โลภะกิเลส

โลภะกิเลส หมายถึง กิเลสที่ทำให้เกิดทะยานอยากในสิ่งต่างๆอันทวารทั้ง 5 สัมผัสได้ และความอยากในจิตของตนที่ปรุงแต่งขึ้น ซึ่งความอยากนี้เป็นเหตุให้จิตเกิดการดิ้นรน และแสวงหาเพื่อมาสนองต่อความอยากของตน ประกอบด้วย
1. กามโลภะ หมายถึง ความอยากในกาม คือ ความอยากที่จะสนองต่อทวารทั้ง 5 สัมผัสได้ คือ มีรูปสัมผัสด้วยตา มีเสียงสัมผัสด้วยหู มีกลิ่นสัมผัสด้วยจมูก มีรสสัมผัสด้วยลิ้น และกายสัมผัสด้วยการจับต้อง
2. ภวโลภะ หมายถึง ความอยากในภพ คือ อยากเป็นอย่างนี้ อยากมีอย่างนี้ เป็นรูปที่จิตตนปรุงแต่งขึ้น
3. วิภวโลภะ หมายถึง ความอยากในวิภพ คือ ไม่อยากเป็นอย่างนี้ ไม่อยากมีอย่างนี้ เป็นรูปที่จิตตนปรุงแต่งขึ้นเช่นกัน

อนึ่งท่านผู้รู้กล่าวว่า โลภะกิเลส นั้น ให้ความหมายเหมือนกับคำว่า ตัณหา และ ราคะ และสามคำนี้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน คือ เป็นความทะยานอยากแห่งจิต

กิเลสอื่นๆที่เป็นโลภะกิเลส
– รติ คือ ความยินดี
– อิจฉา คือ ความปรารถนา
– มหิจฉา คือ ความมักมาก
– ปาปิจฉา คือ ความปราถนาที่จะประพฤติผิดศีลธรรม
– ฯลฯ

การประพฤติที่เกิดตามโลภะ
1. กายกรรม 2 ทาง คือ
– อทินนาทาน ด้วยการลักทรัพย์
– กาเมสุมิจฉาจาร ด้วยการล่วงในกามต่อหญิงต้องห้าม และชายต้องห้าม
2. วจีกรรม 3 ทาง คือ
– มุสาวาท ด้วยการพูดโกหก ไม่เป็นความจริง
– ปิสุณวาท ด้วยการพูดส่อเสียดหรือพูดยุยงให้ผู้อื่นแตกสามัคคีกัน
– สัมผัปปลาปวาท ด้วยการพูดเพ้อเจ้อทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
3. มโนกรรม 2 ทาง คือ
– อภิชฌา ด้วยการคิดยินดีหรือพอใจในสิ่งต่างๆ
– มิจฉาทิฏฐิ ด้วยความเห็นผิดไปจากหลักแห่งเหตุ และผล

โลภะ คือ ความอยากนี้ มักมีโทษนัก เพราะเมื่อจิตมีความอยากแล้วก็มักที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านั้นมาสนองต่อความอยากที่ตนมีให้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การประพฤติอันผิดต่อศีลธรรมตามมา เช่น การปล้นจี้เพื่อขู่เอาทรัพย์จากผู้อื่น เป็นต้น

อทินนาทานา

ประเภทอทินนาทานา
1. โจรกรรม
โจรกรรม หมายถึง กิริยาถือเอาทรัพย์สินที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ด้วยอาการเป็นโจร 14 ลักษณะ ดังนี้

