ขันติ/ความอดทน


ขันติ
 หมายถึง ความอดทน อดกลั้นต่อความทุกข์ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เช่น อดทนต่อสภาพของปัจจัยความร้อนหรือความเย็น อดทนต่อความทุกขเวทนาของร่างกายเมื่อเจ็บป่วย อดทนต่อคำด่า คำดูหมิ่น และอดทนต่อความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นคือ ความอดทน อดกลั่น ต่อความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย และจิตใจ

ขันติ ความอดทน มีความแตกต่างระหว่าง กับ ความอดกลั้น คือ
1. ความอดทน หมายถึง การระงับอารมณ์ และความรู้สึกที่มีต่อผลจากปัจจัยภายนอกหรือภายใน ด้วยจิตที่เข้มแข็ง
2. ความอดกลั้น หมายถึง การระงับหรือการควบคุมกิริยาหรือการกระทำอันมาจากปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายในที่มากระตุ้นอารมณ์ และความรู้สึก

พระธรรมปิฎก ได้ให้ความหมายขันติ ในประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่
1. ขันติ หมายถึง ความอดทน ความอดกลั้นต่อความลำบาก ตรากตรำที่มาจากปัจจัยทางด้านทางกายภาพ เช่น อดทนต่อสภาพอากาศร้อน อดทนต่อสภาพอากาศหนาว อดทนต่อความหิวกระหาย และความเหนื่อยล้า
2. ขันติ หมายถึง ความอดทน ความอดกลั้นต่อความเจ็บปวดทางกาย เช่น การเจ็บปวดปาดแผลมากเพียงใดก็ยังไม่ร้องฟูมฟายออกมา
3. ขันติ หมายถึง ความอดทน ความอดกลั้นต่อความเจ็บใจอันเกิดขึ้นทางจิตใจ เช่น วาจาเสียดสี เสียดแทง ถ้อยคำ ด่าหยาบคาย คำกล่าวล่วงเกินให้เกิดความเสียหาย สร้างความขุ่นเคืองใจด้วยประการต่างๆ
4. ขันติ หมายถึง ความอดทน ความอดกลั้นต่อมารทางจิตที่บีบคั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ที่คอยโน้มน้าวชักนำให้จิตใจให้ไหลไปตามกระแสแห่งกิเลสในทางที่ผิด หรือมีผลเสียต่อตนเอง และผู้อื่น การอดทน อดกลั้นต่อกิเลสนั้น ย่อมนำพาเพื่อบรรลุตามเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิตที่ดีงาม

ลักษณะสัจจะทางมโนกรรม 3

สัจจะ หมายถึง ความจริงใจ ความชื่อตรง ในการประพฤติด้วยกาย คือ การกระทำ และการประพฤติด้วยวาจา คือ การพูด และการประพฤติด้วยใจ คือ ความนึกคิด ด้วยความจริง ไม่มีสิ่งแอบแฝงเพื่อวัตถุประสงค์อื่นแก่ตนเอง เช่นนี้เรียกว่า มีความจริงใจ หรือ สัจจะ

ลักษณะสัจจะทางมโนกรรม 3
การรักษาสัจจะใน มโนกรรม หมายถึง กรรมทางใจ สร้างสัจจะมโนกรรมในทางดี เช่น คิดทำบุญ ทำกุศล เป็นต้น ไม่สร้างสัจจะมโนกรรมในทางชั่ว เช่น คิดอาฆาตพยาบาท คิดแต่สิ่งที่ไม่ดีไม่เกิดประโยชน์ คิดทำความชั่ว ประกอบด้วย
1. ไม่โลภอยากได้ของเขา
การมีความจริงใจ ละเว้นจิตเพ่งเล็งที่คิดอยากได้ทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นมาเป็นของตน
2. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา
การมีความจริงใจโดยไม่คิดร้ายผู้อื่น ไม่เป็นผู้มีจิตพยาบาทคิดร้าย ไม่ใช่ผู้มีจิตคิดจะแก้แค้น ไม่คิดมุ่งเบียดเบียน หรือเพ่งมองในทางที่จะทำลายเขา จิตคิดปรารถนาแต่ว่า “ขอให้สัตว์พวกนี้จงเป็นผู้ไม่พยาบาท ไม่มีทุกข์ มีความสุขรักษาตนอยู่เถิด” พึงตั้งใจปรารถนาดี แผ่ไมตรี มุ่งให้เกิดแต่ประโยชน์สุขแก่กัน
3. มีความเห็นชอบ
การเป็นผู้มีความจริงใจ มีความเห็นถูกต้องตามคลองธรรม ไม่ใช่เป็นผู้มีความเห็นคล้อยตามอำนาจกิเลส พึงมีความเห็นชอบว่า
– ทานให้หรือบริจาคมีผล
– การเซ่นสรวงมีผล
– การบูชามีผล

