณาวิเคราะห์ให้รู้แจ้งในสิ่งเหล่านั้นตามหลักแห่งเหตุ และผล อันนำมาสู่สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ รู้ชอบในทางอันเป็นกุศลธรรม

2. การฝึกฝนตนเอง
การฝึกฝนตนเอง คือ การรู้จักฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ และมั่นยับยั้งจิตใจของตนให้ห่างจากกิเลสทั้งหลายข้างต้น อันจะทำให้ความดีนั้นให้คงอยู่ และให้เจริญยิ่งขึ้นไป การฝึกฝนตนนั้น พึงให้ใช้ปัญญา คือ การใช้ความรู้เป็นพื้นฐานในการคิดพิจารณาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นนิจ ทั้งที่เคยเกิดแล้วมาเป็นประสบการณ์ ทั้งที่ขณะเกิดมาคิดถึงผลเสียที่จะตามมา และสิ่งที่อาจจะเกิดในอนาคตด้วยการหลีกเลี่ยงให้ห่าง ทั้งนี้ วธีการฝึกฝนตนท่านพึงให้ใช้การฝึกสมาธิ และมรรคทั้ง 8 เป็นแนวทาง

โทษของการขาดทมะ
1. มักเป็นผู้โกรธง่าย โมโหร้ายจนผู้อื่นไม่คบหา
2. มักสร้างศรัตรู คู่อริ
3. มักถูกหลอกลวงได้ง่าย
3. มักเป็นผู้ขาดสติปัญญา ขาดการรู้คิด
4. ทำให้เสื่อมในทรัพย์ ในยศที่ตนมี
5. มักถูกติฉินนินทา ผู้คนรังเกียจ

 

พระสงฆ์ พระภิกษุ และอลัชชี

พระสงฆ์ หรือ พระภิกษุ หมายถึง ผู้สละการครองเรือน ครองทรัพย์ที่ออกบวช และถือวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอันเป็นคำสอนของพระพุทธองค์เพื่อยังให้ตน และผู้อื่นรู้แจ้งในธรรม

พระสงฆ์ หรือ พระภิกษุ ถือเป็นหนึ่งในรัตนะทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อันเป็นองค์สามที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ที่ยังให้พระพุทธศาสนาปรากฏขึ้น ดำเนินอยู่ และดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน และในอนาคต

พระสงฆ์ หรือ พระภิกษุ ถือเป็นสาวกของพระพุทธองค์ที่ต้องถือวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอันประกอบด้วยศีล จำนวน 227 ข้อ เพื่อยังให้ตนเป็นผู้เจริญ พร้อมกับศึกษาพระธรรมคำสอนให้รู้แจ้ง และยังให้ผู้อื่นเข้าถึงซึ่งพระธรรมนั้น ด้วยการเผยแพร่พระธรรมคำสอนแก่ปุถุชนทั้งหลาย

อลัชชี เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกนักบวชในศาสนา ผู้ไม่ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระศาสดา เป็นผู้นอกรีตที่ยังให้ศาสนาเสื่อมเสีย ไม่มีความละอายต่อสิ่งที่กระทำนั้น เช่น อลัชชีในพระพุทธศาสนา คือ พระสงฆ์ที่ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัยซึ่งยังให้พระธรรมวินัยขาด เช่น พระสงฆ์ที่เสพเมถุน ดื่มสุราเมรัย ค้าสัตว์ผิดกฎหมาย เป็นต้น

พระสงฆ์ 2 ประเภท
1. สมมติสงฆ์
สมมติสงฆ์ คือ พระสงฆ์ทั่วไปตั้งแต่ 4 รูป ขึ้นไป ที่ได้รับการอุปสมบทตามพุทธานุญาติ ซึ่งได้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ยังมิได้บรรลุโลกุตตรธรรมเป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธองค์ หมู่พระสงฆ์เหล่านี้ เรียกว่า สมมติสงฆ์

