แก้ไขปัญหาในชีวิต ด้วยหลักธรรม

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้แก้ปัญหาชีวิต ดังนี้

แก้โลภะ ความโลภด้วยการให้บริจาค การรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้แก่บุคคลอื่น เป็นการแบ่งความสุขให้แก่คนอื่น พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เนกาสี ลัภเต สุขัง การบริโภคคนเดียวไม่มีความสุข หมายความว่า การทำให้ตนมีความสุขคนเดียว ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง การแบ่งความสุขให้คนอื่นเสวยสุขด้วยจึงเป็นความสุขที่แท้จริง นอกจากนี้การให้เป็นการลดกิเลสคือความโลภให้น้อยลง เมื่อกิเลสคือความโลภน้อยลง ความทุกข์ในก็ลดลง ปัญหาชีวิตก็จะลดลง มีปัญหาชีวิตน้อยลง ความสุขก็จะเกิดขึ้น

แก้โทสะ ความโกรธด้วยเมตตา คิดช่วยให้คนอื่นมีความสุข ปรารถนาดีต่อคนอื่น มองคนอื่นในแง่ดี เราควรคิดเสมอว่าไม่มีใครทำถูกทุกอย่างโดยไม่ผิดพลาด คนที่ทำอะไรไม่ผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย ฉะนั้น เมื่อมีการทำงานก็ต้องมีความผิดพลาด เราควรให้อภัยซึ่งกันและกัน คนขี้โกรธ ขี้อิจฉาริษยา ชอบมองคนอื่นในแง่ร้าย มองไม่เห็นคุณงามความดีของคนอื่น พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนคนมีไฟอยู่ในหัวใจ โดยตรัสเป็นภาษาบาลีว่า โทสัคคิ กิเลสตัวโทสะนี้ทำให้เราร้อนรุ่มอยู่ตลอดเวลา บางคนมองคนอื่นว่าเป็นศัตรูไปหมด หรือมองเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่น การกระทำของตนถูกคนเดียว อยู่ร่วมกับใครทำงานกับใครไม่ค่อยได้ ไม่มีความสุขในการทำงาน หากสร้างเมตตาจิตให้เกิดขึ้นได้ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะอยู่ร่วมกับใครก็จะมีแต่ความสุข เพราะเอาชนะโทสะได้

แก้โมหะ ความเขลาความไม่ฉลาดด้วยการเจริญจิตภาวนา ปฏิบัติธรรมกรรมฐานหรือการฝึกสมาธิ ท่านที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจะได้รับผล ๓ อย่าง คือ ได้สติ สมาธิ ปัญญา สิ่งแรกที่เราได้จากการฝึกสมาธิคือตัวสติ เป็นคนมีสติ ไม่หลงไม่ลืมง่าย อยากทราบเรื่องอะไรระลึกได้เสมอ ที่สำคัญคือเราเป็นคนรู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไร ต่อมาเกิดสมาธิ มีความตั้งใจแน่วแน่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วเกิดปัญญาว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นผิดหรือถูก เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิทำให้เกิดสติปัญญา คนมีสติปัญญาย่อมไม่โง่เขลา ย่อมแก้ไขปัญหาชีวิตได้ แก้โมหะด้วยการฝึกสมาธิหรือเจริญภาวนา จึงเป็นการแก้กิเลสตัวโมหะที่ถูกวิธีและได้ผล

เบญจศิล ศีลข้อที่ 5 ในศีล 5

สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน เวรมณี หมายถึง การเว้นจากการกระทำที่เป็นเหตุทำให้ขาดสติสัมปัชชัญญะด้วยเครื่องมึนเมา ทั้งในรูปของการดื่ม และการเสพในวิธีต่างๆ

ขอบเขตแห่งการกระทำทั้งที่เกิดโดยตรง และโดยอ้อม ที่ผู้รักษาศีลต้องละเว้นเพื่อให้รักษาศีลโดยบริบูรณ์ ประกอบด้วย 2 ด้าน ในทางตรง คือ
1. เว้นจากสุรา ที่เป็นน้ำที่ได้จากการกลั่น หรือเรียกว่า เหล้า
2. เว้นจากเมรัย ที่เป็นน้ำเมาที่ได้จาการหมัก และยังไม่ได้กลั่น เช่น เบียร์ ไวน์ สาโท และกระแช่ เป็นต้น

