ไตรลักษณ์ 3 ประการ

1. อนิจจัง/อนิจจตา
อนิจจัง/อนิจจตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นของไม่เที่ยง หมายถึง ความไม่เที่ยง ความไม่ถาวรคงที่แน่นอน ความไม่คงที่อยู่ได้ในสภาพเดิมตลอดไป ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายแปรปรวนไป กล่าวคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งคงที่อยู่อย่างเดิมได้ตลอดไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเปลี่ยนแปลงช้าหรือเปลี่ยนแปลงเร็วเท่านั้น แต่ที่แน่ๆ ก็คือสิ่งต่างๆ ทั้งหมดจะถูกกาลเวลาทำให้เปลี่ยนแปลงเปลี่ยนสภาพไปอย่างแน่นอน สิ่งใดมีการเกิดขึ้นในตอนต้น สิ่งนั้นแม้จะคงมีอยู่ในท่ามกลาง แต่ก็ยังต้องมีความเสื่อมสลายดับไปในที่สุด นี่นับเป็นสิ่งธรรมดาแท้ของโลก

2. ทุกฺขัง/ทุกขตา
ทุกฺขัง/ทุกขตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นทุกข์ หมายถึง ความผิดหวังที่เกิดจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของตนเอง รวมถึงภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นของเหตุอันไม่พึงประสงค์ เกิดสภาพฝืนทน และขัดแย้งอยู่ในตัว กล่าวคือ สิ่งต่างๆ ที่มีองค์ล้วนมีประกอบจากปัจจัยต่างๆที่ไม่สามารถดำรงอยู่ตามสภาพเดิมได้ มีเปลี่ยนแปลง เสื่อมถอย และสลายไปตามกาลเวลา

3. อนัตตา/อนัตตตา
อนัตตา/อนัตตตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นอนัตตา หมายถึง ความไม่ใช่ตัวตน หรือ ความไม่มีตัวตนแท้จริงของสรรพสิ่ง และไม่สามารถควบคุมให้คงอยู่ได้ตามความมุ่งหมายของตน กล่าวคือ ชีวิตหรือร่างกายนี้มิอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนแท้จริงของบุคคล เพราะที่เรามองเห็นเป็นรูปร่างหรือเป็นชีวิตนี้ก็เพราะมีการรวมกันของขันธ์ 5

สังคหวัตถุ 4

สังคหวัตถุ 4 หมายถึง เครื่องมือ หรือหลักธรรม 4 ประการ ที่ช่วยประสานคนหมู่มากให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เป็นเครื่องช่วยขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก สามารถนำไปใช้ได้ตั้งแต่ระดับครอบรัวจนถึงระดับสังคม เป็นธรรมที่ก่อให้เกิดความผาสุกในบ้านเมือง และประเทศชาตินั่นเอง มีดังนี้

1. ทาน หมายถึง การให้ การเฉลี่ยเผื่อแผ่แก่กันและกัน ซึ่งเป็นข้อสำคัญเพราะว่าทุกๆ คนนั้นย่อมต้องการความช่วยเหลือจากกันอยู่ในด้านต่างๆ ในด้านวัตถุทรัพย์สินเงินทอง เครื่องอุปโภคต่างๆในด้านกำลังกาย ช่วยกระทำกิจการของกันและกันทางกาย ในด้านวาจา พูดจาช่วยเหลือกันในเรื่องที่ควรพูด ในด้านสติปัญญา ช่วยให้ความรู้ให้การแนะนำในข้อที่ควรจะแนะนำต่างๆ การให้การเฉลี่ยเผื่อแผ่ทุกคนทั้งผู้ใหญ่ทั้งผู้น้อยต่างก็ควรจะมีทาน คือ ให้การช่วยเหลือกัน ผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือผู้น้อย ผู้น้อยก็ให้การช่วยเหลือผู้ใหญ่ ด้วยจิตใจมุ่งที่จะช่วยให้บรรลุถึงประโยชน์ที่ต้องการ หรือเพื่อที่จะให้พ้นจากอุปสรรคขัดข้องทั้งหลาย