1) ลัก คือ การถือเอาทรัพย์ผู้อื่นเมื่อลับหลังที่เจ้าของไม่อยู่

2) ฉก คือ การถือเอาทรัพย์ต่อหน้าเจ้าของทรัพย์ที่เจ้าของไม่ยินยอม
3) กรรโชก คือ การขู่ด้วยวาจาหรือใช้กำลังให้เจ้าของทรัพย์กลัว เพื่อมอบทรัพย์ให้
4) ปล้น คือ การใช้อาวุธหรือเครื่องประหารทำให้เจ้าของทรัพย์กลัว เพื่อมอบทรัพย์ให้ ทั้งกระทำเพียงคนเดียวหรือกระทำเป็นหมู่คณะ
5) ตู่ คือ การกล่าวอ้างว่าทรัพย์ของคนอื่นเป็นของตน
6) ฉ้อ คือ การใช้อุบายเป็นขั้นตอนที่ทำให้เจ้าทรัพย์ตามไม่ทัน เพื่อมอบทรัพย์ให้
7) หลอก คือ การแต่งเรื่องที่ไม่ใช่ความจริงจนเจ้าของทรัพย์หลงเชื่อเพื่อมอบทรัพย์ให้
8) ลวง คือ การใช้ทรัพย์หรือสิ่งของที่มีค่าน้อยกว่าในการแลกเปลี่ยนกับทรัพย์ของผู้อื่นที่มีค่ามากกว่า ด้วยการหลอกให้เชื่อว่าทรัพย์นั้นมีค่าเท่ากันหรือมากกว่า

9) ปลอม คือ การใช้ทรัพย์หรือสิ่งของที่ไม่ใช่ของแท้ในการแลกเปลี่ยน การจำหน่ายจนได้ทรัพย์ที่มีค่ามากกว่าให้แก่ตน
10) ตระบัด คือ การไม่รักษาคำมั่นสัญญาเพื่อให้ทรัพย์ผู้อื่นอยู่กับตนเอง
11) เบียดบัง คือ การปิดบังทรัพย์ของผู้อื่น จนเจ้าของหมดอาลัยแล้วถือเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง
12) สับเปลี่ยน คือ การนำทรัพย์หรือสิ่งของที่มีค่าน้อยกว่าสับเปลี่ยนกับทรัพย์ผู้อื่นที่มีค่ามากกว่า หรือเพียงเพื่อต้องการทรัพย์นั้นมาเพราะความคล้ายคลึงกัน
13) ลักลอบ คือ การทำให้เกิดทรัพย์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน ด้วยการหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือกฎระเบียบ เช่น การนำเข้าสินค้าหนีภาษี
14) ยักยอก คือ การนำทรัพย์สินส่วนรวมมาเป็นทรัพย์ของตนเอง ด้วยการใช้อำนาจ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน

ทั้งนี้ การกระทำเพียงข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 14 ข้อ ถือเป็นโจรกรรมที่ลุซึ่งอทินนาทานาได้โดยง่าย

2. อนุโลมโจรกรรม
อนุโลมโจรกรรม หมายถึง การกระทำที่ส่งเสริมโจรกรรมอันผิดต่อศีลธรรมอันดีงาม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1) สมโจร คือ การส่งเสริมให้คนอื่นลักทรัพย์เพื่อตนจะได้ทรัพย์นั้นหรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์นั้น ด้วยการขอหรือซื้อต่อ

2) ปอกลอก คือ การคบหาหรือตีสนิทเพื่อหวังในทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่จริงใจ
3) รับสินบน คือ การรับเอาทรัพย์สินจากคนอื่น เพราะเขามอบให้เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเหลือเขา

3. ฉายาโจรกรรม
ฉายาโจรกรรม หมายถึง การกระทำเพื่อทำทรัพย์สินของผู้อื่นเสื่อม โดยหวังเพื่อให้ตกเป็นของตนเอง และการหยิบเอาทรัพย์สินของคนอื่น เพียงเพราะนึกไปเพียงฝ่ายเดียวว่าเจ้าของจะไม่ว่าอะไร แบ่งเป็น
1) ผลาญ คือ การทำให้ทรัพย์ผู้อื่นเสื่อมหรือสูญหาย เพื่อหวังให้ตกมาเป็นของตน
2) หยิบฉวย คือ การถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น โดยนึกว่าเจ้าของทรัพย์จะไม่ว่าอะไร