ทางอ้อม คือ เว้นจากยาหรือสารเสพติดให้โทษทุกชนิด เช่น ฝิ่น กัญชา ทินเนอร์ เป็นต้น และการลุศีลหรือการกระทำที่ทำให้ศีลขาดนั้น ประกอบด้วย 4 ประการ คือ
– เครื่องดื่มหรือสารนั้นทำให้มึนเมา และขาดสติ
– ผู้นั้นมีเจตนาที่จะดื่มหรือเสพของมึนเมา
– ผู้นั้นมีความพยายามที่จะดื่มหรือเสพ
– น้ำเมาล่วงไหลลำคอหรือสูดดมผ่านจมูก

เบญจศีล ศีลข้อที่ 4 ในศีล 5

มุสาวาทา เวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการพูดเท็จ การพูดโกหกเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับมุสา 4 อย่าง
1. มุสา แปลว่า เท็จ คือ ความไม่จริง ส่วน วาทะ คือ คำกล่าว/คำพูด รวมเรียกว่า การพูดเท็จ เป็นการแสดงออกด้วยอาการเท็จใน 2 ทาง คือ วาจาเท็จ คือ พูดเท็จ ส่วนอีกทาง คือ กายเท็จ ด้วยการประพฤติเท็จด้วยกายที่แสดงออกอันเป็นเท็จ เช่น การเขียนบันทึกที่เป็นเท็จเพื่อเป็นหลักฐาน การเขียนรายงานเท็จ การปลอมแปลงเอกสาร หรือ การพยักหน้าด้วยความเท็จ เป็นต้น

2. อนุโลมมุสา คือ การพูดในลักษณะ 5 อย่าง ด้วยไม่มีเจตนาจะกล่าวเท็จ หรือเพียงเพื่อให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บใจได้แก่
– พูดเสียดแทง พูดประชด เพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ
– พูดใส่ความผู้อื่นให้เจ็บใจด้วยความที่เกินจริง
– พูดด่าว่าให้เสียหาย เพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ
– พูดสับปลับกลับคำ ด้วยความคะนอง โดยมิได้ตั้งใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
– พูดคำหยาบ คำไม่สุภาพ

3. ปฏิสสวะ คือ การกล่าวรับคำผู้อื่น ด้วยเจตนาเพียงด้วยความชื่อสัตย์หรือสุจริตใจ แต่กลับมีจิตสำนึกไม่ทำตามคำที่กล่าวรับไว้ แต่ตนยังสามารถที่จะทำตามคำรับนั้นได้อยู่ ได้แก่
– การผิดสัญญาที่ตนได้นัดไว้กับผู้อื่น (ตนให้สัญญากับผู้อื่น มีการระบุการกระทำ และเวลาที่ชัดเจน)
– การคืนคำที่ตนได้รับปากไว้กับผู้อื่น (รับคำจากการขอของผู้อื่น ไม่มีการระบุการกระทำ และเวลาที่ชัดเจน)
– การเสียสัตย์ที่ตนปฏิญาณไว้ต่อตนหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

4. ยถาสัญญา 4 อย่าง ได้แก่
1. โวหาร คือ การพูดตามสำนวนโวหารที่มีผู้แต่งขึ้นเพื่อใช้ในการอุปมาอุปไมย หรือ โวหารต่างๆที่นิยมใช้จนเป็นธรรมเนียม เช่น ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เป็นต้น
2. นิยาย คือ การเล่านิยายที่ถูกแต่งมาหรือแต่งขึ้นเองเพื่อการสอนหรือความเพลิดเพลิน เช่น การเล่านิยาย เรื่องนางสิบสองให้เด็กฟัง
3. สำคัญผิด คือ การพูดด้วยการเข้าใจหรือสำคัญตนเองว่าถูก แต่ความจริงแล้วไม่ถูก
4. พลั้ง คือ การพูดด้วยอาการที่พลั้งเผลอ โดยมิได้ตั้งใจ

การกล่าวอนุโลมมุสา ปฏิสสวะ และยถาสัญญา ไม่จัดเป็นมุสาวาท ผู้ที่กล่าวย่อมไม่ศีลขาด แต่เพียงทำให้ศีลด่างพร้อยได้ และหากเป็นมุสาวาทที่ถือว่าศีลขาด ต้องพร้อมด้วยองค์ 4 ประการ คือ
– เป็นเรื่องเท็จ
– มีเจตนาในพูด
– มีการพูดหรือแสดงออกไปแล้ว
– ผู้ฟังเข้าใจในคำพูดหรือกิริยานั้นๆ