2. ปิยวาจา หมายถึง การเจรจาถ้อยคำ ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่จับใจแก่กันและกันอันเป็นถ้อยคำ สุภาพ เพราะวาจาที่พูดออกไปนั้น ถ้าเป็นวาจาที่ไม่สุภาพไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นวาจาที่อาจเสียดแทงน้ำใจของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียใจ เจ็บใจ ไม่สบายใจ เพราะฉะนั้น จึงสมควรที่ทุกคนต้องมีสติควบคุมใจ ควบคุมการพูดของเราให้ไพเราะก็คือสตินั้นเอง ดังนั้นการพูดหรือการแสดงออกทุกครั้งต้องมีสติอยู่เสมอ

3. อัตถจริยา หมายถึง การประพฤติประโยชน์ให้แก่กันและกัน คือ การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสถาบัน เช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สังคมที่ตนอาศัยอยู่ตลอดถึงประเทศชาติ สิ่งใดที่เป็นโทษก็ควรละเว้นไม่กระทำ การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์สามารถปฏิบัติได้ทั้งกาย วาจาใจ ในทุกเวลา และทุกโอกาส

4. สมานัตตตา หมายถึง ความเป็นผู้วางตนสม่ำเสมอ หรือเสมอต้นเสมอปลาย หมายถึง การรักษาระเบียบวินัยอันใดที่ทุกคนพึงปฏิบัติทั้งผู้ใหญ่ทั้งผู้น้อยตามหน้าที่ ที่บัญญัติเอาไว้เป็นระเบียบของสถานที่ ของหน่วยงาน เช่น กฎระเบียบของสถาบันการศึกษา กฎระเบียบของสถานที่ราชการต่างๆ เป็นต้น ตลอดถึงกฎหมายบ้านเมือง ในทางพระพุทธศาสนาก็คือ พระวินัยบัญญัติสา หรับพระภิกษุทั้งหลายนั้นเอง

โอวาท 3 และแนวทางปฏิบัติ

ความสำคัญของโอวาท 3
1. ช่วยให้ปุถุชนทั้งหลายไม่ทำความชั่ว เช่น ไม่ประพฤติในการลักขโมย ไม่ฉ้อโกงผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในงาม ไม่ยุแย่ให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ และพึงละเว้นจากการกระทำความชั่วทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และใจ
2. ช่วยให้ปุถุชนทั้งหลายรู้จักทำความดี เช่น การให้ทาน การรักษาศีล 5 การมีเมตตาจิตต่อเพื่อมนุษย์ และสรรพสัตว์ รวมถึงพึงประพฤติตามหลักธรรมอื่นอย่างเป็นนิจ
3. ช่วยให้ปุถุชนทั้งหลายมีจิตใจให้ผ่องใส บริสุทธิ์ ด้วยการฝึกจิตให้มีสติ มีสมาธิ และจิตที่สงบเพื่อทำให้จิตใจไม่เกิดความทุกขเวทนา จิตไม่เศร้าหมองต่อสิ่งใดๆที่มากระทบทั้งปวง ผู้ที่ปฏิบัติได้เช่นนี้ ย่อมเป็นผู้มีจิตที่สงบ มีสมาธิ นำไปสู่การงานที่สำเร็จรุร่วง และเกิดความสุขต่อตนเอง และคนรอบข้าง

โอวาท 3 ประการ
1. เว้นจากการทำชั่ว
ความชั่ว แห่งโอวาท 3 คือ การกระทำที่ไม่ดี การกระทำที่เป็นปาบ เป็นสิ่งเลวร้าย ย่อมมีผลทำให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ รวมถึงเกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง และผู้อื่น ดังนั้น จึงพึงละเว้น และหลีกเลี่ยงจากการระทำความชั่วทั้งปวง ทั้งทางด้านกาย วาจา และจิตใจ

2. ให้ทำความดี
ความดี แห่งโอวาท 3 คือ การกระทำที่ดีงาม เป็นบุญแก่ตัวเอง มีผลทำให้เกิดความสุขความสบายใจ เกิดประโยชน์แก่ตนเอง และผู้อื่น โดยพึงต้องหมั่นกระทำแต่ทำความดี ซึ่งเป็นการพัฒนาตนให้มีความประพฤติที่งดงาม เรียกว่า คุณธรรม และจริยธรรม