%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c

ทักษะและขั้นตอนสำหรับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

ทักษะสำหรับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

1. การตั้งประเด็นปัญหา
การตั้งประเด็นปัญหา เป็นพื้นฐานขั้นแรกที่นำไปสู่ข้อสรุป คือ ต้องรู้จักสงสัย และตั้งโจทย์ขึ้นมาก่อน

2. การรวบรวมข้อมูล
การรวบรวมข้อมูล คือ การเสาะแสวงหาข้อมูลทั้งที่เป็นหนังสือ เอกสารตีพิมพ์ การสัมภาษณ์ เป็นต้น เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณา

3. การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาใช้ประกอบพิจารณาในหลักการ และความเป็นไปได้ ด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลกับเนื้อหาหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4. การสังเคราะห์
การสังเคราะห์ เป็นการแยกแยะผลของการวิเคราะห์ ว่าอะไรคือเหตุ และอะไรคือผล ส่วนใดน่าเชื่อถือ ส่วนใดควรตัดออก

5. การประเมินข้อมูล
การประเมินข้อมูล เป็นการตัดสินใจ และเลือกประเด็นที่ได้จากการสังเคราะห์ เพื่อให้เกิดความกระชับ และชัดเจน

ขั้นตอนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1. การตั้งสมมติฐานหรือการตั้งคำถาม
เป็นการตั้งคำถามต่อข้อสงสัยของตน ซึ่งอาจเป็นประโยคบอกเล่า เช่น ปลาออกลูกเป็นตัว หรือ การตั้งเป็นประโยคคำถาม เช่น ปลาออกหรือเป็นตัวหรือไม่ คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร เป็นต้น การตั้งประเด็นคำถามนี้ เกิดได้ทั้งจากสถานการณ์ที่ที่เกิดขึ้น หรือ จากข้อมูลที่ได้อ่าน ได้ฟัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มของกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

2. การรวบรวม และสืบหาข้อมูล
การรวบรวมข้อมูล เป็นการแสวงหาข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ผู้รวบรวมจะต้องคัดเลือกข้อมูลให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนค้นหาเป็นหลัก ข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่
– หนังสือตำราเรียน
– หนังสืองานวิจัย
– การสัมภาษณ์บุคคล
– ข่าวสารจากโทรทัศน์ หรือวิทยุ
– สื่อออนไลน์ เช่น เนื้อหาในเว็บไซต์ วีดีโอบนเว็บไซต์ เป็นต้น

3. การจัดระเบียบหมวดหมู่ของข้อมูล
หลังจากที่ได้ข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกันแล้ว ข้อมูลเหล่านี้อาจมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องน้อย เกี่ยวข้องมาก เนื้อหามีความชัดเจน หรือ ไม่ชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องคัดเลือกข้อมูลที่สำคัญไว้ และจัดกลุ่มข้อมูลเป็นหมวดๆ เพื่อให้สามารถนำไปประกอบการพิจารณาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และรวดเร็ว โดยในขั้นนี้ จำเป็นต้องใช้ความรู้เดิมช่วยในการพิจารณา ซึ่งเป็นทั้งการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ร่วมกัน

4. การวิเคราะห์ การเปรียบเทียบ และการทดสอบ
หลังจากที่ได้ข้อมูลเป็นหมวดหมู่หรือได้ข้อมูลที่สำคัญแล้ว จะเป็นการพิจารณา และวิเคราะห์สิ่งที่เราต้องการคำตอบด้วยการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ มาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ เพื่อให้รู้ข้อเท็จจริง ให้รู้ถึงเหตุ และผลของสิ่งที่เราค้นหา นอกจากนั้นแล้ว เพื่อความแน่ใจ และชัดเจน อาจต้องทำการทดสอบหรือลองปฏิบัติดู