โทษหรือผลกรรมจากการกล่าวมุสาวาทจะมีมากมีน้อย ท่านให้พิจารณาผลหรือโทษจากการกล่าวเป็นสำคัญ กล่าวคือ หากสร้างความเสียหายมาก ย่อมได้รับผลกรรมมาก หากสร้างความเสียหายน้อย ย่อมได้รับผลกรรมน้อย ตามลำดับแห่งกรรมที่ผู้อื่นได้รับ

การละด้วยมุสาวาท ได้แก่
1. พึงละเว้นจากการพูดปด คือ การละเว้นจากคำพูดโกหกในเรื่องใดๆทั้งปวง
2. พึงละเว้นจากการทนสาบาน คือ ไม่ทนสาบานหรือรับคำเพียงเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ
3. พึงละเว้นจากการทำเล่ห์กะเท่ห์ คือ การไม่พูดอวดอ้างในสิ่งที่มิใช่ความจริงเพียงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ เช่น อวดอ้างว่าตนเป็นอรหันต์ อวดอ้างว่าตนเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เป็นต้น
4. พึงละเว้นจากการประพฤติมายา คือ การประพฤติด้วยอาการหลอกลวง เพียงเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ เช่น การแสร้งทำเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเจ็บ ซึ่งอาจเจ็บจริงหรือไม่เจ็บจริง หรือ เพียงเจ็บเล็กน้อย แต่ทำเป็นเจ็บมาก เป็นต้น
5. พึงละเว้นจากการพูดเลศ คือ การละเว้นจากการพูดเล่นสำนวน หรือ พูดคลุมเครือเพียงเพื่อให้อื่นคิดหลงผิด และเกิดประโยชน์แก่ตน เช่น นาย ก. มีบ้านอยู่ใกล้ป่าที่รู้เห็นนายทุนลักลอบตัดไม้ผิดกฎหมาย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบกลับพูดปัดไปหรือโยงแม่น้ำทั้งห้าในเรื่องอื่นเพียงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่รับรู้ถึงความจริง
6. พึงละเว้นจากการเสริมความ คือ ละเว้นจากการพูดเติมแต่งเรื่อง เพิ่มเติมเรื่องในทางที่ผิด ทำให้ผู้อื่นหลงเข้าใจผิดมากขึ้น เช่น การโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณมากเกินจริง การพูดหรือเล่าเรื่องผู้อื่นด้วยการเพิ่มเติมเรื่องในสิ่งที่เกินความ
7. พึงละเว้นจากการอำความ คือ เป็นการพูดที่ตรงข้ามกับการพูดเสริมความ พูดเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อจากเรื่องใหญ่ให้หลงเชื่อว่าเป็นเรื่องเล็ก

เบญจศีล ศีลข้อที่ 3 ในศีล 5

กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเมถุนทั้งปวง

1. หญิงต้องห้ามสำหรับชาย ได้แก่
– หญิงที่มีสามี และยังครองคู่กันอยู่ในปัจจุบัน
– หญิงที่มีผู้ปกครอง และดูแล เช่น บิดา มารดา และไม่เกิดความยินยอมทั้งจากฝ่ายหญิง และผู้ปกครอง
– หญิงที่จารีตห้าม เช่น แม่ แม่ยาย ย่า ยาย ลูก หลาน เหลน ที่อยู่ในวงศ์ศาคณาญาติของตน

หญิงทั้ง 3 ประเภทข้างต้น เมื่อชายประพฤติล่วงในกาม ด้วยการยินยอมหรือไม่ยินยอมของฝ่ายหญิง ย่อมทำให้ชายลุแก่ศีลหรือศีลขาด

2. ชายต้องห้ามสำหรับหญิง ได้แก่
– ชายอื่นทุกคนที่มีภรรยาครองคู่กันอยู่
– ชายที่จารีตห้าม เช่น ภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาอื่นๆ

สำหรับหญิงหรือชายที่มีพฤติกรรมเจตนาด้วยการพูดเกี้ยวพาราศีเพื่อหวังในกาม แม้จะไม่ทำให้ศีลขาด แต่ย่อมทำให้ด่างพร้อยได้ ทั้งนี้ การลุแก่ศีลหรือศีลขาดย่อมเกิดจากปัจจัยที่ครบทั้ง 4 ประการ คือ
1. หญิงหรือชายนั้นเป็นผู้ต้องห้าม
2. มีเจตนาต้องการเสพกาม
3. มีการกระทำแห่งกิจในกาม และอวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าสู่ของอีกฝ่ายเพียงเท่าเมล็ดงา