2. พระอริยสงฆ์
พระอริยสงฆ์ คือ หมู่แห่งภิกษุผู้ที่ได้ฟังธรรมคำสอนที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง และยังให้ตนรู้แจ้งตามธรรมนั้น คือ บรรลุโลกุตตรธรรมเป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธองค์ ประกอบด้วย คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ ตามมรรค และผล คือ
– พระโสดาบัน 1 คู่ คือ ผู้มีสปฏิปัณโณ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติงาม ประกอบด้วยพระโสดาปฏิมรรค 1 และพระโสดาปฏิผล 1
– พระสกทาคามิ 1 คู่ คือ ผู้มีอุชุปฏิปัณโณ เป็นผู้ปฏิบัติตรงปฏิบัติถูกต้อง ประกอบด้วยพระสกทาคามิมรรค 1 และพระสกทาคามิผล 1
– พระอนาคามิ 1 คู่ คือ ผู้มีญายปฏิปัณโณ เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ประกอบด้วยพระอนาคามิมรรค 1 และพระอนาคามิผล 1
– พระอรหันต์ 1 คู่ คือ ผู้มีสามีจิปฏิปัณโณ เป็นผู้ปฏิบัติเหมาะสม ประกอบด้วยพระอรหันตมรรค 1 และพระอรหันตผล 1

อริยบุคคล คือ บุคคลผู้ประเสริฐทั้งที่เป็นปุถุชนหรือพระสงฆ์ที่ละแล้วในสังโยชน์อันเป็นกิเลสที่ผูกมัดตนไว้ในภพภูมิต่างๆ (โลกภูมิ นรกภูมิ เทวภูมิ และพรหมภูมิ)

มรรค คือ ญาณที่ช่วยให้ละซึ่งสังโยชน์ เพื่อให้เป็นอริยบุคคลในระดับฌานต่างๆ
ผล คือ กุศลที่เกิดจากการละแล้วซึ่งสังโยชน์ต่างๆที่พระบุคคลพึงเสวย

 

อริยวัฑฒิ 5 ประการ

อริยวัฑฒิ 5 ประการ คือ หลักธรรม 5 ประการ ที่ช่วยสร้างความเจริญให้กับผู้ปฏิบัติ เพื่อป้องกันการเสื่อมในความดีที่เคยได้ปฏิบัติ ประกอบด้วย 5 ประการ ดังนี้

1. ศรัทธา หมายถึง การเจริญด้วยศรัทธา คือ การเชื่ออย่างมีเหตุ และผล ด้วยการใช้ปัญญาพิจารณา วิเคราะห์ในสิ่งเหล่านั้นถึงความจริงที่เป็นไปได้ เห็นได้ และพิสูจน์ได้จริง โดยไม่หลงเชื่อในสิ่งเหล่านั้นอย่างขาดเหตุ และผล

2. ศีล หมายถึง การเจริญด้วยศีล หมายถึง การสำรวมในกาย และวาจา ให้ประพฤติอยู่ในหลักศีลธรรมอันงาม ศีลที่ปุถุชนพึงรักษานี้ ได้แก่
– ศีล 5
– ศีล 8

3. สุตะ หมายถึง การเจริญด้วยการได้ฟัง ในที่นี้หมายความโดยสรุป คือ การเจริญด้วยการศึกษาเล่าเรียนอันเกิดจากคำสอนของผู้รู้ต่างๆ ดังนั้นแล้ว จึงเห็นควรมีความหมายครอบคลุมถึงการศึกษาที่มิใช้การได้ฟัง อาทิ การอ่าน การชม การฝึกปฎิบัติ เป็นต้น

