ทานมัยคืออะไร

ทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 3 เป็นบุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน หมายถึง การทำบุญด้วยการให้ทานหรือการสละเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ประกอบด้วย ทานวัตถุ คือ การให้เป็นทรัพย์ที่เป็นเงิน หรือทรัพย์สินที่เป็นสิ่งของตน เช่น การถวายสังฆทานแก่พระสงฆ์ และทานธรรม คือ ทานที่ให้ด้วยนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น การให้ความรู้ การสละอารมณ์ เป็นต้น

จาคะ5

ประเภทของทาน
1. ทานที่ยังเวียนว่ายในวัฏสงสาร ได้แก่
1.1 วัตถุทานหรือรูปธรรมทาน ได้แก่ การบริจาคทานด้วยทรัพย์สิน สิ่งของ อวัยวะ ที่สามารถจับต้องได้ และมีผู้รับทาน
1.2 นามธรรมทาน
– อภัยทาน คือ การให้อภัยแก่ผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา และใจ
– ธรรมทาน คือ การให้ความรู้ การสั่งสอนธรรมให้แก่ผู้อื่นเพื่อขจัดความทุกข์
2. ทานที่พ้นจากวัฏสงสาร คือ สุญญตาทาน ได้แก่ ทานที่ไม่ต้องมีผู้รับ คือ ทานที่เกิดจากการเสียสละทางอารมณ์ของตน ด้วยการละซึ่งกิเลส 3 ด้าน คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

จุดมุ่งหมายของการให้ทาน
1. ทานเพื่อการอนุเคราะห์เกื้อกูล ด้วยการสงเคราะห์ผู้อื่นที่ยังต้องการความช่วยเหลือ คนที่ยังตกทุกข์ได้ยาก หรือประสบภัยเพื่อให้พ้นหรือบรรเทาจากความทุกข์นั้นๆ
2. ทานเพื่อบูชาคุณ
– การบำรุง เลี้ยงดูบิดา-มารดา หรือผู้มีพระคุณคนอื่นๆ
– การยกย่อง ชมเชย และสนับสนุนผู้ทำความดี ผู้ที่บำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวม
– การอุปถัมภ์พระสงฆ์หรือนักบวชในศาสนาให้มีกำลังสามารถปฏิบัติศาสนกิจต่างๆให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

ทานเมื่อทำแล้ว ย่อมได้บุญกุศล และมีความสุข เพราะทานสามารถขจัดกิเลสจากโลภะได้ ทำให้เกิดความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารีผู้อื่นด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ทั้งนี้ “ทานมัย” บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน มีอานิสงส์หรือ มีผลแห่งกุศลกรรม 5 ประการ คือ
1) เป็นที่รัก และเคารพของคนหมู่มาก
2) เป็นที่คบหาของคนดี
3) เป็นผู้มีชื่อเสียงดี และเป็นที่รู้จักของคนหมู่มาก
4) แกล้วกล้า และมั่นคงในท่ามกลางหมู่ชน
5) เมื่อตายแล้ว ก็ไปเกิดบนสวรรค์

ศีลมัยคืออะไร

ศีลมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 3 บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล หมายถึง การทำบุญด้วยการรักษาศีล คือ ประพฤติตนให้ดีให้อยู่ในธรรมทั้งกาย วาจา และจิตใจ

ศีล แปลว่า ปรกติ คือ การปฏิบัติที่รู้จักควบคุมกาย วาจา และใจ ของตนไว้ให้บริสุทธิ์หรือมีความสงบ ศีล เป็นเครื่องควบคุมโทสะหรือความโกรธ เมื่อรักษาศีลได้ ย่อมได้บุญกุศล และคงไว้ซึ่งบุญเก่า กล่าวคือ เป็นการขจัด และลดกิเลส คือ ความโกรธมิให้เกิดขึ้นได้ พร้อมกับก่อเกิดบุญใหม่ คือ จิตใจมีความตั้งมั่น และมีความสงบ ไม่เกิดโทสะทั้งปวง และพร้อมที่จะรักษาศีลให้มั่นคงทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต

สาราณียธรรม6

ประเภทของศีล
1. โลกียศีล ได้แก่ ศีล 5 เป็นพื้นฐาน ซึ่งเป็นศีลพื้นฐานของปุถุชน ส่วนศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 เป็นศีลที่ขยายมาจากศีล 5 ผู้ที่เจริญในศีลทั้งหลายนี้ ยังคงเวียนว่ายในวัฏสงสาร
2. โลกุตตรศีล คือ ศีลที่รักษาเพื่อมุ่งให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ด้วยการรักษาศีลด้วยการใช้สติปัญญาในการวิปัสนาภาวนาเพื่อให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

จุดมุ่งหมายของการรักษาศีล
– เพื่อให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลทั้งปวง อันได้แก่ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 ตามความพร้อมที่ตนจะพึงรักษาได้
– เพื่อให้เป็นผู้มีความเพียรอันชอบในการดำเนินชีวิต หรือการประกอบอาชีพ
– เพื่อให้รู้จักใช้กายสัมผัสอย่างมีสติ อันมี หูสัมผัส ตาสัมผัส จมูกสัมผัส ลิ้นสัมผัส และกายสัมผัส
– เพื่อให้บริโภคทรัพย์ และปัจจัยทั้งหลายอย่างรู้คุณค่า

บุญกุศลที่เกิดจากการรักษาศีลนี้ ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวว่า มีอานิสงค์ หรือ มีผลแห่งกุศลกรรม 5 อย่าง คือ
1) เป็นผู้บริโภคทรัพย์ และบริวารที่ตามมาได้อย่างเต็มอิ่ม และด้วยความปกติสุข
2) เป็นผู้ที่หมู่มากรู้จัก และให้การสรรเสริญ
3) แกล้วกล้า และมั่นคงในท่ามกลางประชาชน
4) เป็นผู้มีสติ ดำเนินชีวิตโดยไม่มีอุปสรรค
5) เมื่อตายแล้ว ย่อมได้จุติบนสวรรค์

อบายมุข6 การเกียจคร้านการงาน

การเกียจคร้านในการงาน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การอยู่นิ่ง ไม่ยอมทำการงานเพื่อหาเลี้ยงชีพตน และครอบครัว หรือไม่ยอมทำกิจอันเป็นหน้าที่ของตนอย่างเป็นนิจ เช่น ไม่หางานทำ ไม่ไปโรงเรียน เป็นต้น

เกียจคร้าน

โทษการเกียจคร้านการงาน
1. การงานคั่งค้าง ไม่สำเร็จ เพราะความขี้เกียจ ไม่ทำการงานที่ตนรับผิดชอบก็ย่อมนำมาซึ่งงานที่ไม่สำเร็จตามเวลาที่ตั้งไว้
2. ผู้ใหญ่ดุด่า ผู้อื่นนินทา เพราะการงานที่ไม่สำเร็จ ย่อมทำให้เกิดความเสียในชื่อเสียงหรือทรัพย์ของผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้าง
3. ครอบครัวยากจน ลูกเมียอดอยาก เพราะการที่ไม่ทำงาน ไม่ประกอบทำมาหากิน ย่อมไม่มีทรัพย์ที่จะมาจุนเจือครอบครัว
4. มักเกิดความแตกแยกในครอบครัว เพราะเมื่อไม่มีทรัพย์แล้วจากความขี้เกียจของตน ย่อมทำให้ผู้อื่นในครอบครัวดุด่า หรือแยกออกห่างเพียงเพื่อให้ตนอยู่รอดจนนำมาสู่การแตกแยกของครอบครัว
5. ไม่มีใครรับทำงาน ไม่มีงานทำ เพราะผู้ขี้เกียจย่อมไม่งานใดแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อนายจ้าง หากนายจ้างตกลงจ้างย่อมไม่เป็นผลดีต่องานของเขา

