อบายมุข4 การเล่นการพนัน

เล่นการพนัน

การเล่นการพนัน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การแข่งขันเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายด้วยการเดิมพันสิ่งของ ทรัพย์สิน หรือประโยชน์แก่ตนอย่างอื่น เพียงหวังเพื่อให้ได้ทรัพย์หรือประโยชน์นั้นโดยไม่ต้องลงทุนหรือออกแรงใดๆให้มาก เช่น การซื้อหวย การแทงพนันบอล การเล่นไผ่ การเล่นไฮโล การชนไก่ เป็นต้น

โทษการเล่นการพนัน
1. เสียทรัพย์ เสื่อมทรัพย์ ครอบครัวยากจน เพราะการเล่นการพนันมักทำให้เสียทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อเสียทรัพย์แล้วก็ไม่มีทรัพย์ที่จะมาจุนเจือครอบครัว
2. มักเกิดการทะเลาะวิวาท พยาบาท และการเอาชนะ เพราะบางครั้งเมื่อแพ้พนันหรือเสียทรัพย์มากก็ย่อมที่จะเสี่ยงต่อการบันดาลโทสะกับอีกฝ่ายหรือหากอีกฝ่ายใช้เล่ห์กลในการเอาชนะ สิ่งนี้ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งกันอยู่เป็นนิจ
3. มักถูกลวงทรัพย์ เพราะผู้ที่เล่นพนันส่วนมากจะเป็นคนพาล คนที่โลภในทรัพย์สิน มักจะใช้วิธีด้วยเล่ห์กลเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ของอีกฝ่าย
4. มักสร้างนิสัยคดโกงให้แก่ตน เพราะเมื่อเล่นการพนันแล้ว ย่อมเกิดความโลภในทรัพย์คนอื่น หากได้มาด้วยการพนันไม่สำเร็จย่อมที่จะคิดหาวิธีอื่นด้วยการใช้เล่ห์มากขึ้น
5. ผู้คนนินทา เพราะคนที่ติดการพนันมักลุ่มหลงกับการพนัน ไม่สนใจเรื่องการงาน หรือความทุกข์สุขของครอบครัว มีแต่นำมาให้ครอบครัวเสื่อมทรัพย์ ครอบครัวแตกแยก จนผู้อื่นกล่าวนินทาให้เสื่อมเสียมากขึ้น

โทษการเล่นการพนันในภพหน้า
1. เกิดเป็นสัตว์ต่อสู้ให้ผู้อื่นเขาพนันกัน เพราะผู้ประพฤติตนด้วยการแข่งขันพนันกันภายใต้ความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดของคนอื่น ผู้นั้น ย่อมกลับมาใช้กรรมที่ตนได้กระทำแก่เขาเช่นกัน

อุบายเลิกการพนัน
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษแห่งการติดเล่นพนัน
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลด และเลิกการการพนัน
3. ชมสื่อที่เกี่ยวข้องหรือมีแนวโน้มที่จะเล่นการพนันตามประโยชน์ และกาลเวลาอย่างเหมาะสม เช่น ดูฟุตบอลเพื่อศึกษาวิธีการเล่น เป็นต้น
4. ออกห่างจากผู้ที่ชอบเล่นการพนันเป็นนิจ
5. มั่นทำงานเพื่อให้ได้ทรัพย์มาอย่างเพียงพอกับค่าใช้จ่าย

อบายมุข3 การเที่ยวดูการละเล่น

ดูการละเล่น

การเที่ยวดูการละเล่น แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การเที่ยวออกดูการแสดง การบันเทิงต่างๆ ทั้งในเวลากลางวัน และยามวิกาล อบายมุขในข้อนี้ มิได้ห้ามมิให้เที่ยวดูเลย แต่พึงให้เที่ยวดูตามกิจที่เหมาะสม เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่ตนบนพื้นฐานแห่งศีลธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันตนมิให้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับอบายมุขในข้ออื่นๆ