4. จาคะ หมายถึง การเจริญด้วยการให้ คือ การรู้จักให้ทานในทรัพย์สิ่งของ หรือ รู้จักเสียสละในอารมณ์ความต้องการของตน (ไม่ตามใจตน) ประกอบด้วย
การบริจาควัตถุ
การบริจาควัตถุ คือ การบริจาคทรัพย์สิ่งของของตนให้แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เช่น
– การบริจาคเงินช่วยเหลือการก่อสร้างอาคารเรียน
– การบริจาคข้าวปลาอาหารหรือการเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กในศูนย์เด็กกำพร้า

การบริจาคความรู้
การบริจาคความรู้ หมายถึง การบริจาคความรู้ของตนด้วยการสั่งสอนหรือคำปรึกษาแนะนำให้แก่ผู้อื่น เช่น
– สอนหนังสือเด็ก
– อบรมการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่เกษตรกร

การบริจาคอวัยวะ
การบริจาคอวัยวะ หมายถึง การบริจาคอวัยวะในร่างกายของตนให้แก่คนอื่นที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ เช่น
– การบริจาคดวงตา
– การบริจาคไต

การบริจาค/สละทางด้านอารมณ์
การบริจาคทางด้านอารมณ์ หมายถึง การละซึ่งอารมณ์อันเป็นความโกรธ ความอยาก และความหลงของตน ไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแก่ตน เช่น
– ข่มใจไม่ซื้อเสื้อผ้า เพราะมีเสื้อผ้ามากพออยู่แล้ว
– ระงับอารมณ์โกรธ และไม่ตอบโต้เมื่อถูกผู้อื่นดุด่า

5. ปัญญา หมายถึง การเจริญด้วยปัญญา คือ การมีความรู้แจ้ง และเข้าใจในทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว ประกอบขึ้นด้วย 3 ลักษณะ คือ
– สุตมยปัญญา เป็นปัญญาที่ได้จากตำราเรียน หรือ การสอนจากครูอาจารย์
– จินตมยปัญญา เป็นปัญญาที่ได้จากการใช้ความคิด วิเคราะห์ เพื่อหาเหตุ และผล
– ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่ได้จากการฝึกทำ ฝึกปฏิบัติในขั้นจริง เพื่อให้รู้ และเห็นด้วยตนเอง

การไม่คบคนพาล

คนพาล มาจากภาษาบาลีคำว่า พาโล หมายถึง คนเขลา คนอ่อนทางสติปัญญา รวมถึง คนที่มีจิตใจอันขุ่นมัว ไม่ประพฤติในศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งการคบคนพาลถือเป็นวิถีทางที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเขลา ความเสื่อม และปิดทางแห่งความเจริญแก่ตน แต่หากไม่คบคนพาลย่อมเป็นวิถีแห่งบัณฑิตที่จะนำมาซึ่งสติปัญญา และความเจริญรุ่งเรืองในการดำเนินชีวิต

ลักษณะของคนพาล 3 ประการ
1. คนที่มีกายทุจริต หมายถึง คนที่ประพฤติชั่วด้วยกายเป็นนิจ ได้แก่
– คนฆ่าสัตว์
– คนประพฤติผิดในกาม
– คนลักทรัพย์
– คนดื่มสุรา และเที่ยวเตร่สตรี
– คนที่เบียดเบียนห่มเหงผู้อื่น
– ฯลฯ

2. คนที่มีวาจาทุจริต หมายถึง คนที่ประพฤติชั่วด้วยวาจาเป็นนิจ ได้แก่
– คนพูดปด
– คนพูดคำหยาบ
– คนพูดส่อเสียด
– คนพูดยุยงให้แตกแยก
– คนพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ
– พูดสับปับ
– ฯลฯ

3. คนที่มีใจทุจริต หมายถึง คนที่มีจิตใจเป็นอกุศลเป็นนิจ ได้แก่
– คนที่มีใจคิดพยาบาท
– คนที่ชอบคิดในกาม
– คนที่ไม่เชื่อ และหลบหลู่ศาสนา
– คนที่มักมีอคติที่ไม่ดีต่อผู้อื่น
– ฯลฯ

