ทิศ6 ทิศเบื้อล่าง (บริวารหรือผู้รับใช้)

ทิศ6 ทิศเบื้อล่าง (บริวารหรือผู้รับใช้)

โลกธรรม

ทิศเบื้อล่าง คือ ผู้ที่เป็นบริวารที่คอยรับใช้หรือทำกิจให้เรา รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของเราด้วยเช่นกัน บริวารเหล่านี้ ได้แก่ ผู้รับใช้ คนงาน ผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่า เป็นต้น ดังนั้น บุคคลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นผู้ ที่อยู่ด้านล่างภายใต้การปกครองหรือการบังคับบัญชาของเรา

ทิศเบื้องล่างมีอุปการะต่อเรา คือ
1. เป็นผู้คอยช่วยเหลือกิจการงาน
2. เป็นผู้แสวงหาทรัพย์ และลาภมาสู่ตน
3. ปกป้อง คุ้มภัยให้แก่ตน
4. คอยดูแลทรัพย์สินให้แก่ตน

แนวทางปฏิบัติของผู้นำต่อทิศเบื้องล่าง
1. จัดการงานให้เหมาะสมแก่คน และแก่งาน
2. ให้ความเป็นธรรมแก่บริวารทั้งปวง
3. มอบค่าตอบแทนด้วยความเป็นธรรม
4. มอบอาหาร และน้ำดื่มอย่างสม่ำเสมอ
5. ให้รางวัลเพื่อเป็นกำลังใจเป็นนิจ
6. ไม่เอารัดเอาเปรียบในทุกด้าน
7. รักษาพยาบาลเมื่อเกิดยามเจ็บไข้

ทิศ6 ทิศเบื้องซ้าย (มิตรสหาย)

ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตรสหายทั้งที่เป็นมิตรสหายร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือ มิตรสหายในการงาน บุคคลเหล่านี้เป็นผู้คอยช่วยเหลือในยามประสบปัญหา และอุปสรรค คอยช่วยเหลือเกื้อกูล ดึงรั้งมือให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น

การเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เรียกว่า กัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่มีความรัก ความหวังดี ไม่หวังร้ายหมายมั่นบีบคั้นอาฆาต มีแต่หวังตั้งความปรารถนาให้มีแต่ความสุขความเจริญ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย เพื่อนเป็นผู้ช่วยขวนขวายในกิจการทั้งปวง ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย ย่อมช่วยให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคภยันตราย เพื่อนก็คอยให้ความช่วยเหลือไม่หลบหนี ช่วยผ่อนปรนแก้หนักให้เป็นเบา ช่วยปลอบโยนยามเศร้าหมอง ช่วยดูแลรักษาเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย คอยให้กำลังใจ เป็นต้น ดังนั้นความเป็นเพื่อนในทิศ 6 ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย ถึงปฏิบัติต่อ มิตรสหาย ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องซ้าย ดังนี้

1. เผื่อแผ่แบ่งปัน
2. พูดจามีน้ำใจ
3. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
4. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
5. ซื่อสัตย์จริงใจ

มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน
2. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
3. ในคราวที่มีภัย เพื่อนเป็นที่พึ่งได้
4. ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ยาก
5. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของเพื่อน

 

ทิศ6 ทิศเบื้องหลัง (บุตร ภรรยา และสามี)

ทิศเบื้องหลัง คือ บุตร ผู้เป็นทาญาติสืบสายโลหิต และภรรยา และสามี ผู้เป็นคู่ชีวิต บุคคลเหล่านี้ เป็นคนสำคัญที่คอยให้การสนับสนุน คอยส่งเสริม และให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง นอกจากนั้น ยังหมายรวมถึงบุคคลที่อยู่ในทิศอื่นๆที่มิใช่บุตร ภรรยา และสามี แต่ปฏิบัติตนคอยอุปการะเสมือนเป็นบุตร ภรรยาหรือสามี อาทิ ปู่ย่า ตายาย คูบาอาจารย์ เป็นต้น