โทษการเที่ยวดูการละเล่น
1. หลงใหลในการละเล่น เพราะการละเล่นเป็นสิ่งยั่วยวนใจให้ลุ่มหลงได้ง่าย
2. เสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการชมการละเล่นมักต้องเสียทรัพย์แลกมาก่อน หรือต้องเสียทรัพย์เพื่อการอื่น เพราะตนเดินทาง เพราะตนเข้าชม เพราะตนเกิดความหิว เป็นต้น
3. มักเจอคนพาล มักมีผู้อื่นมาหลอกลวง เพราะผู้ที่เข้าชมการละเล่นบางคนที่หวังในทรัพย์หรือประโยชน์อื่นจากผู้คนชมมักแฝงตัวเข้ามาชมด้วย
4. ผู้คนนินทา เพราะคนที่ชอบไปโน่นไปนี่เพื่อชมการละเล่น โดยไม่ทำกิจอันสำคัญของตนมักทำให้กิจของตนเสื่อม หรือมีความเสียหายจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และกล่าวติเตียน กล่าวนินทาในภายหลัง

โทษการเที่ยวดูการละเล่นในภพหน้า
1. เกิดเป็นสัตว์ที่ชอบเต้นกระโดดไม่อยู่กับที่ เพราะผู้ประพฤติตนเป็นคนชอบการละเล่น การบันเทิงเป็นนิจ เมื่อตายแล้วมักเกิดเป็นเหล่าสัตว์ที่ชอบเล่น ไม่อยู่นิ่ง ไม่อยู่กับที่
2. เกิดเป็นคนหรือสัตว์ประเภทอื่นๆ หากประพฤติตนเสมือนกับสิ่งนั้นขณะเที่ยวดูการละเล่น

อุบายเลิกเที่ยวดูการละเล่น
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษของการติดเที่ยวดูการละเล่น
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลด และเลิกการเที่ยวดูการละเล่น
3. ชมสื่อที่เกี่ยวข้องกับการละเล่นตามประโยชน์ และกาลเวลาอย่างเหมาะสม เช่น ชมการแสดงละครพื้นบ้าน เพื่อศึกษาประเพณีท้องถิ่น เป็นต้น
4. ออกห่างจากผู้ที่ชอบเที่ยวดูการละเล่นหรือผู้ที่แสดงการละเล่นเป็นนิจ
5. มั่นทำงานหรือหางานอดิเรกทำในช่วงว่าง

อบายมุข 2 การเที่ยวกลางคืน

การเที่ยวกลางคืน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การออกนอกบ้านในยามวิกาลในแหล่งบันเทิงเพื่อสนองต่อความสุขทางกาย และทางใจ อาทิ ร้านคาราโอเกะ ร้านเหล้า ร้านเบียร์ เป็นต้น

โทษการเที่ยวกลางคืน
1. หลงใหลการเที่ยวเล่นยามราตรี เพราะการบันเทิงต่างๆในยามราตรีมักยั่วยวนจิตใจให้ลุ่มหลงเป็นนิจ
2. เสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการออกเที่ยวกลางคืนมักต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าบริการ และจ่ายทรัพย์ตนไปเพื่อให้ได้มาต่อการเที่ยวชมในสิ่งนั้นๆ
3. มักพบคนพาล และมักถูกหลอกลวง เพราะแหล่งเที่ยวกลางคืนมักมีคนพาล คนไม่ดีรายล้อม จึงมีโอกาสต้องพบปะ และสนทนาให้คุ้นเคย ส่วนสิ่งที่จะตามมา คือ โอกาสการถูกหลอกเพื่อหวังตัณหาในเรือนร่าง ในทรัพย์สิน เป็นต้น
4. มักเกิดการทะเลาะวิวาท เกิดศัตรูได้ง่าย เพราะการเที่ยวกลางคืนมักไปเป็นกลุ่ม มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เสพสิ่งมึนเมา และพร้อมที่จะขัดแย้งกับคนอื่นหรือกลุ่มอื่นได้ง่าย
5. มักประพฤติผิดในกาม ล่วงในกามได้ง่าย เพราะการเที่ยวกลางคืนย่อมอยู่ห่างไกลจากครอบครัว สามีหรือภรรยา หากถูกยั่วยุด้วยตัณหาทางกามารมณ์แล้วมักนำพาไปสู่การล่วงในกามได้ง่าย
ฯลฯ