5. การสังเคราะห์ข้อมูล
เมื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละส่วนที่สัมพันธ์กันแล้ว ก็จะได้สิ่งที่เรียกว่า ประเด็นสัมพันธ์ หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกันอันถูกต้อง และชัดเจน ซึ่งอาจเกิดได้ในหลายๆประเด็นที่เป็นไปได้ ดังนั้น จึงต้องทำการสังเคราะห์เพิ่มเติมว่า ประเด็นใดมีความน่าเชื่อถือที่สุด ประเด็นใดมีความน่าเชื่อถือน้อย พร้อมเรียงลำดับให้ชัดเจน และคัดเลือกประเด็นที่สำคัญที่สุด

6. การสรุปผล
หลังจากที่ได้ประเด็นที่น่าเชื่อถือหรือสำคัญที่สุดแล้ว จึงนำประเด็นนั้น มาเป็นคำตอบของโจทย์ที่เราตั้งไว้ พร้อมกับอธิบายความสัมพันธ์อย่างมีเหตุ และผล

องค์ประกอบการคิดอย่างมีวิจารณญาณมีอะไรบ้าง

1. จุดหมาย
จุดมุ่งหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ คำตอบ หรือ ความรู้ใหม่ที่ได้จากการคิด รวมถึงแนวทางแก้ไขหรือประโยชน์ที่ตามมา

2. ประเด็นคำถาม
ประเด็นคำถาม คือ โจทย์ปัญหาที่ต้องการคำตอบ อันเกิดจากความสงสัย และการอยากรู้ ทั้งนี้การตั้งโจทย์ปัญหาจะต้องสั้น ได้ใจความ ไม่ยาวเกินไป และให้สัมพันธ์กับเนื้อหาหรือสถานการณ์ที่สงสัย

3. สารสนเทศ
สารสนเทศ คือ แหล่งของข้อมูล หรือหลักฐานที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ อาจเป็นหนังสือ ตำรา หรือ ข้อความบนเว็บไซต์ เป็นต้น ซึ่งควรเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้

4. ข้อมูลเชิงประจักษ์
ข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ ข้อมูลที่ได้กลั่นกรอง และแยกแยะจากข้อมูลต่างๆที่หามาได้ จนได้ข้อมูลที่สำคัญ และตรงประเด็นกับเรื่องหรือสิ่งที่เราต้องการหาคำตอบ

5. แนวคิดอย่างมีเหตุผล
แนวคิดอย่างมีเหตุผล คือ การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างข้อมูลที่หามาได้ และองค์ความรู้เดิมกับข้อมูลหรือสถานการณ์ที่ต้องการคำตอบ เพื่อให้เข้าใจต่อข้อมูล และสถานการณ์นั้นอย่างแจ่มชัด หรือ ที่เรียกว่า คำตอบของโจทย์ ต้องอาศัยหลักการหรือทฤษฎีเข้าช่วยในการพิจารณาภายใต้พื้นฐานของเหตุ และผลที่ถูกต้อง

6. ข้อสรุป และประโยชน์
ข้อสรุป คือ คำตอบของโจทย์ปัญหาที่ชัดเจน และสำคัญที่สุด เป็นคำตอบที่ได้จากการกลั่นกรองด้วยการวิเคราะห์ตามหลักเหตุ และผล แล้วสรุปลงมาให้สั้น กะทัดรัด และเข้าใจง่าย นอกจากนั้น ควรพิจารณาคำตอบนั้นว่า มีข้อดีข้อเสียอย่างไร จึงจะถือเป็นการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ดี

การทำนายอายตนะจากวันเกิด

วันอาทิตย์
คนเกิดวันอาทิตย์มักเป็นคนอาภัพที่ต้องพลัดพรากจากบิดา-มารดา โดยทั่วไปแล้ว คนเกิดวันนี้จะเป็นคนสื่อสัตย์ ทั้งต่อนาย และมิตรสหาย เป็นคนพูดจามีหางเสียง เจรจาชอบตามกาลเวลา มักพูดตรงไปตรงมา และเป็นวาจาสัตย์ เป็นผู้มีเมตตา มีความเฉลียวฉลาด รู้จักเข้าหาคนได้ง่าย ชอบการเป็นผู้นำ แต่มีนิสัยโกรธง่าย หายเร็ว ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันอังคาร

วันจันทร์
คนเกิดวันจันทร์มักห่างจากบิดา-มารดาเหมือนกับคนเกิดวันอาทิตย์ ต้องพึ่งตนเองตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปแล้วมีนิสัยชอบความสนุกสนาน แต่เป็นคนใจเข้มแข็ง ทำอะไรทำจริง มีความทระนงในตัวสูง ไม่ขอพึงคนอื่นโดยง่าย ชอบพูดจาเป็นหลักวิชาการ และรู้จักเจรจาชอบตามกาลเวลา ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันพฤหัสบดี

วันอังคาร
คนเกิดวันอังคารมักพรั่งพร้อมด้วยความรักจากบิดา-มารดา แต่อาจพบปัญหากับพี่น้อง โดยทั่วไปเป็นคนมีสติปัญญาดี เฉลียวฉลาด พูดจาอ่อนหวาน มักโกรธง่าย บันดาลโทสะง่าย เป็นคนชอบในกามารมณ์นัก ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันอาทิตย์

วันพุธ
คนเกิดวันพุธมักห่างเหินจากบิดา-มารดา โดยทั่วไปมีนิสัยด่วนร้อน ทำอะไรวู่วาม มีใจนักเลง โกรธง่าย มักพูดตรงไปตรงมา และพูดจาขวานผ่าซาก ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันศุกร์

วันพฤหัสบดี
คนเกิดวันพฤหัสบดีมักได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว และญาติมิตร โดยทั่วไปมีนิสัยอ่อนโยน พูดจาเป็นกำลังสำคัญ คือ รู้จักพูด รู้จักเจรจาให้เอาตัวรอดหรือนำพาชีวิตรุ่งเรืองเพราะการเจรจา แต่มักทำคุณกลับได้โทษ ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันจันทร์

วันศุกร์
คนเกิดวันศุกร์มักห่างเหินจากญาติมิตรในวัยเยาว์ ชีวิตมักลำบากเพราะพี่น้อง โดยทั่วไปมีนิสัยเอาแต่ใจตนเอง อยากได้สิ่งนั้นต้องให้ได้ คนอื่นว่ากล่าวว่าไม่ได้ มีทิฏฐิสูง มีความทระนงสูง ไม่ยอมใครง่ายๆ แต่หากเป็นคนช่างพูด ช่างเจรจา ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันพุธ

วันเสาร์
คนเกิดวันเสาร์มักมีปัญหากับญาติมิตร โดยทั่วไปเป็นคนนิสัยใจนักเลง ใจร้อนวู่วาม นักแน่น ทระนง โกรธง่าย ใครด่า ใครหยามไม่ได้ เป็นคนชอบในสิ่งที่ท้าทาย ชอบผจญภัย ชอบหาสิ่งแปลกใหม่ทำ มักมีใจสำราญเป็นนิจ พูดจาไม่ยั้งคิด แต่พูดคำตรงไปตรงมา ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันศุกร์

วันพุธกลางคืน (ราหู)
คนเกิดวันพุธตอนกลางคืน มักคล้ายคลึงทุกประการกับคนเกิดวันเสาร์

อายตนะ หมายถึง อะไร

กิเลส

อายตนะ หมายถึง เครื่องให้รู้ สิ่งที่ทำให้รับรู้ เหตุ หรือบ่อเกิด ซึ่งในที่นี้ หมายถึง เครื่องรู้หรือเหตุที่ทำให้เกิดการับรู้ คือ วิญญาณ