อุบายเลิกการเกียจคร้าน
1. ศึกษาให้รู้ถึงโทษแห่งการเกียจคร้าน
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะมีความขยัน มั่นเพียรในการงานหรือสิ่งที่ตนรับผิดชอบ
3. ออกห่างจากผู้เกียจคร้านเป็นนิจ

อบายมุข5 การคบคนชั่วเป็นมิตร

การคบคนชั่วหรือคนพาลเป็นมิตร แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การยอมรับในความเป็นมิตรจากบุคคลอื่นที่ตนอาจแยกแยะได้หรือแยกแยะไม่ได้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร คนชั่วหรือคนพาลในที่นี้ ได้แก่ คนพาลการพนัน คนพาลนักเลงต่อยตี คนพาลฉ้อโกงหลอกลวง คนพาลเจ้าชู้ และคนพาลขี้เมา เป็นต้น

โทษการคบคนชั่วเป็นมิตร
1. ปลูกฝังความชั่วในตน เป็นนักเลงในทุกด้าน เพราะเมื่อยอมรับเป็นมิตรในคนพาลแล้วย่อมที่จะได้รับการเรียนรู้ การฝึกฝนในวิถีแห่งคนพาล จนนำมาประพฤติเป็นกิจของตนได้ง่าย
2. วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย เพราะเมื่อเป็นเช่นคนพาลแล้วย่อมกระทำเช่นคนพาลจนนำมาสู่ความเสื่อมเสียในวงศ์ตระกูล
3. ครอบครัวแตกแยก เพราะคนพาลมักไม่เป็นที่ชื่นชมของคนอื่นในครอบครัวหรือหากนำวิถีแห่งคนพาลมาใช้ในครอบครัว ก็ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งต่อผู้อื่นได้ง่าย
4. ถูกหลอกลวงได้ง่าย เมื่อยอมรับในมิตรของคนพาลแล้ว ย่อมต้องพบปะให้เกิดความคุ้นเคย คนพาลเหล่านั้นอาจหวังหลอกลวงในทรัพย์หรือประโยชน์จากเราเฉกเช่นคนพาลทั่วไป
5. ผู้คนนินทา ไม่มีผู้คบหา เพราะเมื่อคบคนพาลหรือนำวิธีแห่งคนพาลมาประพฤติแล้วมักทำให้ผู้อื่นรังเกียจ ไม่กล้าคบหา
ฯลฯ

อุบายเลิกคบคนชั่ว
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษแห่งการคบคนชั่ว
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะออกห่างจากคนชั่ว

อบายมุข4 การเล่นการพนัน

เล่นการพนัน

การเล่นการพนัน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การแข่งขันเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายด้วยการเดิมพันสิ่งของ ทรัพย์สิน หรือประโยชน์แก่ตนอย่างอื่น เพียงหวังเพื่อให้ได้ทรัพย์หรือประโยชน์นั้นโดยไม่ต้องลงทุนหรือออกแรงใดๆให้มาก เช่น การซื้อหวย การแทงพนันบอล การเล่นไผ่ การเล่นไฮโล การชนไก่ เป็นต้น

โทษการเล่นการพนัน
1. เสียทรัพย์ เสื่อมทรัพย์ ครอบครัวยากจน เพราะการเล่นการพนันมักทำให้เสียทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อเสียทรัพย์แล้วก็ไม่มีทรัพย์ที่จะมาจุนเจือครอบครัว
2. มักเกิดการทะเลาะวิวาท พยาบาท และการเอาชนะ เพราะบางครั้งเมื่อแพ้พนันหรือเสียทรัพย์มากก็ย่อมที่จะเสี่ยงต่อการบันดาลโทสะกับอีกฝ่ายหรือหากอีกฝ่ายใช้เล่ห์กลในการเอาชนะ สิ่งนี้ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งกันอยู่เป็นนิจ
3. มักถูกลวงทรัพย์ เพราะผู้ที่เล่นพนันส่วนมากจะเป็นคนพาล คนที่โลภในทรัพย์สิน มักจะใช้วิธีด้วยเล่ห์กลเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ของอีกฝ่าย
4. มักสร้างนิสัยคดโกงให้แก่ตน เพราะเมื่อเล่นการพนันแล้ว ย่อมเกิดความโลภในทรัพย์คนอื่น หากได้มาด้วยการพนันไม่สำเร็จย่อมที่จะคิดหาวิธีอื่นด้วยการใช้เล่ห์มากขึ้น
5. ผู้คนนินทา เพราะคนที่ติดการพนันมักลุ่มหลงกับการพนัน ไม่สนใจเรื่องการงาน หรือความทุกข์สุขของครอบครัว มีแต่นำมาให้ครอบครัวเสื่อมทรัพย์ ครอบครัวแตกแยก จนผู้อื่นกล่าวนินทาให้เสื่อมเสียมากขึ้น