โทษการเที่ยวกลางคืนในภพหน้า
1. เกิดเป็นสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ กลางวันนอน กลางคืนออกเที่ยว กินอยู่ เมื่อตายแล้วมักเกิดเป็นเหล่าสัตว์ที่คอยหากินในเวลากลางคืน
2. เกิดเป็นคนหรือสัตว์ประเภทอื่นๆ หากประพฤติตนเสมือนกับสิ่งนั้นขณะเที่ยวกลางคืน
ฯลฯ

อุบายเลิกเที่ยวกลางคืน
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษของการเที่ยวกลางคืน
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลด และเลิกการเที่ยวกลางคืน
3. ชมสื่อที่เกี่ยวข้องกับการเที่ยวกลางคืนตามประโยชน์ และกาลเวลาอย่างเหมาะสม เช่น พาลูกหลานชมงานวัดที่จัดในเวลากลางคืน เป็นต้น
4. ออกห่างจากผู้ที่ชอบเที่ยวกลางคืนเป็นนิจ
5. มั่นทำงานหรือหาสิ่งอื่นทำในเวลาว่างช่วงกลางคืน

อบายมุข1 การดื่มน้ำเมา

การดื่มน้ำเมา แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การดื่มน้ำเมาที่หมักโดยยังไม่กลั่น ได้แก่ เบียร์ ไวน์ เป็นต้น และการดื่มน้ำเมาที่กลั่นแล้ว ได้แก่ สุรา และยังหมายรวมถึงการเสพสารเสพติดอื่นๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เฮโรอีน เป็นต้น

น้ำเมา

โทษการดื่มน้ำเมาในภพกระทำ
1. ติดน้ำเมา ติดสารเสพติด เพราะสารที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ออกฤทธิ์ให้ร่างกายเกิดการเสพติดหรืออยากที่จะดื่มหรือเสพอีกครั้ง
2. ขาดปัญญา ขาดสติ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นำไปสู่การทะเลาะวิวาท เพราะฤทธิ์ของสารเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหลายด้าน อาทิ กดประสาท กระตุ้นประสาท หลอนประสาท เป็นต้น
3. เสียทรัพย์ในการซื้อจ่าย เพราะต้องแลกมาด้วยเงินทองในการซื้อ
3. เกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคตับ โรคประสาทหลอน เพราะสารในสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการทำงานของร่างกาย
4. ผู้อื่นรังเกียจ และนินทา เพราะเมื่อเมาเป็นนิจมักแสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจทำให้คนอื่นติฉินนินทาในภายหลัง
5. เสียการงาน เพราะเมื่อเมาแล้วจะไม่มีสติหรือไม่มีสมาธิในการทำงานได้เหมือนคนทั่วไป
ฯลฯ

โทษการดื่มน้ำเมาในภพหน้า
1. เกิดเป็นคนใบ้ เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ ขณะตายที่ยังเมาสุรามักไม่ได้พูดกล่าวลาผู้มีพระคุณหรือญาติมิตร ตายขณะพูดคุยไม่รู้เรื่อง พอตายแล้วมักตกนรก และกลับมาเกิดใหม่เป็นคนใบ้
2. เกิดเป็นคนมีสติไม่สมประกอบ หรือ คนบ้า เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ มักเมาสุรา แล้วควบคุมสติไม่ได้ ปล่อยอารมณ์โทสะ คลุ้มคลั่ง เหมือนคนบ้า เมื่อตายแล้วจึงตกนรก และกลับมาเกิดด้วยการเป็นคนบ้า
3. เกิดเป็นคนปัญญาอ่อน เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ ขณะเมาสุรามักพูดจาไม่เข้าใจ ขาดสติ นึกอะไรไม่ออก เมื่อตายแล้วจึงตกนรก และเกิดมาใหม่เป็นคนปัญญาอ่อน
4. เกิดเป็นสัตว์เลื้อยคลาน เพราะผู้ประพฤติเช่นนี้ ขณะเมาสุรา มักนอนคลานตามพื้น ทำตนเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อตายแล้วจึงตกนรก และเกิดมาเป็นสัตว์เลื้อยคลาน

อุบายเลิกดื่มน้ำเมาหรือสารเสพติด
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษของเหล้า สุรา
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะลด และเลิก อาจเป็นการปฏิญาณต่อพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
3. หลีกเลี่ยงการชมสื่อที่เกี่ยวข้องกับเหล้า สุรา
4. ออกห่างจากผู้ที่ดื่มสุราเป็นนิจ