ลักษณะสัจจะทางวจีกรรม 4


การรักษาสัจจะใน วจีกรรม หมายถึง การกระทำทางวาจาในทางดี เช่น พูดคำที่เป็นประโยชน์ พูดสร้างสรรค์สังคม พูดดี เป็นต้น ไม่สร้างสัจจะในวจีกรรมทางชั่ว เช่น การประพฤติพูดเท็จ การประพฤติพูดคำหยาบ การประพฤติพูดส่อเสียด การประพฤติพูดยุยงให้เขาแตกกัน การประพฤติพูดให้ร้าย ป้ายสีเขา

1. การเว้นจากการพูดเท็จ
การพูดเท็จ หมายถึง การพูดด้วยเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง หรือ เรื่องโกหก เรื่องที่ตนแต่งขึ้นมาหรือเสริมความเท็จเพียงให้ตนได้รับประโยชน์

2. การเว้นจากการพูดส่อเสียด
การพูดส่อเสียด หมายถึง การพูดด้วยคำหยาบหรือคำสุภาพ แต่เป็นคำที่กระทบกระทั่งผู้อื่นให้เกิดความเจ็บใจ นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการพูดยุแย่เพื่อให้คนอื่นหรือหมู่คณะแตกความสามัคคี เกิดความหมองใจ แตกแยกทะเลาะวิวาทกัน

3. การเว้นจากการพูดคำหยาบ
การพูดคำหยาบ หมายถึง การพูดด้วยคำหรือศัพท์ที่ไม่รื่นหู ไม่น่าฟัง มักพูดขณะเกิดโทสะ หรือพูดด้วยความคะนึกคะนอง คำหยาบเหล่านี้ เมื่อพูดออกไปย่อมทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ หรืออาจเกิดโทสะ เกิดโทษแก่ตน และผู้อื่น

4. การเว้นจากการพูดกลับคำ
การพูดกลับคำ หมายถึง การพูดกลับไปกลับมา หาจุดยืนของคำพูดหรือสิ่งที่แท้จริงในครั้งใดไม่ได้ อาจด้วยการสัญญา การรับคำต่อผู้อื่นหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพูดเพื่อบอดเล่าให้ผู้อื่นฟัง แต่กลับคำพูดใหม่เป็นครั้งคราวไป สิ่งเหล่านี้ คือ การพูดกลับคำ เมื่อพูดกลับคำแล้ว ย่อมทำให้ผู้อื่นไม่เชื่อในคำพูดของตน

ประเภทของสัจจะ

ประเภทของสัจจะ
คำว่า สัจจะ “ความจริง/ความซื่อสัตย์” ในคำสอนของพระพุทธศาสนาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. สมมติสัจจะ
สมมติสัจจะ หมายถึง จริงตามสมมติ กล่าวคือ นามที่ถูกเรียกหรือถูกตั้งให้ด้วยผู้อื่น ได้แก่
– เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย มีชื่อเล่นหรือชื่อจริงว่าอย่างโน้นอย่างนี้
– ทำงานเป็นราชการ ทำงานในเอกชน ถูกเรียกด้วยชื่อตำแหน่งที่เขาตั้งให้ เช่น ผู้จัดการโรงงาน หัวหน้าฝ่ายผลิต หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
– ขอทานผู้อื่นเขากิน คนมักเรียกว่า ขอทาน
– ผู้ปกครองแผ่นดิน ทั้งพระมหากษัตริย์ นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี

สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ ถือเป็น “สมมติสัจจะ” คือ นามหรือสภาพที่ผู้อื่นตั้งให้ด้วยการสมมติ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระเบียบทางสังคม ด้วยข้อกฎหมาย และหลักศีลธรรมที่ผูกเกี่ยวในนามสมมตินั้นจึงยังให้ผู้นั้นเกิดสัจจะ ความจริง ความสัตย์ ตามบทบาทหน้าที่ของตนที่เป็นส่วนหนึ่งในสังคม