โทษการเล่นการพนันในภพหน้า
1. เกิดเป็นสัตว์ต่อสู้ให้ผู้อื่นเขาพนันกัน เพราะผู้ประพฤติตนด้วยการแข่งขันพนันกันภายใต้ความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดของคนอื่น ผู้นั้น ย่อมกลับมาใช้กรรมที่ตนได้กระทำแก่เขาเช่นกัน

อุบายเลิกการพนัน
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษแห่งการติดเล่นพนัน
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลด และเลิกการการพนัน
3. ชมสื่อที่เกี่ยวข้องหรือมีแนวโน้มที่จะเล่นการพนันตามประโยชน์ และกาลเวลาอย่างเหมาะสม เช่น ดูฟุตบอลเพื่อศึกษาวิธีการเล่น เป็นต้น
4. ออกห่างจากผู้ที่ชอบเล่นการพนันเป็นนิจ
5. มั่นทำงานเพื่อให้ได้ทรัพย์มาอย่างเพียงพอกับค่าใช้จ่าย

อบายมุข3 การเที่ยวดูการละเล่น

ดูการละเล่น

การเที่ยวดูการละเล่น แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การเที่ยวออกดูการแสดง การบันเทิงต่างๆ ทั้งในเวลากลางวัน และยามวิกาล อบายมุขในข้อนี้ มิได้ห้ามมิให้เที่ยวดูเลย แต่พึงให้เที่ยวดูตามกิจที่เหมาะสม เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่ตนบนพื้นฐานแห่งศีลธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันตนมิให้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับอบายมุขในข้ออื่นๆ

โทษการเที่ยวดูการละเล่น
1. หลงใหลในการละเล่น เพราะการละเล่นเป็นสิ่งยั่วยวนใจให้ลุ่มหลงได้ง่าย
2. เสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการชมการละเล่นมักต้องเสียทรัพย์แลกมาก่อน หรือต้องเสียทรัพย์เพื่อการอื่น เพราะตนเดินทาง เพราะตนเข้าชม เพราะตนเกิดความหิว เป็นต้น
3. มักเจอคนพาล มักมีผู้อื่นมาหลอกลวง เพราะผู้ที่เข้าชมการละเล่นบางคนที่หวังในทรัพย์หรือประโยชน์อื่นจากผู้คนชมมักแฝงตัวเข้ามาชมด้วย
4. ผู้คนนินทา เพราะคนที่ชอบไปโน่นไปนี่เพื่อชมการละเล่น โดยไม่ทำกิจอันสำคัญของตนมักทำให้กิจของตนเสื่อม หรือมีความเสียหายจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และกล่าวติเตียน กล่าวนินทาในภายหลัง

โทษการเที่ยวดูการละเล่นในภพหน้า
1. เกิดเป็นสัตว์ที่ชอบเต้นกระโดดไม่อยู่กับที่ เพราะผู้ประพฤติตนเป็นคนชอบการละเล่น การบันเทิงเป็นนิจ เมื่อตายแล้วมักเกิดเป็นเหล่าสัตว์ที่ชอบเล่น ไม่อยู่นิ่ง ไม่อยู่กับที่
2. เกิดเป็นคนหรือสัตว์ประเภทอื่นๆ หากประพฤติตนเสมือนกับสิ่งนั้นขณะเที่ยวดูการละเล่น