การไม่คบคนพาล หมายถึง การไม่ไปมาหาสู่ การไม่คบหาสมาคม การไม่เข้าตีสนิท หรือการไม่เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมทำกับผู้ที่ประกอบด้วยอกุศลหรือผู้ที่ประพฤติชั่วเป็นนิจ รวมถึงการไม่มีพฤติกรรมอย่างคนพาล

การแต่งงาน งานมงคล 3 ประเภท

1. วิวาหมงคล
วิวาหมงคล คือ ประเพณีแต่งงานที่นิยมทำกัน ณ บ้านฝ่ายหญิง หรืออาจไม่ใช่บ้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการแต่งงานที่ฝ่ายชายเป็นผู้สู่ขอฝ่ายหญิง และต้องเข้าพิธีกรรมทางศาสนา โดยฝ่ายชายจะเดินทางเข้าพิธี ณ บ้านฝ่ายหญิงหรือที่ใดที่หนึ่งที่จัดขึ้น ซึ่งก่อนเข้าบ้านฝ่ายหญิงหรือสถานที่ทำพิธีก็จะต้องผ่านประตูเงิน ประตูทอง เพื่อให้ญาติฝ่ายเจ้าสาวยินยอมก่อน หลังจากนั้น ค่อยเข้าสู่พิธีกรรมต่อไป จนถึงแล้วเสร็จพิธี และหลังจากแต่งงานแล้วเสร็จ ฝ่ายชายจะพักอาศัยที่บ้านจ้าวสาวร่วมกับบิดามารดาของฝ่ายจ้าวสาวโดยตลอดหรือแยกพักกับเจ้าสาวเพียงลำพัง

การแต่งงานประเภทนี้ ได้แก่ การแต่งงานตามประเพณีไทย ส่วนการแต่งงานตามประเพณีของชาวคริสต์ ก็ต้องทำพิธีเหมือนกัน คือ ทำการแต่งงานโดยมีบาทหลวงเป็นผู้ทำพิธี ซึ่งนิยมทำพิธีที่โบสถ์หรืออารมในคริสต์ศาสนา ซึ่งก็จัดเป็นวิวาหมงคล เหมือนกับการแต่งงานตามประเพณีไทย

2. อาวาหมงคล
อาวาหมงคล คือ ประเพณีแต่งงานที่นิยมทำกัน ณ บ้านฝ่ายชาย โดยฝ่ายหญิงจะเดินทางเข้าพิธี ณ บ้านฝ่ายชาย ซึ่งก่อนเข้าบ้านฝ่ายหญิงต้องผ่านประตูเงิน และเมื่อแต่งงานแล้วเสร็จ ฝ่ายหญิงจะพักอาศัยที่บ้านฝ่ายชายร่วมกับบิดามารดาของฝ่ายชายหรือแยกพักกับเจ้าสาวเพียงลำพัง ลักษณะการแต่งงานประเภทนี้ จะพบได้ในบางประเทศ เช่น ประเทศอินเดีย และประเทศจีน เป็นต้น

3. วิวาห์เหาะ
วิวาห์เหาะ คือ การแต่งงานที่ไม่ได้เข้าขั้นตอนกี่ทำพิธีแต่งงาน และไม่ได้ทำ ณ บ้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยฝ่ายชาย และหญิงอาจแต่งงานกันเพียงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเท่านั้น หรือการให้คำมั่นสัญญาที่จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันเท่านั้น จนสร้างครอบครัวเป็นหลักแหล่งได้

อินทรีย์ 5 ประการ และแนวทางปฏิบัติ

อินทรีย์ 5 คือ การตั้งมั่นด้วยจิตอันนำพา 5 ประการ เพื่อความเจริญในศีลธรรม และการงาน ประกอบด้วย 5 ประการ คือ
1. สัทธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเลื่อมใสต่อสิ่งที่ควรเลื่อมใส
2. วิริยินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเพียรพยายาม
3. สตินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการระลึกได้
4. สมาธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการกระทำจิตให้มีสมาธิ
5. ปัญญินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในปัญญาหรือการรู้แจ้ง