2. ปรมัตถสัจจะ
ปรมัตถสัจจะ หมายถึง จริงโดยปรมัตถ์ กล่าวคือ สมมติสัจจะที่ประกอบด้วยนามสมมติที่ผู้อื่นตั้งให้ นามสมมตินั้น แต่ละคนล้วนมีความเท่าเทียมกัน คือ ความเป็นมนุษย์ทั่วไป ที่ยังคงมีที่ต้องเผชิญ ทั้งในอายตนะภายใน 6 และอายตนะภายนอก 6 รวมถึงมีขันธ์ 5 ที่เหมือนกันหมด ไม่ต่างกันเลย หรือพระเจ้าแผ่นดินมีอย่างไร คนขอทานก็มีอย่างนั้น ไม่ต่าง แต่เท่ากันหมด สิ่งนี้เป็นปรมัตถสัจจะ คือ สภาพที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์

โยนิโสมนสิการ และแนวทางปฏิบัติ

โยนิโสมนสิการ หมายถึง การคิดของบุคคลที่ต้องมีสติปัญญาเป็นตัวกำกับ ซึ่งทำให้บุคคลสามารถคิดเป็น วิเคราะห์เป็น โดยคิด และวิเคราะห์ได้อย่างถูกวิธี มีระบบ มีระเบียบ ต่อเนื่องจากเหตุสู่ผล เชื่อมโยงกันภายใต้พื้นฐานของคุณธรรมที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ และการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม อย่างนี้ เรียกว่า การคิดแบบมีเหตุผลจนทำให้เกิดปัญญา

• โยนิโสมนสิการ มาจาก 2 คำ คือ โยนิโส + มนสิการ
• โยนิโส มาจากคำว่า โยนิ หมายถึง เหตุ ต้นเหตุ หรือ จุดเกิดแห่งเหตุ
• มนสิการ แปลว่า การคิด การวิเคราะห์ การพิจารณา

การทำใจให้แยบคาย เป็นปัจจัยในการรับรู้ผัสสะจากภายนอก อันจะเป็นตัวกั้นกระแสความคิดไม่ให้ปรุงแต่งตามตัณหา ความทะยานอยากที่เป็นองค์ประกอบภายในของของตนเอง ทำให้พิจารณาสิ่งๆอย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น โยนิโสมนสิการ จึงมีความหมายของการคิดที่เป็นระบบ คิดเป็นระเบียบ และคิดมีเหตุผล

ความสำคัญของโยนิโสมนสิการ
โยนิโสมนสิการ เป็นความคิดที่สกัดกั้นอวิชชาตัณหา (อวิชชา คือ ความไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้ และความรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ ส่วนตัณหา คือ ความทะยานอยาก ความใคร่ในกาม) กล่าวคือ เป็นการคิดอย่างมีเหตุ และผล ไม่คิดตามความต้องการของตนที่ไร้ซึ่งเหตุ และผล เพราะปุถุชนทั่วไปมักคิดภายใต้พื้นฐานความต้องการของตน

ดังนั้น บุคคลที่คิดแบบเป็นโยนิโสมนสิการจะมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ภายใต้พื้นฐานเหตุ และผล นั่นคือ การเกิดสภาวะผู้มีปัญญา ด้วยการใช้ความคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองในเหตุ และผล นำไปสู่การรับรู้ความจริง และการหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม

มิตรแท้คือ

 

มิตรแท้/เพื่อนแท้ (สุหทมิตร) หรือ กัลยาณมิตร 4 ประการ
1 มิตรมีอุปการะ เป็นมิตรมีใจดี มี 4 ลักษณะ คือ
– ปกป้องเพื่อนมิให้เป็นผู้ประมาทหรือปกป้อง และช่วยเหลือเพื่อนที่กระทำผิดในความประมาท
– ปกป้องทรัพย์ของเพื่อได้
– สามารถพึ่งพาอาศัยได้เมื่อยามทุกข์หรือมีภัย
– เมื่อมีกิจร่วมกันกับเพื่อน ผู้นั้นยินดีต่อการออกทรัพย์เท่ากันหรือมากกว่า