โทสะกิเลสคืออะไร

โทสะกิเลส หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตเกิดความขุ่นเคือง เกิดความแค้นเคืองต่อสิ่งที่มากระทบต่อจิตนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การระบายซึ่งโทสะออกมาเป็นพฤติกรรมอันรุนแรง

ประเภทของโทสะ
1. อสังขาริก คือ โทสะที่เกิดขึ้นเพราะตนเอง
2. สสังขาริก คือ โทสะที่มีผู้อื่นเป็นเหตุหรือยุยงให้เกิด

กิเลสอื่นๆที่เป็นโทสะกิเลส
– อรติ คือ เกิดการไม่ชอบ
– ปฏิฆะ คือ เกิดการขัดใจ
– โกธะ คือ เกิดการโกรธ
– พยาบาท คือ เกิดการอาฆาต
– ฯลฯ

การประพฤติตามโทสะ
1. กายกรรม 2 ทาง คือ
– ปาณาติบาต คือ ยังให้ชีวิตผู้อื่นดับ
– อทินนาทาน คือ ลักขโมยทรัพย์ของผู้อื่น
2. วจีกรรมมี 4 อย่าง คือ
– มุสาวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– ปิสุณวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– สัมผัปปลาปวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– ผรุสวาท คือ การกล่าวด้วยคำหยาบ
3. มโนกรรม คือ การเกิดความพยาบาท อาฆาตแค้นในจิตใจ

โทษของโทสะนี้ รุนแรงนัก เพราะหากเกิดโทสะโดยมิได้ควบคุมอารมณ์ให้อยู่แล้ว ก็ย่อมที่ระบายหรือแสดงออกซึ่งโทสะนั้นออกมาทางกาย คือ การทำร้าย การทุบตีข้าวของ ออกมาทางวาจา คือ การกล่าวคำหยาบที่ผู้อื่นฟังไม่รื่นหู เป็นต้น

อปริหานิยธรรมสำหรับคหัสถ์

อปริหานิยธรรมสำหรับคหัสถ์ 7 ประการ แสดงธรรมโดยพระพุทธองค์ แก่เจ้าลิจฉวีเพื่อให้ปฏิบัติตาม เมื่อครั้นประทับ ณ สารันทเจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ ที่พออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ
1. จัดประชุม และหารือกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เป็นนิตย์
2. การประชุมต้องให้หมู่คณะมีเพรียงกัน รวมถึงการเลิกประชุม และการทำกิจอันสมควรให้พร้อมเพรียง
3. บัญญัติหรือมีมติในสิ่งในเรื่องใหม่ และข้อบัญญัติไม่ขัดหรือตัดรอนบัญญัติก่อน พร้อมยอมรับ และศึกษาในธรรมะของชาววัชชีที่ได้บัญญัติก่อน
4. ให้เคารพนับถือคำกล่าวของผู้อาวุโส
5. ไม่ล่วงละเมิดทางใจ และกายในสตรีที่มีสามีหรือสตรีสาวในชาววัชชี
6. ให้ความเคารพ และสักการะ รวมถึงการบูรณะเจดีย์หรือพุทธสถานที่ปลูกสร้างไว้
7. ให้การสงเคราะห์ และอุปการะแก่สงฆ์ทั้งหลาย

และในสมัย พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งรัฐมคธ ทรงหวังจะตีเอาแคว้นวัชชีมาปกครอง แต่ก่อนนั้นได้ส่งวัสสการพราหมณ์ ผู้เป็นมหาอำมาตรประจำแคว้นไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เขาคิชฌกุฎ พร้อมให้เล่าแจ้งให้ทรงทราบ และให้วัสสการพราหมณ์ฟังดูว่า พระพุทธองค์จะทรงพยากรณ์ว่าอย่างไร