อายตนะ 12 อย่าง ประกอบด้วยอายตนะภายใน 6 อย่าง และอายตนะภายนอก 6 อย่าง ดังนี้
อายตนะภายใน 6 อย่าง
1. โสตายตนะ หมายถึง หู
2. จักขายตนะ หมายถึง ตา
3. ฆานะยตนะ หมายถึง จมูก
4. ชิวหายตนะ หมายถึง ลิ้น
5. กายายตนะ หมายถึง กาย
6. มนายตนะ หมายถึง ใจ

อายตนะภายนอก 6 อย่าง
1. รูปายตนะ หมายถึง รูป
2. สัททายตนะ หมายถึง เสียง
3. คันธายตนะ หมายถึง กลิ่น
4. รสยตนะ หมายถึง รส
5. โผฏฐัพพายตนะ หมายถึง สิ่งสัมผัสกาย
6. ธัมมายตนะ หมายถึง อารมณ์ที่เกิดกับใจ

ความสัมพันธ์ของอายตนะ 12 อย่าง หรือ 6 คู่
1. โสตายตนะ (หู) + รูปายตนะ (รูป) = โสตวิญญาณ (การได้ยิน อาทิ เสียงดัง เสียงไพเราะ)
2. จักขายตนะ (ตา) + สัททายตนะ (เสียง) = จักขุวิญญาณ (การเห็น อาทิ เห็นลักษณะรูปร่าง เห็นสีสัน)
3. ฆานะยตนะ (จมูก) + คันธายตนะ (กลิ่น) = ฆานวิญญาณ (การรับรู้กลิ่น อาทิ หอม เหม็น)
4. ชิวหายตนะ (ลิ้น) + รสยตนะ (รส) = ชิวหาวิญญาณ (การรู้รส อาทิ หวาน เค็ม เผ็ด)
5. กายายตนะ (กาย) + โผฏฐัพพายตนะ (สิ่งสัมผัสกาย) = กายวิญญาณ (รู้ในกายสัมผัส อาทิ ร้อน หนาว)
6. มนายตนะ (ใจ) + ธัมมายตนะ (อารมณ์ที่เกิดกับใจ) = มโนวิญญาณ (การนึกคิด อาทิ สงสาร โกรธ)

อายตนะแต่ละคู่ มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ประกอบขึ้นด้วยปัจจัยภายในหรือตัวเราเป็นที่ตั้ง คือ อายตนะภายในทั้ง 6 อย่าง ซึ่งแต่ละอย่างจะเกิดผัสสะ คือ ถูกกระทบ ด้วยอายตนะภายนอกทั้ง 6 อย่าง ที่ผ่านเข้ามา จนเกิดการรับรู้ คือ วิญญาณ ดังนั้น ผัสสะ ถือเป็นจุดเชื่อมของอายตนะภายใน และภายนอก เมื่อสัมผัสแล้วจึงทำให้เกิดวิญญาณ คือ การรับรู้ในสิ่งที่สัมผัส

อายตนะทั้ง 12 ถือเป็นองค์หนึ่งของขันธ์ 5 โดยแบ่งได้ 2 หมวด คือ
1. รูปธรรม ได้แก่ คู่อายตนะที่ 1-5
2. นามธรรม ได้แก่ คู่อายตนะที่ 6

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ หมวดภาวนา

1. ภาวนามัย (บุญอันเกิดจากการเจริญภาวนา)
ภาวนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการภาวนาจิตหรือขัดเกลาจิตให้มีสมาธิ ให้มีความสงบ และละซึ่งกิเลสแห่งโมหะ (ความหลง) ทั้งหลาย พร้อมส่งเสริมให้จิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในคลองธรรมทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

2. ธัมมัสสวนมัย (บุญอันเกิดจากการฟังธรรม)
ธัมมัสสวนมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรับฟังธรรม อันก่อให้เกิดปัญญา และทางรู้แจ้งแก่ตน ยังตนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันงาม สามารถละหรือลดซึ่งกิเลสทั้งปวง