2 มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นมิตรมีใจดี มีลักษณะ 4 ประการ คือ
– บอกสิ่งที่เพื่อควรรู้แก่เพื่อน เรื่องที่เป็นความลับของตนที่ไม่สามารถบอกแก่ผู้อื่นได้ แต่สามารถบอกแก่เพื่อนของตนได้
– เก็บรักษาความลับของเพื่อนได้ ย่อมรักษาความลับของเพื่อนเพื่อไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้
– ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ หรือ ในยามประสบอันตราย
– สามารถสละความสุข และชีวิตของตนเพื่อความสุข และชีวิตของเพื่อนได้

3 มิตรแนะประโยชน์มีลักษณะ 4 ประการ คือ
– ห้ามเพื่อนมิให้ประพฤติในความชั่ว
– แนะนำให้เพื่อนประพฤติอยู่ในความดี
– ให้รู้ในสิ่งที่เพื่อนยังไม่เคยรู้ และช่วยอธิบายให้เข้าใจ
– บอกทางสวรรค์ให้มิตร ด้วยการแนะนำ และอธิบายให้เพื่อนทั้งหลายกระทำกรรมดีแล้วย่อมเกิดในสวรรค์

4 มิตรมีความรักใคร่ เป็นมิตรมีใจดี มีลักษณะ 4 คือ
– ไม่ยินดีกับความเสื่อมของเพื่อน
– ยินดีในความเจริญของเพื่อน
– ห้ามปรามคนที่นินทาหรือติเตียนเพื่อน หรือช่วยแก้ต่างให้
– ยินดี และส่งเสริมผู้ที่สรรเสริญเพื่อน

มิตรเทียม 4 ประการคือ

1. ผู้ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่มีเจตนาหวังเอาทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว โดยมิหวังเสียเปรียบ
– ผู้ที่มีเจตนาหวังเอาทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นด้วยการเสียประโยชน์ของตนแต่เพียงเล็กน้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่มากกว่า
– ผู้ที่กระทำประโยชน์แก่เพื่อเมื่อยามทุกข์ร้อนเพื่อหวังให้เพื่อนช่วยเหลือ แต่เมื่อพ้นทุกข์ พ้นภัยแล้วก็พยายามปลีกตัวหนีไป
– ผู้ที่คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ทรัพย์หรือประโยชน์ต่อตน
2. ผู้ที่มีดีแต่คำพูด มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับเรื่องที่เป็นอดีตไปแล้ว
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
– ไม่ยินดี และไม่สนับสนุนในกิจที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าหรือกิจที่ทำให้ตนเสียประโยชน์
3. ผู้ที่ชอบประจบ มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อน เมื่อเพื่อนกระทำชั่วเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อน เมื่อเพื่อนกระทำดีเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อนต่อหน้าเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวนินทาลับหลังเป็นนิจ
4. ผู้ที่ชักนำหรือส่งเสริมเพื่อนในทางเสื่อม มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการดื่มหรือเสพสุรา และเมรัย อันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการออกเที่ยวในยามวิกาลเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการเที่ยวดูสิ่งบันเทิงเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการพนันเป็นนิจ

อาการ 32 คือ

อาการ 32 คือ ส่วนของอวัยวะที่ประกอบขึ้นจนกลายเป็นรูป หรือ กาย ซึ่งถูกกล่าวไว้ในบทสวดมนต์ กายะคะตาสะติภาวนา อันเป็นบทสวดสำหรับพิจารณากาย มาแต่สมัยพุทธกาล ประกอบด้วยส่วนของร่างกาย 32 อย่าง ได้แก่
1. ผม ภาษาบาลี : เกสา
2. ขน ภาษาบาลี : โลมา
3. เล็บ ภาษาบาลี : นะขา
4. ฟัน ภาษาบาลี : ทันตา
5. หนัง ภาษาบาลี : ตะโจ
6. เนื้อ ภาษาบาลี : มังสัง
7. เอ็น ภาษาบาลี : นะหารู
8. กระดูก ภาษาบาลี : อัฏฐี
9. เยื่อในกระดูก ภาษาบาลี : อัฏฐิมิญชัง
10. ม้าม ภาษาบาลี : วักกัง
11. หัวใจ ภาษาบาลี : หะทะยัง
12. ตับ ภาษาบาลี : ยะกะนัง
13. ผังผืด ภาษาบาลี : กิโลมะกัง
14. ไต ภาษาบาลี : ปิหะกัง
15. ปอด ภาษาบาลี : ปัปผาสัง
16. ไส้ใหญ่ ภาษาบาลี : อันตัง
17. ไส้น้อย ภาษาบาลี : อันตะคุณัง
18. อาหารใหม่ ภาษาบาลี : อุทะริยัง
19. อาหารเก่า ภาษาบาลี : กะรีสัง
20. เยื่อในสมอง ภาษาบาลี : มัตถะเก มัตถะลุง
21. น้ำดี ภาษาบาลี : ปิตตัง
22. น้ำเสลด ภาษาบาลี : เสมหัง
23. น้ำเหลือง ภาษาบาลี : ปุพโพ
24. น้ำเลือด ภาษาบาลี : โลหิตัง
25. น้ำเหงื่อ ภาษาบาลี : เสโท
26. น้ำมันข้น ภาษาบาลี : เมโท
27. น้ำตา ภาษาบาลี : อัฐสุ
28. น้ำมันเหลว ภาษาบาลี : วะสา
29. น้ำลาย ภาษาบาลี : เขโฬ
30. น้ำมูกจมูก ภาษาบาลี : สิงฆาณิกา
31. น้ำในไขข้อ ภาษาบาลี : ละสิกา
32. น้ำมูตร (ปัสสาวะ) ภาษาบาลี : มุตตัง