3. มีจิตใจบริสุทธิ์
จิตใจบริสุทธิ์ แห่งโอวาท 3 หมายถึง พึงตั้งมั่นในจิตที่งดงาม คนที่มีจิตใจดีงาม มีการกระทำ และคำพูดที่ดี ด้วยการฝึกใจของเราให้มีความบริสุทธิ์ มีสติ และมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน คิดในสิ่งที่ดี ไม่คิดร้าย ไม่คิดอิจฉาริษยาคนอื่น เราหมั่นฝึกทำสมาธิจะทำให้ใจเราสงบ และมีสติ

บารมี 10 ประการ

บารมี 10 ประการ คือ กำลังใจ 10 ประการ ที่ต้องเติมให้เต็ม หรือ การกระทำอันประเสริฐ 10 ประการ ด้วยการตั้งปฏิปทาอันยวดยิ่งที่จะประพฤติปฏิบัติในสิ่งเหล่านั้นเพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันเป็นขั้นที่สูงกว่า คือ บารมีขั้นกลาง และบารมีขั้นสูงสุด (บารมี แปลว่า กำลังใจที่ต้องเติมให้เต็ม หรือ บางตำราแปลว่า การกระทำอันประเสริฐ)

บารมี เป็นการกระทำด้วยคุณงามความดีที่ควรบำเพ็ญ เพื่อให้ยังผลต่อการบำเพ็ญเพียรในขั้นสูงกว่า คือ การให้ถึงซึ่งพระโพธิญาณ และเป็นการกระทำที่ตั้งมั่นด้วยเจตนาที่ยังให้ถึงฝั่งพระนิพพาน นอกจากนี้ ยังเป็นหลักธรรมที่ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญเพียรให้ครบ

บารมี 10 ประการ
1. ทานบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยให้ทาน
2. ศีลบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการตั้งมั่นในศีล
3. เนกขัมมบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการถือบวชหรือการตัดอารมณ์ทางกาม แต่การบวชในที่นี้มิจำเป็นต้องโกนหัว
4. ปัญญาบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการตั้งจิตให้พร้อมด้วยปัญญา ใช้ปัญญาในการคิดแก้ปัญหาทั้งปวง
5. วิริยบารมี วิริยะ คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการมีความเพียรในทุกขณะ
6. ขันติบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการมีขันติ คือ ความอดทน อดกลั้นต่อกิเลสที่มารุมเร้า
7. สัจจะบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการมีสัจจะ คือ ความตั้งใจจริง การทำจริง และการพูดคำสัตย์
8. อธิษฐานบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการตั้งใจมั่นให้แน่วแน่ ไม่เปลี่ยนแปลงการการบำเพ็ญเพียรทั้งปวง
9. เมตตาบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการมีความเมตตาต่อผู้อื่น และสรรพสัตว์ทั้งปวง
10. อุเบกขาบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการวางเฉยทั้งกาย วาจา และใจ มิให้เพี่ยงพรั้งต่อกิเลสทั้งปวง

พละ 4 ประการ

พละ 4 ประการ หมายถึง พลังคุณธรรม 4 ประการ ที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติดีในการดำเนินชีวิตหรือประกอบอาชีพการงานทำให้เกิดความมั่นใจในตนเองจนที่จะกระทำในสิ่งใดๆซึ่งจะเกิดประสิทธิผลแก่ตนเอง เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา และคนรอบข้าง (มักใช้คู่กับ สัปปุริสธรรม 7 ประการ)

พละ 4 ประการนี้ เป็นพละธรรมที่ท่านผู้รู้ได้บัญญัติไว้มาตั้งแต่เดิม และมีการบัญญัติเพิ่มเป็นพละ 5 ประการ ซึ่งแตกต่าง และเหมือนกันในบางอัน