เบญจศีล ศีลข้อที่ 2 ในศีล 5

อทินนาทานา เวรมณี หมายถึง การละเว้นด้วยการถือเอาหรือลักขโมยสิ่งของคนอื่นที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ด้วยการยินยอม

ขอบเขตแห่งการกระทำทั้งที่เกิดโดยตรง และโดยอ้อม ที่ผู้รักษาศีลต้องละเว้นเพื่อให้รักษาศีลโดยบริบูรณ์ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ โจรกรรม อนุโลมโจรกรรม และฉายาโจรกรรม

1. เว้นจากการโจรกรรม
เว้นจากการโจรกรรม หมายถึง เว้นจากการจับเอาหรือถือเอาสิ่งของของผู้อื่น โดยที่ผู้อื่นมิได้ยินยอม ประกอบด้วยการละเว้นในเจตนาแห่งโจรกรรม 14 ประการ คือ
– เว้นจากการลัก คือ เว้นจาการถือเอาหรือจับเอาทรัพย์สินของผู้อื่นที่เมื่อเจ้าของเขาไม่เห็น ที่เรียกว่า ขโมย
– เว้นจากการฉก คือ เว้นจากการชิงหรือแย่งเอาทรัพย์สินจากเจ้าของ ที่เรียกว่า ชิงทรัพย์ หรือ วิ่งราว
– เว้นจากการกรรโชก คือ เว้นจากการข่มขู่แก่ผู้อื่นเพื่อให้เขากลัว และมอบทรัพย์ให้แก่ตน หรือที่เรียกว่า การกรรโชกทรัพย์
– เว้นจากการปล้น คือ เว้นจากการข่มขู่ด้วยอาวุธเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งอาจทำคนเดียวหรือร่วมกับคนอื่น
– เว้นจากการตู่ คือ เว้นจากการอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานหรือความเป็นจริง เช่น เก็บกระเป๋าเงินได้บนถนน แล้วอ้างว่าเป็นกระเป๋าเงินของตน
– เว้นจากการฉ้อฉล คือ เว้นจากการอ้างหลักฐานเท็จเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินแก่ตน เช่น ทำเอกสารสิทธิ์ในที่ดินปลอมซ้อนทับที่ดินผู้อื่น และอ้างสิทธิ์ในที่ผืนนั้น
– เว้นจากการหลอก คือ เว้นจากการแต่งเรื่องเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อแล้วให้ทรัพย์แก่ตน
– เว้นจากการลวง คือ เว้นการใช้เครื่องมือ หรือ สื่อ เพื่อนำเสนอหวังให้ผู้อื่นเชื่อแล้วให้ทรัพย์แก่ตน
– เว้นจากการปลอม คือ เว้นจากการทำของปลอมหรือลอกเลียนแบบ เพื่อให้สิ่งของของตนขายได้หรือนำไปแลกทรัพย์สินที่มีค่ากว่าแก่ตน
– เว้นจากการตระบัด คือ เว้นจากการผิดคำพูดหรือคำสัญญาที่ให้ไว้เพื่อหวังทรัพย์สินจากผู้อื่น
– เว้นจากการปิดบัง คือ เว้นจากการปกปิดหรือซ่อนทรัพย์ของผู้อื่นจนเจ้าของทรัพย์หาไม่พบแล้วยึดครองเป็นของตน
– เว้นจากการสับเปลี่ยน คือ เว้นจากการสับเปลี่ยนทรัพย์ของตนกับทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อหวังทรัพย์ของผู้อื่นที่มีค่ากว่า
– เว้นจากการลักลอบ คือ เว้นจากการหลีกเลี่ยงหรือหลบหลีกการจ่าย เช่น การเลี้ยงภาษี
– เว้นจากการยักยอก คือ เว้นจากการเอาทรัพย์ของผู้อื่นด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ของตน
– เว้นจาการฟอกทรัพย์ คือ เว้นจากการเปลี่ยนแหล่งที่มาของทรัพย์สินจากทรัพย์สินที่ได้มาด้วยการไม่สุจริตเป็นทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฏหมาย

2. ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม
ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม หมายถึง การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ในทางทุจริต ที่ถือไม่เป็นการโจรกรรม มี 3 ประการ คือ
– เว้นจากการสมโจร หรือ ส่งเสริมให้คนอื่นทำการโจรกรรม
– เว้นจากการปอกลอก หรือ แสร้งทำคบคนอื่นเพื่อหวังประโยชน์แก่ทรัพย์สิน
– เว้นจากการรับสินบน หรือ รับเอาทรัพย์ที่เขาให้เพื่อเอื้อประโยชน์แก่เขาในทางที่ผิด

3. เว้นจากกิริยาเป็นฉายาโจรกรรม
เว้นจากกิริยาเป็นฉายาโจรกรรม หมายถึง การละเว้นจากการกระทำต่อทรัพย์สินหรือสิ่งของของผู้อื่นที่อาจทำให้เกิดความสูญหาย สูญหาย หรือลดน้อยลงเพียงเพื่อให้ทรัพย์สินนั้นตกอยู่กับตน ประกอบด้วย 2 ประการ คือ
– เว้นจาการเบียดเบียน ได้แก่ เว้นจากการกระทำที่เป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเกิดความเสียหาย เช่น ลอบเผาบ้าน ลอบเผาไร่อ้อย เป็นต้น
– เว้นจากการหยิบฉวย ได้แก่ เว้นจากการหยิบเอาสิ่งของผู้อื่นมาด้วยการไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของ เช่น หยิบเอาเหรียญสิบของเพื่อนที่วางอยู่บนโต๊ะไปใช้โดยไม่บอกเพื่อนให้ทราบ

เบญจศีล ศีลข้อที่ 1 ในศีล 5

ปาณาติปาตา เวรมณี หมายถึง การละเว้นต่อการทำลายชีวิตของคน และสัตว์

จุดมุ่งหมาย : เพื่อขัดเกลาจิตใจให้เกิดมีความเมตตา มองเห็นชีวิต และความสุขทางกาย และจิตใจของผู้อื่น และสัตว์ต่างๆเหมือนกับชีวิตของตน

ขอบเขตแห่งการกระทำทั้งที่เกิดโดยตรง และโดยอ้อม ที่ผู้รักษาศีลต้องละเว้นเพื่อให้รักษาศีลโดยบริบูรณ์ คือ
1. เว้นการฆ่า ด้วยการทำให้คนหรือสัตว์ตายไป ทั้งจากตนเองหรือการใช้ให้ผู้อื่นกระทำแทน
2. เว้นการทำร้ายร่างกายจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ
3. เว้นการทรมานกรรมทั้งทางร่างกาย และจิตใจ เช่น การไม่ใช้งานทั้งคน และสัตว์เกินกำลัง การไม่กักขังหรือรั้งหน่วงเหนี่ยว การทรมานสัตว์เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อให้ลุแก่ความต้องการ การจับสัตว์ตีกัน ทั้งนี้ ผู้ที่ลุแก่ศีลหรือศีลขาดจะต้อง ปาณาติบาต ด้วยองค์ประกอบ 5 ประการ คือ
– คนหรือสัตว์นั้นยังมีชีวิต
– ผู้กระทำมีสติรับรู้ว่า คนหรือสัตว์นั้นยังมีชีวิต
– ผู้กระทำมีเจตนาจะฆ่าหรือทำให้ชีวิตคนหรือสัตว์ตายไป
– ผู้กระทำมีความพยายามจะฆ่าหรือทำให้ชีวิตดับหาย
– คนหรือสัตว์นั้นที่ถูกกระทำได้ตายไป

ทั้งผู้กระทำ และฝ่ายที่ถูกกระทำรวมเป็นองค์เดียวกันจนครบทั้ง 5 ประการข้างต้น ถือว่าผู้กระทำลุแก่ศีลหรือศีลขาด ถ้าหากขาดประการหนึ่งแต่ยังผลให้คนหรือสัตว์ตายไป ย่อมทำให้ศีลขาดได้เช่นกัน

องค์ประกอบสำหรับปฏิบัติตามหลักของศีล 5

1. ประพฤติตามหลักสุจริต 3 คือ
– กายสุจริต คือ การประพฤติปฏิบัติด้วยความสุจริต ประพฤติในสิ่งที่ดีงาม ละเว้นการประพฤติที่ขัดต่อศีลธรรม
– วจีสุจริต คือ การพูดด้วยวาจาสุจริต พูดสิ่งที่ถูกต้อง และดีงาม
– มโนสุจริต คือ การนึกคิดในสิ่งสุจริต และดีงาม ไม่นึกคิดในทางที่ผิดต่อศีลธรรมอันดีงาม