อุบายเลิกเที่ยวดูการละเล่น
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษของการติดเที่ยวดูการละเล่น
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลด และเลิกการเที่ยวดูการละเล่น
3. ชมสื่อที่เกี่ยวข้องกับการละเล่นตามประโยชน์ และกาลเวลาอย่างเหมาะสม เช่น ชมการแสดงละครพื้นบ้าน เพื่อศึกษาประเพณีท้องถิ่น เป็นต้น
4. ออกห่างจากผู้ที่ชอบเที่ยวดูการละเล่นหรือผู้ที่แสดงการละเล่นเป็นนิจ
5. มั่นทำงานหรือหางานอดิเรกทำในช่วงว่าง

อบายมุข 2 การเที่ยวกลางคืน

การเที่ยวกลางคืน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การออกนอกบ้านในยามวิกาลในแหล่งบันเทิงเพื่อสนองต่อความสุขทางกาย และทางใจ อาทิ ร้านคาราโอเกะ ร้านเหล้า ร้านเบียร์ เป็นต้น

โทษการเที่ยวกลางคืน
1. หลงใหลการเที่ยวเล่นยามราตรี เพราะการบันเทิงต่างๆในยามราตรีมักยั่วยวนจิตใจให้ลุ่มหลงเป็นนิจ
2. เสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการออกเที่ยวกลางคืนมักต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าบริการ และจ่ายทรัพย์ตนไปเพื่อให้ได้มาต่อการเที่ยวชมในสิ่งนั้นๆ
3. มักพบคนพาล และมักถูกหลอกลวง เพราะแหล่งเที่ยวกลางคืนมักมีคนพาล คนไม่ดีรายล้อม จึงมีโอกาสต้องพบปะ และสนทนาให้คุ้นเคย ส่วนสิ่งที่จะตามมา คือ โอกาสการถูกหลอกเพื่อหวังตัณหาในเรือนร่าง ในทรัพย์สิน เป็นต้น
4. มักเกิดการทะเลาะวิวาท เกิดศัตรูได้ง่าย เพราะการเที่ยวกลางคืนมักไปเป็นกลุ่ม มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เสพสิ่งมึนเมา และพร้อมที่จะขัดแย้งกับคนอื่นหรือกลุ่มอื่นได้ง่าย
5. มักประพฤติผิดในกาม ล่วงในกามได้ง่าย เพราะการเที่ยวกลางคืนย่อมอยู่ห่างไกลจากครอบครัว สามีหรือภรรยา หากถูกยั่วยุด้วยตัณหาทางกามารมณ์แล้วมักนำพาไปสู่การล่วงในกามได้ง่าย
ฯลฯ

โทษการเที่ยวกลางคืนในภพหน้า
1. เกิดเป็นสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ กลางวันนอน กลางคืนออกเที่ยว กินอยู่ เมื่อตายแล้วมักเกิดเป็นเหล่าสัตว์ที่คอยหากินในเวลากลางคืน
2. เกิดเป็นคนหรือสัตว์ประเภทอื่นๆ หากประพฤติตนเสมือนกับสิ่งนั้นขณะเที่ยวกลางคืน
ฯลฯ

อุบายเลิกเที่ยวกลางคืน
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษของการเที่ยวกลางคืน
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลด และเลิกการเที่ยวกลางคืน
3. ชมสื่อที่เกี่ยวข้องกับการเที่ยวกลางคืนตามประโยชน์ และกาลเวลาอย่างเหมาะสม เช่น พาลูกหลานชมงานวัดที่จัดในเวลากลางคืน เป็นต้น
4. ออกห่างจากผู้ที่ชอบเที่ยวกลางคืนเป็นนิจ
5. มั่นทำงานหรือหาสิ่งอื่นทำในเวลาว่างช่วงกลางคืน