เมื่อวัสสการพราหมณ์เข้าไปเฝ้า และได้กราบทูลในเรื่องนั้นเหล่านั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสถามพระอานนท์ในเนื้อหาแห่งอปริหานิยธรรม 7 ประการ ที่พระองค์เคยตรัสแสดงอปริหานิยธรรมทั้ง 7 ประการ เมื่อครั้นประทับ ณ สารันทเจดีย์ใกล้กรุงเวสาลี เพื่อยังให้วัสสการพราหมณ์ได้รับฟัง อันจะหวังความเจริญเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมว่า ครั้นกล่าวจบ วัสสการพรามหมณ์ก็กราบทูลว่า เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็หวังความเจริญเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมได้ อันไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดถึง 7 ข้อ ดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูไม่ควรทำการรบกับชาววัชชี เว้นไว้แต่จะใช้วิธีการยุให้ชาวเมืองแตกแยกกัน เมื่อกล่าวจบแล้ว วัสสการพรามหมณ์ก็กราบทูลลากลับไป

มิจฉาทิฏฐิ

มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นหรือความเข้าใจที่นำไปสู่ความเสื่อม อันเกิดจากการไม่ยอมรับในการกระทำ และผลแห่งการกระทำของตน ทำให้ไม่มีความสำนึก ไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นจนเป็นเหตุ
ให้เกิดการประพฤติ ปฏิบัติที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่สอดคล้องกับศีลธรรมอันดีงาม

มิจฉาทิฏฐิ มาจากคำว่า
มิจฉา หมายถึง ผิด หรือ วิปริต
ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น หรือ ความเข้าใจ

ดูการละเล่น

มิจฉาทิฏฐิในสมัยพุทธกาล
1. สัสสตทิฏฐิ คือ เห็นว่าทุกสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน
2. อุจเฉททิฏฐิ คือ เห็นว่าทุกสิ่งเมื่อแตกดับแล้ว ก็จะดับสูญไปตลอดกาล ไม่มีการจุติหรือเกิดใหม่ และไม่เกิดสนองในผลแห่งกรรมที่ได้เคยทำไว้
3. อกิริยทิฏฐิ คือ ทฤษฎีที่มีความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ หรือ ไม่ควรจะทำ ด้วยเห็นว่าการกระทำในทุกสิ่งไม่มีผล เช่น หากต้องการทำชั่วแล้ว เมื่อไม่มีคนรู้เห็น ก็เชื่อว่าไม่ควรจะทำ หรือ หากต้องการทำดีแล้ว เมื่อไม่มีคนรู้เห็น ก็เชื่อว่าไม่ควรจะทำ เป็นต้น

ความเห็นว่าไม่ควรจะทำนี้ มีที่มาจากปูรณกัสสปะ ด้วยการปฏิเสธที่จะทำในสิ่งต่างๆ ทั้งความดี และความชั่ว ดังนั้น เมื่อกรรมเกิดขึ้น ย่อมไม่มีผลจากกรรมใดๆ จึงกล่าวว่า ไม่มีบุญ และบาปตามมาด้วยเช่นกัน

4. สัสสตทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าทุกสรรพสิ่งมีความเที่ยงแท้ยั่งยืน และคงอยู่ตลอดไป เช่น เห็นว่าคน และสัตว์เมื่อตายไปแล้ว ถึงแม้ว่าร่างกายจะเน่าเปื่อยไป แต่ดวงวิญญาณหรือเจตภูตถือเป็นธรรมชาติที่ไม่ดับสูญ ย่อมถือกำเนิดใหม่สืบไป

ความเห็นว่าเที่ยงนี้ สืบมาจากความเห็นที่ว่า “ทุกสรรพสิ่งไม่มีความเปลี่ยนแปลง ทุกชีวิตเมื่อตายไปแล้วสามารถกลับมาเกิดใหม่ได้ มิได้สูญหายไปไหน” แต่ความเชื่อนี้ ได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ในเวลาต่อมา ดังนี้
– ฝ่ายที่เห็นว่า คนตายตายจากอะไร จะต้องกลับไปเกิดเป็นอย่างนั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น คนที่ตายเป็นคนตาบอด พอตายไปก็จะไปเกิดเป็นคนตาบอดอีก
– ฝ่ายที่เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลง เช่น คนรวยตายไป หลังเกิดใหม่อาจเกิดเป็นคนจนได้ คือ ผลที่เกิดขึ้นในภายหลังสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นได้

5. อเหตุกทิฏฐิ คือ เห็นว่าสรรพสิ่งไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เป็นความเห็นจากมักขลิโคสาล ทิฏฐินี้ถือว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ความบริสุทธิ์ล้วนเกิดขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุปัจจัย

มิจฉาทิฏฐิทั้ง 5 แบบเหล่านี้ พระพุทธองค์ได้แจกแจงเป็น ทิฏฐิ 62 หรือ ทิฏฐิชาละ ที่เปรียบเสมือนเหมือนตาข่ายที่คอยดักให้เวียนว่ายตายเกิด

มิจฉาทิฏฐิในสังคมมนุษย์ปัจุบัน
1. มิจฉาวาจา คือ กระทำผิดทางวาจา อาทิ การพูดโกหก การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ เป็นต้น
2. มิจฉาวายามะ คือ ความพยายามในทางที่ผิด อาทิ การพยายามทำบาปหรืออกุศลทั้งปวงที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
3. มิจฉาวิมุตติ คือ หาทางหลุดพ้นที่ผิด อาทิ การล้างบาปตนเองด้วยการฆ่าคนอื่นบูชาพระเจ้า เพราะเชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยล้างปาปของตนได้ เป็นต้น
4. มิจฉาสติ คือ การระลึกผิด อาทิ การระลึกหรือจินตนาการถึงราคะ โทสะ โมหะให้เกิดขึ้นในจิตตน
5. มิจฉาสังกัปปะ คือ การดำริผิดหรือการกล่าวเจตนาให้ผู้อื่นรับรู้ อาทิ การกล่าวพยาบาทผู้อื่น
6. มิจฉาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพในทางที่ผิด อาทิ การลักทรัพย์ การยักยอกทรัพย์ผู้อื่น การขายสินค้าหนีภาษี เป็นต้น

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ
1. ปรโตโฆสะที่ไม่ดีงาม
ปรโตโฆสะที่ไม่ดีงาม หมายถึง ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่ดีงามหรือไม่ส่งเสริมให้เกิดความเห็น ความเชื่อในทางที่ถูก อาทิ การไม่ได้เล่าเรียน พ่อแม่ทะเลาะกันให้เห็น คบเพื่อนไม่ดี หรือ สถานที่เที่ยวราตรียามค่ำคืน เป็นต้น

2. อนิโยนิโสมนสิการ
อนิโยนิโสมนสิการ หมายถึง การไม่ทำใจให้แยบคาย หรือ ไม่รู้จักใช้ปัญญาพินิจวิเคราะห์ ทำให้ไม้รู้แจ้งถึงเหตุ และผลแห่งความจริง จนกลายเป็นคนเขลา ซึ่งถูกชี้นำไปในทางที่ผิดได้ง่าย ปัจจัยนี้ ล้วนมีเหตุมาจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ อาทิ การไม่ได้เล่าเรียน การไม่ได้อบรมสั่งสอนจากครูอาจารย์ เป็นต้น

สัมมาทิฏฐิ 

สัมมาทิฏฐิ มาจากคำว่า
1. สัมมา หมายถึง โดยชอบ หรือ ถูกต้อง
2. ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น หรือ ความเข้าใจ

ระดับสัมมาทิฏฐิ
1. สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ
สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ หมายถึง ความคิดเห็น ความเชื่อหรือความเข้าใจที่นำไปสู่ความความเจริญ อันเกิดจากการยอมรับในการกระทำ และผลแห่งการกระทำของตน ทำให้เกิดมีความสำนึก มีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นตามพื้นฐานแห่งธรรมอันดีงาม เรียกสั้นๆว่า กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิระดับโลกีย เป็นขั้นจริยธรรมที่ปุถุชนทั่วไปมีอยู่

2. สัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ
สัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ หมายถึง ความคิดเห็นหรือความเชื่อหรือความเข้าใจ ที่รู้เห็นในความเป็นไปของสรรพสิ่งตามเหตุแห่งปัจจัยทั้งหลายว่า ทุกสิ่งไม่มีความเที่ยงแท้ แน่นอน ทุกสิ่งย่อเกิด ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุแห่งปัจจัยเหล่านั้น เรียกสั้นๆว่า สัจจานุโลมิกญาณ เป็นสัมมาทิฏฐิระดับโลกุตระ เป็นขั้นสัจธรรมแห่งชนอริยะ และพระอริยะ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ
การเกิดขึ้นของสัมมาทิฏฐิ มิใช่เพียงอาศัยธรรมในประการเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องการสนับสนุนจากธรรมในข้ออื่นๆด้วยเช่นกัน เพื่อให้สัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นในตนมีความเข้มแข็ง และมีกำลังบริสุทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 แนวทาง ได้แก่
1. ปรโตโฆสะ
ปรโตโฆสะ เป็นปัจจัยภายนอก หมายถึง เสียงจากผู้อื่นหรือสิ่งรู้เห็นจากภายนอก และหมายความรวมถึงสภาพแวดล้อมภายนอกต่างๆ อาทิ หนังสือตำรา คำสอน การเล่าเรียน การรับรู้จากสื่อหรือข่าวสารทางสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกในสิ่งที่ดีงามที่ช่วยหล่อหลอม และขัดเกลาให้เป็นผู้รู้ และเป็นผู้มีคุณธรรม ประพฤติ ปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะการปฏิบัติตามหลัก กัลยาณมิตร 4 ประการ และสัปปุริสธรรม 7 ประการ

2. โยนิโสมนสิการ
โยนิโสมนสิการ เป็นปัจจัยภายใน หมายถึง การคิดในทางที่ถูก คือ การทำในใจโดยแยบคายหรือการใช้ความคิดอย่างถูกวิธี อาทิ การรู้จักคิดพิจารณาให้เห็น ให้รู้แจ้งในเหตุ และผลอันพึงจะเป็น สืบหาเหตุปัจจัยให้ตลอดสาย แยกแยะสิ่งต่างๆออกให้เห็นเป็นส่วนๆ ตามสภาวะที่สัมพันธ์กัน อันปราศจากอคติแห่งตนหรือความต้องการแห่งตน ซึ่งจะทำให้เกิดความดีงาม และแก้ปัญหาได้ตามมา

สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ สำหรับผู้มีอาสวะ ได้แก่
1. ทานที่ให้แล้วมีผล
2. การบำเพ็ญทานมีผล
3. การบูชามีผล
4. กรรมที่ทำไว้ดีและชั่วมีผลวิบาก
5. โลกนี้มี
6. ปรโลกหรือโลกหน้ามี
7. มารดามีคุณ
8. บิดามีคุณ
9. สัตว์เป็นโอปปาติกะ หรือ การเกิดใหม่ของสรรพสัตว์มีจริง
10. พระอรหันต์ผู้ประพฤติชอบ ปฏิบัติชอบในโลกนี้ และปรโลกมีจริง

ดังนั้น สัมมาทิฏฐิ ถือเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นสิ่งนำพาในการดำเนินชีวิตให้มีความรุ่งเรืองหรือนำไปสู่ความสิ้นทุกข์ โดยเป็นการพัฒนาชีวิตหรือนำพาชีวิตในคุณธรรมพื้นฐาน 3 ด้าน คือ
1. ด้านศีล (อธิศีลสิกขา)
2. ด้านจิตใจ (อธิจิตตสิกขา)
3. ด้านปัญญา(อธิปัญญาสิกขา)

ลักษณะทิฏฐิในสังคมมนุษย์

ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น ความเข้าใจที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด อันเป็นสิ่งนำพา ครอบงำ และมีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตของแต่ละคนให้ดำเนินไปในทิศทางใด ซึ่งอาจรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอย ทั้งนี้ ทิฏฐิ ไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่าเป็นความเห็น ความเชื่อที่ถูกต้อง คือ เป็นสัมมาทิฎฐิ หรือ ความเห็น ความเชื่อที่ผิด คือ เป็นมิจฉาทิฎฐิ

ลักษณะทิฏฐิในสังคมมนุษย์

1. ปุพเพกตเหตุวาท
ปุพเพกตเหตุวาท คือ ทิฏฐิที่แสดงให้เห็นว่า ความเป็นไปในชีวิตและสังคมมนุษย์ทั้งในส่วนที่จะก่อความสุขหรือความทุกข์ ทั้งในส่วนที่ก่อความเจริญหรือความเสื่อม ล้วนแต่ถูกกำหนดด้วยพลังอำนาจของกรรมเก่า