2. ประพฤติตามหลักอารยธรรมที่สอดคล้องกับหลักแห่งกุศลกรรมบถ 10 ประการ ได้แก่
2.1 ทางกาย 3 ประการ
– ละเว้นการฆ่าสัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ และให้มีเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นๆ และสรรพสัตว์ตามกำลังของตน
– ละเว้นการแย่งชิง การขโมยทรัพย์สิน การบีบคั้น การเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ และให้เคารพในสิทธิของบุคคลอื่น

– ละเว้นการประพฤติผิดในกามสำหรับผู้มีคู่ครอง และละเว้นการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้อื่น ทั้งชาย และหญิงด้วยการใช้กำลังหรือการบีบบังคับไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ
2.2 ทางวาจา 4 ประการ
– ละเว้นการพูดเท็จ การกล่าวโกหกเพื่อหลอกลวงให้ผู้อื่นเชื่อ ควรกล่าวคำสัตย์ที่เป็นจริงเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น และตนเอง
– ละเว้นการพูดส่อเสียด การพูดให้ร้ายแก่ผู้อื่น รวมถึงละเว้นการพูดยุยงให้ผู้อื่นเกิดความบาดหมางกัน
– ละเว้นการพูดคำหยาบ คำไม่สุภาพที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดโทสะ เกิดความไม่สบาย ควรพูดแต่คำที่สุภาพนุ่มนวลที่ทำให้คนฟังเกิดความรู้สึกดีหรือสบายใจ
– ละเว้นการพูดโอ้อวด พูดเกินความเป็นจริง พูดเหลวไหลเพ้อเจ้อเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อหรือชื่นชอบในตัวตน
2.3 ทางใจ 3 ประการ
– ไม่คิดหาผลประโยชน์หรือกอบโกยทรัพย์สินจากผู้อื่นในทางที่ผิด ให้คิดเป็นผู้ให้ทั้งในทรัพย์สิน และการให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ไม่คิดเพ็งเล็งคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
– ไม่คิดมุ่งร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น ทั้งทางกาย ทางกลอุบาย ควรคิดปรารถนาดีต่อผู้อื่นเป็นหลัก
– มีความคิดเป็นกลาง ถูกต้องตามหลักสัมมาทิฐิ เข้าใจในความเป็นไปของวัฏจักรที่ไม่มีความแน่นอนทั้งในชีวิต และทรัพย์สิน

ศีล คืออะไร

ศีล คือ ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกาย และวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม โดยมีศีล 5 เป็นมาตรฐานวางไว้สำหรับกำหนดวัดความประพฤติของมนุษย์ในขั้นความเป็นกัลยาณชน ที่เรียกว่า มนุษยธรรม คนที่ประพฤติต่ำกว่ามาตรฐานนี้ถือว่า เป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่น่าไว้ใจ

ความสำคัญของศีล
1. ศีล มีความสำคัญต่อการควบคุมกาย วาจา และใจของคนให้เรียบร้อย สงบร่มเย็น และเป็นสุข
2. ศีล มีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม หากคนในสังคม กลุ่มคนขาดศีลสังคมกลุ่มคนนั้นๆ ก็ไม่น่าอยู่ จะมีปัญหามากมายตามมา
3. ศีล เป็นระบบการควบคุมและขัดเกลาพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต มีผลต่อกิจกรรม พิธีกรรม พฤติกรรม ความเป็นไปของผู้คนในสังคม
4. ศีล เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นหัวใจสำคัญต่อการประพฤติปฏิบัติชอบของชาวพุทธตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะศีล คือ สิ่งที่จะต้องมาก่อนมาอันดับแรกในการศึกษาและปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธ คือ เริ่มจาก ศีล สมาธิ ปัญหา ถ้าไม่มีศีลก็จะไม่มีสมาธิและจะเกิดปัญญาไม่ได้
5. ศีล มีความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์ของคน คนกับมนุษย์จะมีความเหมือนกันเพียงร่างกายแต่จะแตกต่างกันที่มีศีล คนถ้าไม่มีศีลก็จะไม่แตกต่างจากสัตว์ทั่วๆไป อาจร้ายกว่าสัตว์ด้วยซ้ำ ศีลจะทำคนให้เป็นมนุษย์ได้ เพราะจะเป็นมนุษย์ได้จะต้องเป็นคนมีศีล ควบคุมกำกับจิตใจตลอดเวลา หลักมนุษยธรรมอันทำให้คนเป็นมนุษย์ก็คือ ศีลนั่นเอง