อาการ 32 ข้างต้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. อวัยวะที่เป็นธาตุดิน ประกอบด้วยอาการ 20 อย่าง คือ ลำดับที่ 1-20
2. อวัยวะที่เป็นธาตุน้ำ ประกอบด้วยอาการ 12 อย่าง คือ ลำดับที่ 21-32

ทั้งนี้ รูป หรือ รูปธรรม ในความหายของร่างกายมนุษย์จะมีลักษณะ 3 อย่าง คือ
1. รูปที่มีความยาว 1 วา
2. รูปที่ความกว้าง 1 ศอก
3. รูปที่ความหนา 1 คืบ

ลักษณะของรูปทั้ง 3 ข้างต้นบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และยังรวมถึงอาการทั้ง 32

ขันธ์ 5 คืออะไร

ขันธ์ 5 หมายถึง องค์ของร่างกายกาย และจิตใจ ที่รวมอาศัยซึ่งกันและกัน จนทำให้เกิดชีวิต โดยแบ่งเป็นส่วนรูปธรรมที่จับต้องได้ คือ 1. รูป ที่ถือเป็นส่วนกาย ส่วนนามธรรม ประกอบด้วย 4 ประการทีเหลือ คือ 2. เวทนา 3. สัญญา 4.สังขาร และ5. วิญญาณ ที่ถือเป็นส่วนใจ

รูปธรรม
รูปธรรม หมายถึง สิ่งที่สามารถรับรู้ด้วยกายสัมผัสจากกายสัมผัส คือ จับต้องได้ ตาสัมผัส คือ รูป หูสัมผัส คือ เสียง จมูกสัมผัส คือ กลิ่น และลิ้นสัมผัส คือ รส ตามลักษณะที่เป็นอย่างนั้นตามธรรมชาติ มักเรียกกันทั่วไปว่า “ร่างกาย” หรือ “วัตถุ” และเป็นสิ่งที่คู่กับคำว่า นามธรรม

เวทนา
เวทนา แห่งขันธ์ 5 หมายถึง ความรู้สึก 3 ประการ คือ สุขใจหนึ่ง ทุกข์ใจหนึ่ง และรู้สึกเฉยๆ อีกอย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้น และดับไปตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ หากเป็นปัจจัยในทางลบก็จะทำให้รู้สึกทุกข์ใจหรือไม่พอใจ แต่หากเป็นปัจจัยทางลบก็มักทำให้รู้สึกสุขใจ ความรู้สึกต่อสิ่งที่มากระทบนี้ เรียกว่า เวทนา หรือ เวทนาขันธ์

สัญญา
สัญญา แห่งขันธ์ 5 หมายถึง การรู้ตัวหรือการระลึกจำได้ เป็นสภาวะจิตที่สามารถรับรู้ต่อร่างกายของตนในปัจจุบัน หรือ จิตที่ระลึกจำได้ถึงความหมายของสิ่งที่เข้ามากระตุ้นหรือเร้าร่างกาย และจิตใจ เช่น เมื่อเดินอยู่ก็รับรู้ว่าตนกำลังเดินอยู่ อันนี้ เรียกว่า เป็นการรู้ตัว เมื่อได้ยินเสียงร้องจิ๊บๆมาจากต้นไม้ จิตแปลความหมาย และระลึกได้ว่า เสียงนั้นก็คือเสียงนก อย่างนี้เรียกว่า เป็นการระลึกได้หรือจำได้