อบายมุข1 การดื่มน้ำเมา

การดื่มน้ำเมา แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การดื่มน้ำเมาที่หมักโดยยังไม่กลั่น ได้แก่ เบียร์ ไวน์ เป็นต้น และการดื่มน้ำเมาที่กลั่นแล้ว ได้แก่ สุรา และยังหมายรวมถึงการเสพสารเสพติดอื่นๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เฮโรอีน เป็นต้น

น้ำเมา

โทษการดื่มน้ำเมาในภพกระทำ
1. ติดน้ำเมา ติดสารเสพติด เพราะสารที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ออกฤทธิ์ให้ร่างกายเกิดการเสพติดหรืออยากที่จะดื่มหรือเสพอีกครั้ง
2. ขาดปัญญา ขาดสติ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นำไปสู่การทะเลาะวิวาท เพราะฤทธิ์ของสารเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหลายด้าน อาทิ กดประสาท กระตุ้นประสาท หลอนประสาท เป็นต้น
3. เสียทรัพย์ในการซื้อจ่าย เพราะต้องแลกมาด้วยเงินทองในการซื้อ
3. เกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคตับ โรคประสาทหลอน เพราะสารในสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการทำงานของร่างกาย
4. ผู้อื่นรังเกียจ และนินทา เพราะเมื่อเมาเป็นนิจมักแสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจทำให้คนอื่นติฉินนินทาในภายหลัง
5. เสียการงาน เพราะเมื่อเมาแล้วจะไม่มีสติหรือไม่มีสมาธิในการทำงานได้เหมือนคนทั่วไป
ฯลฯ

โทษการดื่มน้ำเมาในภพหน้า
1. เกิดเป็นคนใบ้ เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ ขณะตายที่ยังเมาสุรามักไม่ได้พูดกล่าวลาผู้มีพระคุณหรือญาติมิตร ตายขณะพูดคุยไม่รู้เรื่อง พอตายแล้วมักตกนรก และกลับมาเกิดใหม่เป็นคนใบ้
2. เกิดเป็นคนมีสติไม่สมประกอบ หรือ คนบ้า เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ มักเมาสุรา แล้วควบคุมสติไม่ได้ ปล่อยอารมณ์โทสะ คลุ้มคลั่ง เหมือนคนบ้า เมื่อตายแล้วจึงตกนรก และกลับมาเกิดด้วยการเป็นคนบ้า
3. เกิดเป็นคนปัญญาอ่อน เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ ขณะเมาสุรามักพูดจาไม่เข้าใจ ขาดสติ นึกอะไรไม่ออก เมื่อตายแล้วจึงตกนรก และเกิดมาใหม่เป็นคนปัญญาอ่อน
4. เกิดเป็นสัตว์เลื้อยคลาน เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ ขณะเมาสุรา มักนอนคลานตามพื้น ทำตนเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อตายแล้วจึงตกนรก และเกิดมาเป็นสัตว์เลื้อยคลาน

อุบายเลิกดื่มน้ำเมาหรือสารเสพติด
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษของเหล้า สุรา
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลด และเลิก อาจเป็นการปฏิญาณต่อพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
3. หลีกเลี่ยงการชมสื่อที่เกี่ยวข้องกับเหล้า สุรา
4. ออกห่างจากผู้ที่ดื่มสุราเป็นนิจ

โทสะกิเลสคืออะไร

โทสะกิเลส หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตเกิดความขุ่นเคือง เกิดความแค้นเคืองต่อสิ่งที่มากระทบต่อจิตนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การระบายซึ่งโทสะออกมาเป็นพฤติกรรมอันรุนแรง

ประเภทของโทสะ
1. อสังขาริก คือ โทสะที่เกิดขึ้นเพราะตนเอง
2. สสังขาริก คือ โทสะที่มีผู้อื่นเป็นเหตุหรือยุยงให้เกิด

กิเลสอื่นๆที่เป็นโทสะกิเลส
– อรติ คือ เกิดการไม่ชอบ
– ปฏิฆะ คือ เกิดการขัดใจ
– โกธะ คือ เกิดการโกรธ
– พยาบาท คือ เกิดการอาฆาต
– ฯลฯ