อินทรีย์ 5 ในด้านต่างๆ
1. การเจริญในธรรม
– สัทธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเลื่อมใสต่อการเจริญธรรม
– วิริยินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเพียรพยายามต่อการเจริญธรรม
– สตินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการระลึกได้ต่อการเจริญธรรม
– สมาธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการกระทำจิตให้สงบต่อการเจริญธรรม
– ปัญญินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการใช้ปัญญาต่อสิ่งที่ควรรู้ต่างๆ

2. อาชีพการงาน
– สัทธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเลื่อมใสต่อการงานของตน
– วิริยินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเพียรพยายามต่อการงานของตน
– สตินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการระลึกได้ต่อการงานของตน
– สมาธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการกระทำจิตให้สงบต่อการงานของตน
– ปัญญินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการใช้ปัญญาต่อการงานของตน

หลักปฏิบัติในอินทรีย์ 5
1. สัทธินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นในศรัทธาหรือความเลื่อมใสในสิ่งที่ควรเชื่อ ควรกระทำ เช่น เชื่อว่าตนสามารถสอบเข้ามหาลัยได้หากตนขยันอ่านหนังสือมากขึ้น
2. วิริยินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นในความเพียร ความมานะอุตสาหะต่อสิ่งที่ตนกระทำเพื่อยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ตนมากที่สุด เช่น มีความขยันเพียรพยามยามที่จะอ่านหนังสือสอบ
3. สตินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นในความระลึกได้ขณะกระทำสิ่งใด อันปราศจากความเลื่อนลอยหรือความลืมตัวอันจะช่วยนำพาตนไปสู่ความเจริญ เช่น มีสติหรือความระลึกได้ขณะขับรถยนต์
4. สมาธินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ มีสมาธิ จิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งที่ตนดำเนินอยู่ เช่น มีสมาธิในการอ่านหนังสือ
5. ปัญญินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่กับปัญญา คือ รู้จักใช้ความรู้ในการคิด วิเคราะห์ต่อสิ่งที่ตนจะกระทำหรือขณะกระทำเพื่อให้รู้แจ้งต่อสิ่งนั้น เช่น รู้จักคิดวิเคราะห์แก้โจทย์วิชาคณิตศาสตร์

 

ความสุขคืออะไร

ความสุข หมายถึง อารมณ์หรือความรู้สึกที่พึงพอใจ รู้สึกอิ่มเอิบใจ หรือ รู้สึกภาคภูมิใจในสภาพชีวิตของตนที่ปราศจากปัญหาต่างๆในการดำเนินชีวิต อันเป็นผลมาจาการใช้ความรู้ ความสามารถของตนในการจัดการ และนำพาการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความดี

ประเภทความสุข
1. ความสุขเกิดจากการได้
ความสุขเกิดจากการได้ คือ ความความสุขในรูปธรรมหรือนามธรรมที่ตนได้รับมา
– ความสุขในรูปธรรม คือ ความสุขที่เกิดจากการตอบสนองในสัมผัสทั้ง 5 ที่สามารถจับต้องได้ อันได้แก่ความสุขในรูปที่เห็นหรือสิ่งของที่ได้มา ความสุขในเสียงไพเราะ ความสุขในกลิ่นหอม ความสุขในรสอร่อย และความสุขในในอารมณ์แห่งการสัมผัส
– ความสุขในนามธรรม คือ ความสุขจากจิตที่ตนเองปรุงแต่งให้เกิดรูปในจินตนาการ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจริงหรือหวังให้เกิดขึ้นในอนาคต เช่น การอยากเป็นนักธุรกิจ การอยากได้มือถือใหม่