3. ธัมมเทสนามัย (บุญอันเกิดจากการแสดงธรรม)
ธัมมเทสนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการแสดงหรือการสอนธรรมให้แก่ผู้อื่น สามารถเจริญธรรมนี้ทั้งที่เป็นสงฆ์หรือฆราวาส สงฆ์แสดงธรรมแก่ปุถุชนผู้รักษาศีล 5 และศีล 8 ฆราวาสแสดงหรือสอนธรรมแก่ผู้เยาว์ ทั้งนักเรียนหรือลูกหลานของตน ธรรมที่แสดงนั้น ย่อมส่งผลให้ผู้ฟังรู้แจ้ง หรือเข้าใจในธรรม และพร้อมที่จะลุซึ่งความทุกข์ได้ ผู้ที่แสดงธรรมนั้น ย่อมได้รับผลบุญที่ยังให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์

4. ทิฏฐุชุกรรม (บุญอันเกิดจากการทำความเห็นให้ตรง)
ทิฏฐุชุกรรม แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักคิด วิเคราะห์ด้วยจิตอันเป็นกุศล จิตเห็นพ้องในธรรม ภายใต้พื้นฐานของเหตุ และผลที่เป็นจริง

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ หมวดศีล

1. สีลมัย (บุญอันเกิดจากการรักษาศีล)
สีลมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล การตั้งมั่นอยู่ในศีล หรือประพฤติดี รู้จักประพฤติตน และควบคุมตนให้อยู่ในความปกติในธรรม เพื่อละซึ่งโทสะ (ความโกรธ) และโลภะ (ความโลภ) ปราศจากการกระทำด้วยกาย และวาจาอันผิดต่อคันรองคลองธรรม

2. อปจายนมัย (บุญอันเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตน)
อปจายนมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ และความเคารพ ทั้งต่อผู้ใหญ่ หัวหน้า ครูบาอาจารย์ บิดา-มารดา และผู้ทรงศีลทั้งปวง ซึ่งเป็นการลดซึ่งฐิติ และความเห็นผิดของตนให้น้อยลง

3. เวยยาวัจจมัย (บุญอันเกิดจากการขวนขวายในกิจโดยชอบ)
เวยยาวัจจมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากความเพียรในการแสวงหาประโยชน์แก่ตน และผู้อื่นโดยชอบ ด้วยการดำเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยสุจริต และตามคันรองคลองธรรม

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ หมวดทาน

1. ทานมัย (บุญอันเกิดจากการให้ทาน)
ทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการให้ทาน คือ บุญที่มาจาการสละซึ่งทรัพย์ สิ่งของ ความรู้ อวัยวะหรือชีวิตของตนให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากทุกข์ เมื่อเขาลดหรือพ้นจากทุกข์แล้ว ย่อมยังให้กุศลที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นมาถึงตนด้วยเช่นกัน ประกอบกับจิตขณะให้ทานนั้น ประกอบขึ้นด้วยการละซึ่งความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว ย่อมยังผลแห่งจิตที่ละแล้วซึ่งกิเลสนั้น กลายเป็นส่วนบุญมายังตนเช่นกัน

2. ปัตติทานมัย (บุญอันเกิดจากการอุทิศ และร่วมอุทิศ)
ปัตติทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการตั้งจิตอุทิศส่วนบุญหรือผลกรรมที่ตนได้ทำมาให้แก่ผู้อื่น ผู้ที่มีบุพการี หรือสรรพสิ่งทั้งปวง และยังรวมหมายถึงจิตที่เกิดจากการยินดีที่ผู้อื่นที่ได้ร่วมทำกุศลหรืออุทิศกุศลนั้นๆ จิตที่เต็มเปี่ยมด้วยการตั้งมั่นในการอุทิศนี้ ย่อมมาจากจิตอันบริสุทธิ์ และเป็นจิตที่เกิดจากกุศล ดังนั้น บุญกุศลที่เกิดแต่จิตแห่งการอุทิศนี้จึงยังผลมาสู่ตนด้วยเช่นกัน