สังขาร
สังขาร แห่งขันธ์ 5 หมายถึง กระบวนการคิดหรือความคิดเห็น (การปรุงแต่ง) ที่มีต่อสิ่งเร้านั้นๆ อาทิ คิดว่าสิ่งนั้นดีหรือชั่ว คิดว่าสิ่งนั้นสวยงามหรือไม่สวยงาม รวมถึงการคิดหรือจินตนาการสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น คิดที่จะพูดหรือทำออกมา เป็นต้น การรู้จักคิดนี้ เรียกว่า สังขาร ซึ่งแตกต่างจากความหมายของสังขารในบทอื่นที่หมายถึง ร่างกายหรือโครงร่างที่มีจิตใจครอง แต่งก็มีความหมายในทางเดียวกัน คือ การปรุงแต่ง

วิญญาณ
วิญญาณ แห่งขันธ์ 5 หมายถึง การรับรู้หรือการสนองสนองต่อสิ่งเร้าของตาที่ได้เห็น หูที่ได้ยิน จมูกที่ได้กลิ่น ลิ้นที่รับรส และกายที่สัมผัส รวมถึงจิตใจที่มีความรู้สึก ทั้งนี้ คำว่า วิญญาณ ตามรากศัพท์ แปลว่า รู้แจ้ง แต่รู้แจ้งในขอบเขตของขันธ์ทั้ง 5 นี้ มิได้หมายความรวมถึงความรู้ ความรอบรู้ไปในทุกเรื่อง และมิได้หมายครอบคลุมถึง การรู้แจ้งด้วยการเป็นอรหันต์ แต่เป็นเพียงวิญญาณรู้แจ้งที่หมายถึงการรู้หรือรับรู้ต่อสิ่งเร้าภายนอกที่มากระทบต่อร่างกาย และจิตใจ เท่านั้น

ไตรลักษณ์ 3 ประการ

1. อนิจจัง/อนิจจตา
อนิจจัง/อนิจจตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นของไม่เที่ยง หมายถึง ความไม่เที่ยง ความไม่ถาวรคงที่แน่นอน ความไม่คงที่อยู่ได้ในสภาพเดิมตลอดไป ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายแปรปรวนไป กล่าวคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งคงที่อยู่อย่างเดิมได้ตลอดไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเปลี่ยนแปลงช้าหรือเปลี่ยนแปลงเร็วเท่านั้น แต่ที่แน่ๆ ก็คือสิ่งต่างๆ ทั้งหมดจะถูกกาลเวลาทำให้เปลี่ยนแปลงเปลี่ยนสภาพไปอย่างแน่นอน สิ่งใดมีการเกิดขึ้นในตอนต้น สิ่งนั้นแม้จะคงมีอยู่ในท่ามกลาง แต่ก็ยังต้องมีความเสื่อมสลายดับไปในที่สุด นี่นับเป็นสิ่งธรรมดาแท้ของโลก

2. ทุกฺขัง/ทุกขตา
ทุกฺขัง/ทุกขตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นทุกข์ หมายถึง ความผิดหวังที่เกิดจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของตนเอง รวมถึงภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นของเหตุอันไม่พึงประสงค์ เกิดสภาพฝืนทน และขัดแย้งอยู่ในตัว กล่าวคือ สิ่งต่างๆ ที่มีองค์ล้วนมีประกอบจากปัจจัยต่างๆที่ไม่สามารถดำรงอยู่ตามสภาพเดิมได้ มีเปลี่ยนแปลง เสื่อมถอย และสลายไปตามกาลเวลา

3. อนัตตา/อนัตตตา
อนัตตา/อนัตตตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นอนัตตา หมายถึง ความไม่ใช่ตัวตน หรือ ความไม่มีตัวตนแท้จริงของสรรพสิ่ง และไม่สามารถควบคุมให้คงอยู่ได้ตามความมุ่งหมายของตน กล่าวคือ ชีวิตหรือร่างกายนี้มิอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนแท้จริงของบุคคล เพราะที่เรามองเห็นเป็นรูปร่างหรือเป็นชีวิตนี้ก็เพราะมีการรวมกันของขันธ์ 5