ความสำคัญของพละ 4 ประการ
พละ 4 ประการ เป็นธรรมคำสอนที่เหมาะสำหรับนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ การงาน การศึกษาเล่าเรียน และโดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าหรือผู้นำต่างๆ เพื่อสร้างคุณธรรม และพลังที่จะช่วยทำให้การดำเนินงานหรือการทำกิจกรรมเกิดความมั่นใจ และส่งผลต่อความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับผู้นำหรือหัวหน้างานที่มีธรรมอยู่ในหัวใจ ย่อมเป็นศูนย์รวมใจของคนร่วมงาน และสามารถจัดการให้งานในหน้าที่ลุล่วงไปด้วยดีแล้ว ผู้นำจะต้องมีคุณธรรมตามแนวทางพุทธศาสนาอีกด้วยเป็นที่ยอมรับว่า คุณธรรม คือ คุณงามความดี เป็นตัวคอยกำหนดให้คนประพฤติชอบ ผู้นำในฐานะเป็นหัวหน้าต้องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา สมควรต้องกระทำตนเป็นแบบอย่างแก่คนอื่น และจะต้องบังคับใจตนเองให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงามอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ผู้ที่มีพลังหรือมีกำลังที่เกิดจากคุณธรรมความประพฤติปฏิบัติที่เป็นหลักประกันชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความมั่นใจในตนเองนั้น จำเป็นต้องประกอบขึ้นด้วย กำลังแห่งความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนในเรื่องราว และกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ตลอดจนกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเข้าใจเหตุผล และสภาพความจริง
พร้อมกันนั้น พึงมีกำลังความเพียรด้วยความบากบั่นพยายามในการทำกิจกรรมทำหน้าอยู่ตลอดเวลา
ประกอบกับพึงมีกำลังความบริสุทธิ์ที่ปลูกฝังอยู่ในจิตใจด้วยการมีความประพฤติ และหน้าที่การงานสุจริต
และพึงพร้อมด้วยกำลังการสงเคราะห์ด้วยการให้ที่ตนสามารถเอื้อได้ต่อเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้างตามความสามารถของตน

 พละ 4 ประการคือ

1. ปัญญาพละ (กำลังความรู้)

2. วิริยพละ (กำลังความเพียร)

3. อนวัชชพละ (กำลังความสุจริต)

4. สังคหพละ (กำลังการสงเคราะห์)

สัปปุริสธรรม 7 ประการ

สัปปุริสธรรม 7 หมายถึง ธรรม 7 ประการ ของสัตบุรุษที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คือ ความเป็นคนดีที่สมบูรณ์ เป็นธรรมที่เหมาะสมต่อการเป็นผู้นำ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าคน หรือ ผู้นำที่จะต้องเป็นผู้รู้จักเหตุผล รู้จักตัวเอง และผู้อื่น รู้จักกาลเทศะโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรู้จักนิสัยความต้องการ ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อจะได้เลือกใช้คนให้ถูกกับงานหรือใช้คนให้เหมาะสมกับงาน (มักใช้คู่กับ พละ 4 ประการ)

สัปปุริสธรรม เป็นคุณธรรมหรือคุณสมบัติของคนดี 7 ประการ ที่เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติเป็นคนดี เป็นผู้ควรแก่การยกย่องนับถือเป็นคนที่สามารถให้การแนะนำในการดำเนินชีวิตที่ถูกด้วยต้องความปรารถนาดี

สัปปุริสธรรม 7 ประการ
คุณธรรม คือ คุณงามความดี เป็นตัวคอยกำหนดให้คนประพฤติปฏิบัติดี หลักธรรมด้วยธรรม 7 ประการ ของสัปปุริสธรรม ซึ่งทุกคนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ และถือปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา สมควรต้องกระทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่น และจะต้องบังคับใจตนเองให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ประกอบด้วยหลักธรรมที่ 7 ประการ คือ

1. ธัมมัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักเหตุ

2. อัตถัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักผล

3. อัตตัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักตน

4. มัตตัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักประมาณ

5. กาลัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักเวลา

6. ปริสัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักชุมชน

7. ปุคคโลปรปรัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักบุคคล

บุญกิริยาวัตถุ 10 และบุญกิริยาวัตถุ 3

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ
หมวดทาน
1. ทานมัย (บุญอันเกิดจากการให้ทาน)
ทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการให้ทาน คือ บุญที่มาจาการสละซึ่งทรัพย์ สิ่งของ ความรู้ อวัยวะหรือชีวิตของตนให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากทุกข์ เมื่อเขาลดหรือพ้นจากทุกข์แล้ว ย่อมยังให้กุศลที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นมาถึงตนด้วยเช่นกัน ประกอบกับจิตขณะให้ทานนั้น ประกอบขึ้นด้วยการละซึ่งความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว ย่อมยังผลแห่งจิตที่ละแล้วซึ่งกิเลสนั้น กลายเป็นส่วนบุญมายังตนเช่นกัน

2. ปัตติทานมัย (บุญอันเกิดจากการอุทิศ และร่วมอุทิศ)
ปัตติทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการตั้งจิตอุทิศส่วนบุญหรือผลกรรมที่ตนได้ทำมาให้แก่ผู้อื่น ผู้ที่มีบุพการี หรือสรรพสิ่งทั้งปวง และยังรวมหมายถึงจิตที่เกิดจากการยินดีที่ผู้อื่นที่ได้ร่วมทำกุศลหรืออุทิศกุศลนั้นๆ จิตที่เต็มเปี่ยมด้วยการตั้งมั่นในการอุทิศนี้ ย่อมมาจากจิตอันบริสุทธิ์ และเป็นจิตที่เกิดจากกุศล ดังนั้น บุญกุศลที่เกิดแต่จิตแห่งการอุทิศนี้จึงยังผลมาสู่ตนด้วยเช่นกัน

3. ปัตตานุโมทนามัย (บุญอันเกิดจากการอนุโมทนา)
ปัตตานุโมทนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการตั้งจิตอนุโมทนาต่อความดีที่ผู้อื่นได้กระทำ จิตที่มีจิตอนุโมทนานี้ ย่อมเกิดจากจิตที่บริสุทธิ์ และเห็นชอบกับความดีของผู้อื่น จึงยังจิตให้เกิดแต่ความสงบ และความยินดีในกุศลนั้นๆ กุศลนั้นจึงเกิดแก่ตนด้วยเช่นกัน

หมวดศีล
4. สีลมัย (บุญอันเกิดจากการรักษาศีล)
สีลมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล การตั้งมั่นอยู่ในศีล หรือประพฤติดี รู้จักประพฤติตน และควบคุมตนให้อยู่ในความปกติในธรรม เพื่อละซึ่งโทสะ (ความโกรธ) และโลภะ (ความโลภ) ปราศจากการกระทำด้วยกาย และวาจาอันผิดต่อคันรองคลองธรรม

5. อปจายนมัย (บุญอันเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตน)
อปจายนมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ และความเคารพ ทั้งต่อผู้ใหญ่ หัวหน้า ครูบาอาจารย์ บิดา-มารดา และผู้ทรงศีลทั้งปวง ซึ่งเป็นการลดซึ่งฐิติ และความเห็นผิดของตนให้น้อยลง

6. เวยยาวัจจมัย (บุญอันเกิดจากการขวนขวายในกิจโดยชอบ)
เวยยาวัจจมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากความเพียรในการแสวงหาประโยชน์แก่ตน และผู้อื่นโดยชอบ ด้วยการดำเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยสุจริต และตามคันรองคลองธรรม

หมวดภาวนา
7. ภาวนามัย (บุญอันเกิดจากการเจริญภาวนา)
ภาวนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการภาวนาจิตหรือขัดเกลาจิตให้มีสมาธิ ให้มีความสงบ และละซึ่งกิเลสแห่งโมหะ (ความหลง) ทั้งหลาย พร้อมส่งเสริมให้จิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในคลองธรรมทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

8. ธัมมัสสวนมัย (บุญอันเกิดจากการฟังธรรม)
ธัมมัสสวนมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรับฟังธรรม อันก่อให้เกิดปัญญา และทางรู้แจ้งแก่ตน ยังตนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันงาม สามารถละหรือลดซึ่งกิเลสทั้งปวง