ศีล 5 หมายถึง ข้อปฏิบัติ 5 ข้อ ที่ควรละเว้นสำหรับควบคุมกาย และวาจาให้ตั้งอยู่ในคุณความดี เป็นความประพฤติพื้นฐานทางสังคม เพราะเป็นเครื่องส่งเสริมคุณความดี

สาราณียธรรม 6 สำหรับภิกษุ สามเณร

1. เมตตากายกรรม คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงกระทำสิ่งใดก็ต้องให้ยึดมั่นด้วยความเมตตา ได้แก่ การแสดงความมีน้ำใจช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ ที่ควรของเพื่อนภิกษุสามเณร ของเพื่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นต่อหน้าหรือลับหลังก็ตาม

2. เมตตาวจีกรรม คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลายพึงกล่าววาจาที่ประกอบขึ้นด้วยเมตตา ได้แก่ การพูดวาจาที่เป็นคำสัตย์ คำจริง คำสมานสามัคคีด้วยคำไพเราะ น่าฟัง และคำที่มีประโยชน์ภายใต้พื้นฐานที่มาจากความเมตตา และจิตอันบริสุทธิ์ต่อคนที่ตนพูดด้วย และคนที่พูดถึง พูดต่อหน้าอย่างไร ลับหลังก็ต้องพูดอย่างนั้น ลับหลังพูดอย่างไร ต่อหน้าก็ควรพูดอย่างนั้น

3. เมตตามโนกรรม คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลายพึงระลึกในจิตที่มีเมตตา ได้แก่ การตั้งความรู้สึกในคนและสัตว์ทั้งหลายว่า ชีวิตแต่ละชีวิตไม่ต้องการความทุกข์ แต่ต้องการความสุขฉันใด เพราะฉะนั้นขอให้บุคคลนั้นๆ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ประทุษร้ายกัน ให้แต่ละคนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่ฐานะของตน เมื่อจะคิดถึงใครก็ตามไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่า เป็นภิกษุสามเณรเท่านั้น ให้คิดถึงกันด้วยเมตตา และพร้อมที่จะแสดงออกทางกาย ทางวาจา ทั้งต่อหน้า และลับหลังบุคคลเหล่านั้น

4. สาธารณโภคี คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงแบ่งปันภัตตาหารหรือสิ่งของของตนให้แก่เพื่อนภิษุสามเณรด้วยกัน พึงละเว้นจากความเห็นแก่ตัวไม่แบ่งปันผู้อื่น คือ หลักการอยู่ร่วมกันของพระภิกษุสามเณรนั้น ต้องรู้จักเที่ยวบิณฑบาตอาหารจากชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธา เป็นการได้อาหารมาในทางที่ชอบธรรม แต่ว่าการได้ปัจจัย 4 นั้น คนเรามีวาสนาบารมีไม่เหมือนกัน บางคนได้มากจนเหลือกินเหลือใช้ บางคนได้น้อยจนไม่ค่อยพอกินพอใช้ เพราะฉะนั้นคนที่ได้ลาภผลมาในทางที่ชอบมาก จึงต้องแสดงออกซึ่งทางกายกรรมทางวจีกรรม ที่สะท้อนมาจากใจ ด้วยการเอื้อเฟื้อแบ่งปันเป็นการสงเคราะห์ อนุเคราะห์ เฉลี่ยความสุขให้แก่กัน และกัน

5. สีลสามัญญตา คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์เสมอกัน เนื่องด้วยการอยู่ร่วมกันของพระภิกษุ สามเณรนั้น ก็เป็นสังคมหนึ่งที่คล้ายกับฆราวาส มีผู้มากบ้าง และมีผู้รู้น้อยบ้าง แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการประพฤติปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ที่เกี่ยวข้องกันแม้จะเป็นเพื่อนรักร่วมใจกัน ถ้าคนหนึ่งละเมิดศีลที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้จะกลายเป็นที่รังเกียจ ดูหมิ่นของเพื่อนภิกษุสามเณรด้วยกัน การอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขที่ประสงค์จะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องพยายามปฏิบัติตนให้ถูกต้องตรงตามหลักของศีลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้โดยให้มองว่า ข้อนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้อย่างไร ใครปฏิบัติถูกต้องตรงหลักที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ก็ปฏิบัติไปตามเขา ทำให้เกิดเป็นความเรียบร้อยสวยงามขึ้นที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า สังฆโสภโณ คือ หมู่คณะที่งดงาม