2. อิสสรนิมมานเหตุวาท
อิสสรนิมมานเหตุวาท คือ ทิฏฐิที่แสดงให้เห็นว่า ความเป็นไปในชีวิตและสังคมมนุษย์ทั้งในส่วนที่จะก่อให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ ทั้งในส่วนที่ก่อความเจริญความเสื่อม ล้วนแต่ถูกกำหนดด้วยการบันดาลของเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่

3. อเหตุอปัจจยวาท
อเหตุอปัจจยวาท คือ ทิฏฐิที่แสดงให้เห็นว่า ความเป็นไปในชีวิตและสังคมมนุษย์ทั้งในส่วนที่จะก่อความสุขหรือความทุกข์ ทั้งในส่วนที่ก่อความเจริญหรือความเสื่อม ล้วนแต่เกิดขึ้นเองตามโชคชะตา ไม่มีเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดขึ้น

ทิฏฐิ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. สัมมาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นชอบ
2. มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นผิด

แก้ไขปัญหาในชีวิต ด้วยหลักธรรม

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้แก้ปัญหาชีวิต ดังนี้

แก้โลภะ ความโลภด้วยการให้บริจาค การรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้แก่บุคคลอื่น เป็นการแบ่งความสุขให้แก่คนอื่น พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เนกาสี ลัภเต สุขัง การบริโภคคนเดียวไม่มีความสุข หมายความว่า การทำให้ตนมีความสุขคนเดียว ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง การแบ่งความสุขให้คนอื่นเสวยสุขด้วยจึงเป็นความสุขที่แท้จริง นอกจากนี้การให้เป็นการลดกิเลสคือความโลภให้น้อยลง เมื่อกิเลสคือความโลภน้อยลง ความทุกข์ในก็ลดลง ปัญหาชีวิตก็จะลดลง มีปัญหาชีวิตน้อยลง ความสุขก็จะเกิดขึ้น

แก้โทสะ ความโกรธด้วยเมตตา คิดช่วยให้คนอื่นมีความสุข ปรารถนาดีต่อคนอื่น มองคนอื่นในแง่ดี เราควรคิดเสมอว่าไม่มีใครทำถูกทุกอย่างโดยไม่ผิดพลาด คนที่ทำอะไรไม่ผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย ฉะนั้น เมื่อมีการทำงานก็ต้องมีความผิดพลาด เราควรให้อภัยซึ่งกันและกัน คนขี้โกรธ ขี้อิจฉาริษยา ชอบมองคนอื่นในแง่ร้าย มองไม่เห็นคุณงามความดีของคนอื่น พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนคนมีไฟอยู่ในหัวใจ โดยตรัสเป็นภาษาบาลีว่า โทสัคคิ กิเลสตัวโทสะนี้ทำให้เราร้อนรุ่มอยู่ตลอดเวลา บางคนมองคนอื่นว่าเป็นศัตรูไปหมด หรือมองเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่น การกระทำของตนถูกคนเดียว อยู่ร่วมกับใครทำงานกับใครไม่ค่อยได้ ไม่มีความสุขในการทำงาน หากสร้างเมตตาจิตให้เกิดขึ้นได้ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะอยู่ร่วมกับใครก็จะมีแต่ความสุข เพราะเอาชนะโทสะได้

แก้โมหะ ความเขลาความไม่ฉลาดด้วยการเจริญจิตภาวนา ปฏิบัติธรรมกรรมฐานหรือการฝึกสมาธิ ท่านที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจะได้รับผล ๓ อย่าง คือ ได้สติ สมาธิ ปัญญา สิ่งแรกที่เราได้จากการฝึกสมาธิคือตัวสติ เป็นคนมีสติ ไม่หลงไม่ลืมง่าย อยากทราบเรื่องอะไรระลึกได้เสมอ ที่สำคัญคือเราเป็นคนรู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไร ต่อมาเกิดสมาธิ มีความตั้งใจแน่วแน่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วเกิดปัญญาว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นผิดหรือถูก เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิทำให้เกิดสติปัญญา คนมีสติปัญญาย่อมไม่โง่เขลา ย่อมแก้ไขปัญหาชีวิตได้ แก้โมหะด้วยการฝึกสมาธิหรือเจริญภาวนา จึงเป็นการแก้กิเลสตัวโมหะที่ถูกวิธีและได้ผล