9. ธัมมเทสนามัย (บุญอันเกิดจากการแสดงธรรม)
ธัมมเทสนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการแสดงหรือการสอนธรรมให้แก่ผู้อื่น สามารถเจริญธรรมนี้ทั้งที่เป็นสงฆ์หรือฆราวาส สงฆ์แสดงธรรมแก่ปุถุชนผู้รักษาศีล 5 และศีล 8 ฆราวาสแสดงหรือสอนธรรมแก่ผู้เยาว์ ทั้งนักเรียนหรือลูกหลานของตน ธรรมที่แสดงนั้น ย่อมส่งผลให้ผู้ฟังรู้แจ้ง หรือเข้าใจในธรรม และพร้อมที่จะลุซึ่งความทุกข์ได้ ผู้ที่แสดงธรรมนั้น ย่อมได้รับผลบุญที่ยังให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์

10. ทิฏฐุชุกรรม (บุญอันเกิดจากการทำความเห็นให้ตรง)
ทิฏฐุชุกรรม แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักคิด วิเคราะห์ด้วยจิตอันเป็นกุศล จิตเห็นพ้องในธรรม ภายใต้พื้นฐานของเหตุ และผลที่เป็นจริง

โลกธรรม 8 ประการ

1. การมีลาภ แห่งโลกธรรม 8 คือ การได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงิน ทอง โภชนะ และปัจจัยทั้งหลายตามสิ่งที่ตนปราถนา ทั้งที่ได้มาด้วยความสุจริตหรือทุจริต เช่น การถูกหวยรางวัลที่ 1
2. การมียศ แห่งโลกธรรม 8 คือ การได้มาซึ่งสมมติสัจจะ คือ นามที่เขาตั้งให้ เพื่อเป็นนามกำหนดในบทบาทหน้าที่ของตนในสังคม เช่น เป็นตำรวจ เป็นครู เป็นนายอำเภอ เป็นต้น
3. การมีคำสรรเสริญ/ยินยอ แห่งโลกธรรม 8 คือ คำกล่าวที่เขาพูดถึงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจในการเชิดชูต่อความดีหรือสิ่งที่ตนได้กระทำเพื่อผู้อื่น สิ่งนี้เรียกว่า คำสรรเสริญ ส่วนคำกล่าวที่เขาพูดถึงตนด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจ หรือการแกล้งกล่าว เพียงเพื่อหวังประโยชน์แก่เขา สิ่งนี้ เรียกว่า การยินยอ
4. การมีความสุข แห่งโลกธรรม 8 คือ ความอิ่มเอิบใจในสิ่งที่ได้มาตามความปรารถนาทั้ง 3 ประการ ข้างต้น นอกจากนี้ ความสุขที่มีนั้น ยังครอบคลุมถึงความสุขทางใจในด้านอื่นๆ เช่น ความสุขจากการยินดีในความรัก ความสุขจากความสำเร็จในการงาน การเล่าเรียน เป็นต้น ไม่นับรวมกับความสุขหรือความยินดีในธรรม ซึ่งความสุขเหล่านี้ จัดเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนเหมือนสิ่งที่ได้มาทั้ง 3 ประการ นั้น

5. การเสื่อมในลาภ แห่งโลกธรรม 8 คือ ความไม่เที่ยง และไม่คงอยู่ของลาภที่ได้มาทั้งปวง ลาภเหล่านั้น เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ย่อมมีวันลดน้อยหรือหมดไปจากตน เช่น เงิน ทอง หรือ ทรัพย์สินต่างๆ
6. การเสื่อมในยศ แห่งโลกธรรม 8 คือ ความไม่เที่ยง และไม่คงอยู่ของยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้มาทั้งปวง ยศเหล่านั้น เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ เป็นนามที่เพียงผู้อื่นเขาตั้งให้แทนตัวตนของเรา และยศเหล่านี้ย่อมหมดไปตามวาระการงานหรือหมดไปตามกายของตน
7. การมีคำนินทา แห่งโลกธรรม 8 คือ คำกล่าวที่ผู้อื่นกล่าวถึงตนในทางเสื่อมเสีย คำเหล่านี้ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของทุกคน แต่เป็นธรรมดาที่หากมีผู้รักย่อมมีผู้เกียจ และนินทาว่าร้าย เป็นของคู่กันกับคำสรรเสริญ/ยินยอ
8 การมีความทุกข์ คือ ความหม่อนหมองหรือขมขื่นใจที่เกิดจากการเสื่อมในลาภ ในยศ และในคำถูกกล่าวนินทา นอกจากนั้น ความทุกยังรวมถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากด้านต่างๆ เช่น ความทุกข์จากคำด่าทอ ความทุกข์จากความผิดหวังในความรัก และความทุกข์จากการสูญเสียในสิ่งต่างๆ เป็นต้น