2. ความสุขจากให้
ความสุขจากให้ คือ ความสุขที่ตนได้รับจากการให้หรือการบริจาคเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์หรือสงเคราะห์ผู้อื่นให้มีความสุข ความเจริญมากยิ่งขึ้น ได้แก่
– การให้ทรัพย์สิ่งของ คือ การให้หรือการบริจาคทรัพย์สินของตนเองให้แก่ผู้อื่นหรือให้แก่ส่วนรวม เช่น การให้เงินแก่คนขอทาน การถวายเงินผ้าป่าเพื่อนำไปสร้างโบสถ์ เป็นต้น
– การให้ปัญญา คือ การสงเคราะห์ให้ผู้อื่นมีความรู้ มีปัญญาติดตัวที่จะทำให้เขาสามารถนำปัญญาหรือความรู้ในไปใช้เพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์ต่างๆ เช่น การสอนวิธีซ่อมรถยนต์แก่ผู้สนใจไปทำอาชีพ เป็นต้น

3. ความสุขจากการประพฤติดี
ความสุขจากการประพฤติดี คือ ความสุขที่ได้จากการสำรวมความประพฤติให้อยู่ในศีลธรรมอันงาม เรียกว่า การรักษาศีล ซึ่งศีลในระดับที่ฆราวาสพึงประพฤติ คือ ศีล 5 และศีล 8

ความสุขที่ได้ปะพฤติในศีล 5 ได้แก่
– การไม่พรากชีวิตหรือไม่ทำร้ายผู้อื่นให้เจ็บปวด
– การไม่กล่าวคำอันเป็นเท็จ หรือ การพูดโกหก
– การไม่ล่วงในกามต่อชายมีคู่ หญิงมีคู่ หรือในชายหญิงต้องห้ามทั้งหลาย
– การไม่จับเอาทรัพย์ผู้อื่น โดยที่เขาไม้ได้ให้ หรือ การลักทรัพย์
– การไม่ดื่มสุราเมรัยที่เป็นน้ำเมาต่างๆ รวมถึงการไม่เสพสารที่ทำให้เกิดการเสพติดทั้งหลาย

ส่วนศีล 8 จะมี 5 ข้อแรกของศีล 5 และเพิ่มอีก 3 ข้อสุดท้าย คือ
– การไม่รับประทานอาหารในช่วงหลังเที่ยงวันถึงในยามรุ่งของอีกวัน
– การไม่แสดงกิริยาฟ้อนรำทำเพลง หรือไม่ประดับตกแต่งร่างกายให้สวยงาม
– การไม่นั่งหรือนอนบนที่รองต่างๆ

4. ความสุขจากความสงบ
ความสุขจากความสงบ คือ ความสุขที่เกิดจากสภาพความสงบของจิตใจ จิตใจไม่หม่นหมอง ไม่มีเรื่องปัญหามารบกวนใจ ความสุขจากความสงบนี้อาจเรียกอีกอย่างว่า การมีสมาธิ ซึ่งสามารถทำให้เกิดด้วยการภาวนา เช่น การนั่งสมาธิ การอ่านหนังสือ เป็นต้น

5. ความสุขจากอิสระ
ความสุขจากอิสระ คือ ความสุขที่ได้รับจากการหลุดพ้นจากพันธะต่างๆ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
– ความเป็นไทแห่งตนจากสภาพถูกบังคับ เช่น การปดหนี้จากบัตรเครดิตได้จนหมด การมีอาชีพเป็นของตนเองโดยไม่ได้เป็นลูกจ้างให้ถูกสั่ง เป็นต้น
– ความเป็นไทในกิเลส และเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายที่ทำให้ตนเองเสื่อม เช่น การรู้จักห้ามใจไม่ให้หวังในทรัพย์สินของผู้อื่น การไม่รับสินบนในหน้าที่การงาน เป็นต้น