การประพฤติตามโทสะ
1. กายกรรม 2 ทาง คือ
– ปาณาติบาต คือ ยังให้ชีวิตผู้อื่นดับ
– อทินนาทาน คือ ลักขโมยทรัพย์ของผู้อื่น
2. วจีกรรมมี 4 อย่าง คือ
– มุสาวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– ปิสุณวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– สัมผัปปลาปวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– ผรุสวาท คือ การกล่าวด้วยคำหยาบ
3. มโนกรรม คือ การเกิดความพยาบาท อาฆาตแค้นในจิตใจ

โทษของโทสะนี้ รุนแรงนัก เพราะหากเกิดโทสะโดยมิได้ควบคุมอารมณ์ให้อยู่แล้ว ก็ย่อมที่ระบายหรือแสดงออกซึ่งโทสะนั้นออกมาทางกาย คือ การทำร้าย การทุบตีข้าวของ ออกมาทางวาจา คือ การกล่าวคำหยาบที่ผู้อื่นฟังไม่รื่นหู เป็นต้น

อปริหานิยธรรมสำหรับคหัสถ์

อปริหานิยธรรมสำหรับคหัสถ์ 7 ประการ แสดงธรรมโดยพระพุทธองค์ แก่เจ้าลิจฉวีเพื่อให้ปฏิบัติตาม เมื่อครั้นประทับ ณ สารันทเจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ ที่พออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ
1. จัดประชุม และหารือกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เป็นนิตย์
2. การประชุมต้องให้หมู่คณะมีเพรียงกัน รวมถึงการเลิกประชุม และการทำกิจอันสมควรให้พร้อมเพรียง
3. บัญญัติหรือมีมติในสิ่งในเรื่องใหม่ และข้อบัญญัติไม่ขัดหรือตัดรอนบัญญัติก่อน พร้อมยอมรับ และศึกษาในธรรมะของชาววัชชีที่ได้บัญญัติก่อน
4. ให้เคารพนับถือคำกล่าวของผู้อาวุโส
5. ไม่ล่วงละเมิดทางใจ และกายในสตรีที่มีสามีหรือสตรีสาวในชาววัชชี
6. ให้ความเคารพ และสักการะ รวมถึงการบูรณะเจดีย์หรือพุทธสถานที่ปลูกสร้างไว้
7. ให้การสงเคราะห์ และอุปการะแก่สงฆ์ทั้งหลาย

และในสมัย พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งรัฐมคธ ทรงหวังจะตีเอาแคว้นวัชชีมาปกครอง แต่ก่อนนั้นได้ส่งวัสสการพราหมณ์ ผู้เป็นมหาอำมาตรประจำแคว้นไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เขาคิชฌกุฎ พร้อมให้เล่าแจ้งให้ทรงทราบ และให้วัสสการพราหมณ์ฟังดูว่า พระพุทธองค์จะทรงพยากรณ์ว่าอย่างไร

เมื่อวัสสการพราหมณ์เข้าไปเฝ้า และได้กราบทูลในเรื่องนั้นเหล่านั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสถามพระอานนท์ในเนื้อหาแห่งอปริหานิยธรรม 7 ประการ ที่พระองค์เคยตรัสแสดงอปริหานิยธรรมทั้ง 7 ประการ เมื่อครั้นประทับ ณ สารันทเจดีย์ใกล้กรุงเวสาลี เพื่อยังให้วัสสการพราหมณ์ได้รับฟัง อันจะหวังความเจริญเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมว่า ครั้นกล่าวจบ วัสสการพรามหมณ์ก็กราบทูลว่า เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็หวังความเจริญเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมได้ อันไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดถึง 7 ข้อ ดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูไม่ควรทำการรบกับชาววัชชี เว้นไว้แต่จะใช้วิธีการยุให้ชาวเมืองแตกแยกกัน เมื่อกล่าวจบแล้ว วัสสการพรามหมณ์ก็กราบทูลลากลับไป