ฆราวาสธรรม 4 ประการ

ฆราวาส หมายถึง ผู้ครองเรือน บางทีเรียกว่า คฤหัสถ์ หมายถึง บุคคลที่มิใช่นักบวชหรือพระสงฆ์ที่มีอาชีพแตกต่างกัน เช่น ชาวนา ชาวไร่ พ่อค้า ข้าราชการ นักศึกษา เป็นต้น

ฆราวาสธรรม 4 ประการ
1. สัจจะ (ความซื่อสัตย์)
2. ทมะ (การฝึกตน)
3. ขันติ (การอดทน)
4. จาคะ (การบริจาค/การเสียสละ)

1. สัจจะ (ความซื่อสัตย์)
สัจจะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ด้วยกายจริง คือ ประพฤติด้วยความสุจริต ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง วาจาจริง คือ พูดความจริง และใจจริง คือ มีความจริงใจ

2. ทมะ (การฝึกตน)
ทมะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง การฝึกฝน การฝึกตน ให้มีการปรับปรุงตัวทั้งในด้านจิตใจ และการกระทำ ด้วยปัญญาเพื่อปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่องในหน้าที่การงานหรือสิ่งที่กระทำอยู่นั้น

ทมะ เป็นธรรมที่มุ่งเน้นให้ใช้สติใคร่ครวญ และไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะกระทำการใดๆ โดยต้องคำนึงอยู่เสมอว่า มีประโยชน์มากกว่าโทษหรือมีดีมากกว่าชั่วจึงจะกระทำ โดยเฉพาะการเอาชนะความโกรธ เพราะเมื่อความโกรธเกิดขึ้นย่อมส่งผลให้จิตใจขุ่นมัว ผิวพรรณเศร้าหมอง เป็นเหตุให้เกิดผลเสียแก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ เพราะผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถไม่รู้ธรรม ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งบิดามารดาของตน ผู้ที่ถูกความโกรธเข้าครอบงำย่อมเสียทรัพย์ เสื่อมลาภยศ หาที่พึ่งพิงได้ยาก ไร้ญาติขาดมิตร

3. ขันติ (ความอดทน)
ขันติ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง ความอดทน อดกลั้นต่อปัญหาอุปสรรค รวมถึงอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทางใจ อาทิ ความยากลำบากในการงาน คำด่าทอจากผู้อื่น ซึ่งความอดทนนี้ประกอบด้วย 4 ลักษณะ ได้แก่
1. ความอดทน อดกลั้นต่อความยากลำบากตรากตรำทางธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นทางกายภาพ อาทิ ความร้อน ความหนาว ความหิวกระหาย และความเหนื่อยล้า
2. ความอดทน อดกลั้นต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นทางกาย อาทิ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความทุกข์ทรมาน ก็รู้จักอดทนอดกลั้นเอาไว้ ไม่สร้างความทุกข์เพิ่มขึ้นอีก
3. ความอดทน อดกลั้นต่อความเจ็บใจอันเกิดขึ้นทางจิตภาพ อาทิ วาจาส่อเสียด ถ้อยคำด่าว่าหยาบคายหรือคำกล่าวล่วงเกินก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความขุ่นเคืองใจอันไม่พึงปรารถนา
4. ความอดทน อดกลั้นต่อพลังอำนาจบีบคั้นของกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ความอดทนอดกลั้นต่อกิเลสทั้งปวงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิตที่ดีงาม