3. ปัตตานุโมทนามัย (บุญอันเกิดจากการอนุโมทนา)
ปัตตานุโมทนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการตั้งจิตอนุโมทนาต่อความดีที่ผู้อื่นได้กระทำ จิตที่มีจิตอนุโมทนานี้ ย่อมเกิดจากจิตที่บริสุทธิ์ และเห็นชอบกับความดีของผู้อื่น จึงยังจิตให้เกิดแต่ความสงบ และความยินดีในกุศลนั้นๆ กุศลนั้นจึงเกิดแก่ตนด้วยเช่นกัน

ภาวนามัย

ภาวนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 3 เป็นบุญสำเร็จด้วยการภาวนา คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญด้วยสมาธิและปัญญา อาทิ การสวดมนต์ การฝึกสมาธิ การเจริญจิตให้มีสติอยู่เสมอ “ภาวนา” แปลว่า ทำให้เจริญ คือ ทำให้สภาพทางจิตใจมีความพร้อมในการรับรู้ การจำ การคิดวิเคราะห์ และการเห็นแจ้ง พร้อมมั่นฝึกพัฒนาจิตด้วยการภาวนาอยู่เป็นนิจ

ภาวนา

ประเภทของภาวนา
1. โลกียภาวนา คือ การภาวนาเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ในระดับการเข้าฌานสมาบัติที่ยังไม่ถึงฌานวิปัสสนา
2. โลกุตตรภาวนา คือ การภาวนาเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ในระดับการเข้าฌานวิปัสสนาเพื่อให้จิตเกิดความรู้แจ้ง เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน โดยเริ่มจากการเจริญสมถภาวนา เพื่อให้จิตใจตั้งมั่น แล้วใช้จิตพิจารณาความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา จนรู้แจ้งในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง คือ การเข้าสู่พระนิพพาน หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร

จุดมุ่งหมายของภาวนา
1. การมุ่งพัฒนาจิตใจ (จิตตภาวนา) จากจิตที่เกิดการภาวนาทำให้จิตมีสมาธิ จิตใจสงบ จิตละหรือลดซึ่งกิเลสทั้งปวง
2. การมุ่งพัฒนาปัญญา (ปัญญาภาวนา)
หลังจากการเจริญภาวนาแล้ว ย่อมพร้อมที่จะใช้ปัญญาในการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้รู้แจ้งในสิ่งต่างๆ รู้เห็นเหตุ และผล รู้เห็นความจริง และมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งปวง ที่เกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งหลาย เหล่านี้ จึงเรียกว่า การเกิดปัญญา

การภาวนา เป็นกุศลกรรมที่ช่วยกำจัดโมหะ คือ ความหลง และอวิชชา คือ ความไม่รู้ทั้งปวง ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ ภาวนาเมื่อทำแล้ว ย่อมได้บุญกุศล และมีความสุข เพราะในเบื้องต้นทำให้กิเลส คือ โมหะ สงบลงได้ และในเบื้องปลาย คือ ช่วยขจัดอวิชชา คือ ความไม่รู้ พร้อมนำปัญญามาให้แก่ตนได้

เมื่อจิตเกิดการภาวนาแล้ว ในทางพระพุทธศาสนา ย่อมเกิดอานิสงส์ หรือ มีผลแห่งกุศลกรรม 5 ประการ คือ
1) เป็นผู้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คล้อยตามอารมณ์แห่งความหลง
2) เป็นผู้มีจิตใจร่าเริง แจ่มใส และพร้อมที่จะรับรู้ รับเอาสิ่งใหม่เข้ามาในชีวิต
3) เป็นผู้มีจิตใจเมตตา โอบอ้อมอารีย์ จิตมีความสงบ และสุขุม
4) เป็นผู้มีความพร้อมในการดำเนินชีวิต และปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมบนพื้นฐานศีลธรรมอันงาม
5) เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้ รู้จักเหตุ และผล