6. ทิฏฐิสามัญญตา คือ ภิกษุ และสามเณรทั้งหลาย พึงมีความเห็นร่วมกัน และเคารพความเห็นของผู้อื่นเสมอ ไม่พึงวิวาทกันเอง เพราะเพียงความเห็นที่ไม่ตรงกัน โดยในฐานะของภิกษุในพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นความเห็นเกี่ยวกับวินัย ก็ต้องเอาวินัยเป็นมาตรการกำหนดตัดสินว่า ความเห็นของใครถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมะก็ตรวจสอบเทียบเคียง สอบทานหลักธรรมะว่า ข้อนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างไร แล้วก็หาจุดกลางทางความคิดมาพบกัน แต่บางอย่างเป็นเรื่องของกิจการงาน หรือแม้แต่เรื่องความเห็นทั่วไป อาจจะมีความขัดแย้งในหลักการ และวิธีการบางอย่าง แต่ว่าสามารถประสบผลเช่นเดียวกันได้ ก็ต้องรู้จักผ่อนปรนไม่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท เพราะเหตุว่าความเห็นขัดแย้งกัน เว้นไว้แต่บุคคลนั้นมีความเห็นขัดแย้งกับธรรมวินัย ซึ่งภิกษุสามเณรรู้ห่วงใยในพระพุทธศาสนา จะต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะขจัดปรับการวิวาทเหล่านั้นให้ยุติลงด้วยความเรียบร้อย

สาราณียธรรม 6 สำหรับฆราวาส

สาราณียธรรม 6 สำหรับฆราวาส
1. เมตตากายกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ ทำต่อกันด้วยเมตตา หมายถึง ทำสิ่งใดก็ทำด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเช่น แสดงไมตรีจิต และหวังดีต่อมิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน บุคคลรอบข้าง โดยช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ด้วยความเต็มอกเต็มใจ พร้อมกับประพฤติตนอย่างสุภาพ สม่ำเสมอ ให้ความเคารพ และจริงใจต่อผู้อื่นแม้ในยามหน้า และลับหลัง

2. เมตตาวจีกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ พูดกันด้วยเมตตา หมายถึง จะพูดอะไรก็พูดด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เช่น การให้ความรู้ หรือคำแนะนำที่ดีต่อผู้อื่น กล่าววาจาสุภาพ พูดจริง ไม่พูดเพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเองฝ่ายเดียว

3. เมตตามโนกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ คิดต่อกันด้วยเมตตา หมายถึง จะคิดสิ่งใดก็ให้คิดในสิ่งที่ดี และคิดด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เช่น ตั้งจิตปรารถนาที่จะทำคุณงามความดี คิดมั่นในการสร้างบุญกุศล และมีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความหวังดี

4. สาธารณโภคี แห่งสาราณียธรรม 6 คือ แบ่งปันสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรม หมายถึง แบ่งปันลาภผลที่ร่วมกัน หาร่วมกันทำโดยยุติธรรมแม้สิ่งของที่ได้มาจะน้อย แต่ก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วถึงกันนั้น คือ การร่วมสุข ร่วมทุกข์กัน

5. สีลสามัญญตา แห่งสาราณียธรรม 6 คือ มีความประพฤติเสมอภาคกัน หมายถึง ประพฤติสุจริตในสิ่งที่ดีงามอย่างสม่ำเสมอ ประพฤติตนอย่างมีระเบียบวินัยเหมือนผู้อื่น ไม่ประพฤติตนในทางแตกแยกจนเป็นที่ขัดข้องหมองใจต่อผู้อื่นหรือเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ

6. ทิฏฐิสามัญญตา แห่งสาราณียธรรม 6 คือ มีความเสมอภาคกันทางความคิด และเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น หมายถึง ปรับความคิดความเห็นให้มีเหตุมีผลถูกต้องเหมือนกับผู้อื่น และหมู่คณะภายใต้เหต และผลในทางที่ดีงาม พร้อมกับเคารพเหตุผล ยึดหลักความดีงามเป็นอุดมคติอย่างสม่ำเสมอ