4. จาคะ (การบริจาค/ความเสียสละ)
จาคะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง การบริจาคหรือความเสียสละจากความสุข และผลประโยชน์ของตน รวมถึงการละจากกิเลส ทำให้เป็นผู้มีความใจกว้าง รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และพร้อมที่จะเผชิญกับความทุกข์ร่วมกับผู้อื่น

หลักฆราวาสธรรม 4 มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างความสงบสุขในสังคม หากคนในสังคมทุกคนปฏิบัติตามหลักธรรมนี้แล้ว ย่อมอำนวยคุณประโยชน์ให้แก่ผู้ปฏิบัติตามทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า ก่อให้เกิดความสุขสวัสดี มีความราบรื่นในการดำเนินชีวิต และยังทำให้องค์กรต่างๆ ตลอดจนสังคมเกิดความสงบเรียบร้อย และยังพบว่าหลักพุทธธรรมในข้อนี้ยังสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายทำงานได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าประสงค์ที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 ประการ

กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 ประการ คือ หลักธรรมสำหรับการบริหารจัดการครอบครัวให้เจริญ และมั่งคั่ง ด้วยแนวทางปฏิบัติที่ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวอันจะนำมาสู่ความสุข ความเจริญ และมั่นคง ประกอบด้วยหลักธรรม 4 ประการ คือ
1. นัฏฐคเวสนา
นัฏฐคเวสนา คือ การรู้จักหา รู้จักค้นหา ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องมือ สิ่งของทุกอย่างที่หายไปให้กลับคืนมา สิ่งของที่หายไปนั้น หมายถึง สิ่งของที่หายไปจากที่ซึ่งเคยอยู่เป็นประจำ ซึ่งหากหาสิ่งที่หายไปเหล่านั้นได้ ย่อมทำให้ไม่ต้องไปซื้อหามาใหม่ ซึ่งประกอบด้วยลักษณะการหาย ดังนี้
– ตนเองลืมไว้ที่อื่น
– ตนเองทำหาย
– ผู้อื่นหยิบฉวยไปใช้
– ผู้อื่นลักขโมยไป

2. ชิณณปฏิสังขรณา
ชิณณปฏิสังขรณา คือ การรู้จักซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุด ใช้งานไม่ได้ให้กลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งอาจซ่อมด้วยตนเองหรือให้ผู้อื่นซ่อม เพราะหากซ่อมแซมใช้การได้ ย่อมที่จะไม่ต้องซื้อใหม่ให้สิ้นเปลืองทรัพย์เงินทองโดยไม่จำเป็น สิ่งของที่ควรซ่อม ได้แก่
– สิ่งของที่ชำรุดแต่ใช้งานไม่ค่อยดี
– สิ่งของชำรุดใช้งานไม่ได้

3. ปริมิตปานโภชนา
ปริมิตปานโภชนา คือ ความประมาณตนในการอุปโภค และบริโภคไม่ให้ใช้หรือกินเกินความจำเป็น หากใช้เกินหรือกินเกิน ย่อมเกิดความฟุ่มเฟือยโดยเปล่า หรือ เรียกอีกนัย คือ การประยัด การประมาณตนหรือการประหยัดนั้น แบ่งได้ดังนี้
– การประมาณตน/การประหยัดในการอุปโภค คือ รู้จักประมาณตนในการใช้จ่าย การใช้สิ่งของต่างๆ
– การประมาณตน/การประหยัดในการบริโภค คือ รู้จักประมาณตนในการรับประทานอาหารต่างๆ

4. อธิปัจจสีลวันตสถาปนา
อธิปัจจสีลวันตสถาปนา คือ สามี และภรรยา พึงเป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรมอยู่เป็นนิจ โดยศีลพื้นฐาน คือ ศีล 5 และให้ยังกุศลที่ยังไม่เกิดให้พึงเกิด ให้รักษากุศลที่เกิดแล้วให้ดำรงอยู่ และให้ส่งเสริมกุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น