ทิศเบื้องหลังผู้เป็นภรรยาที่มีอุปการะต่อเรา และควรปฏิบัติต่อเรา คือ
1. ไม่ประพฤตินอกใจ
2.ไม่ดูหมิ่นในวงศ์ตระกูลของสามี
3. จัดการงานเรือนให้ครบพร้อม
4. ต้อนรับขับสู้ญาติมิตรแขกเรื่อ
5. ช่วยรักษาทรัพย์ของสามีให้คงอยู่
6. ช่วยแบ่งเบาภาระในการงาน
7. คอยให้การสนับสนุน และเป็นกำลังใจ

ทิศเบื้องหลังผู้เป็นสามีที่มีอุปการะต่อเรา และควรปฏิบัติต่อเรา คือ
1. ไม่ประพฤตินอกใจ
2. เป็นผู้นำ และเสาหลักของครอบครัว ทั้งในการหาทรัพย์ และเลี้ยงดูครอบครัว
3. ไม่ดูหมิ่นในวงศ์ตระกูลของสามี
4. ปกป้องเราเมื่อยามมีภัย
5. นำเราไปสู่ความเจริญ
6. คอยเป็นกำลังใจ และส่งเสริมในกิจการงานที่ดี
7. มอบความรัก และมอบเครื่องอาภรตามวาระโอกาส

ทิศเบื้องหลังผู้เป็นบุตรที่มีอุปการะต่อเรา และควรปฏิบิติต่อเรา คือ
1. สืบทอดสายเลือด และดำรงวงศ์ตระกูลให้คงอยู่
2. ดูแลเราในยามแก่เฒ่า
3. ช่วยในกิจการงานให้รุ่งเรือง
4. ช่วยแบ่งเบาภาระในงานเรือน
5. เป็นดวงใจคอยประสานแก่บิดามารดา

 

ทิศ6 เบื้องขวา (ครูบาอาจารย์)

ทิศเบื้องขวา คือ ครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้สอนหนังสือวิชาในวัยเรียน นอกจากนั้น ยังหมายรวมถึงบุคคลต่างๆที่คอยสอน คอยอบรม ให้ความรู้แก่เราที่มิใช่ผู้สอนในห้องเรียนด้วยเช่นกัน

ครูอาจารย์

ทิศเบื้องขวาอุปการะต่อเรา คือ
1. ฝึกฝนให้เป็นคนดี ไม่ประพฤติในความชั่ว
2. อบรม สอนวิชาให้รู้แจ้ง
3. ให้วิชา และแนะแนวทางดำเนินชีวิต
4. ยกย่องเมื่อเป็นเลิศในวิชาแก่หมู่ชน

แนวทางปฏิบัติต่อทิศเบื้องขวา
1. ให้ความเคารพต่อครูบาอาจารย์
2. เชื่อฟังในคำสอน
3. คอยช่วยกิจการงานสอน
4. บำรุงท่าน บำรุงสถานศึกษาตามโอกาส

ทิศ6 ทิศเบื้องหน้า

ทิศเบื้องหน้า

ทิศเบื้องหน้า (บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย)
ทิศเบื้องหน้า ในตำราแต่ก่อนระบุเพียงบิดามารดาผู้ที่ให้กำเนิด และเลี้ยงดูส่งเสียเรามาจนเติบใหญ่ แต่ในความจริงแล้วทิศเบื้องหน้ายังหมายถึงบุคคลอื่นที่คอยอุปการะเลี้ยงดูเราให้เติบใหญ่ นั่นหมายความรวมถึงปู่ย่า ตายายหรือบุคคลอื่นที่เป็นญาติเราด้วยเช่นกัน เพราะสังคมปัจจุบันนี้ ทิศเบื้องหน้าที่เป็นบิดามารดาอาจไม่ใช่ผู้ที่คอยเลี้ยงดูส่งเสียเราให้เติบใหญ่ก็ได้ ดังนั้นแล้ว ผู้ที่มีอุปการะต่อการเลี้ยงดูส่งเสียเราจึงจัดเป็นผู้ที่อยู่ในทิศเบื้องหน้าด้วยเช่นกัน

ทิศเบื้องหน้ามีอุปการะต่อเรา คือ
1. เลี้ยงดูให้เติบใหญ่
2. อบรมสั่งสอนไม่ให้ประพฤติชั่ว
3. อบรมสั่งสอนให้กระทำแต่ความดี
4. อบรมให้ความรู้ ให้ปัญญา
5. อุปการะทรัพย์สิน เงินทอง
6. ส่งเสียให้สำเร็จการศึกษา
7. หาคู่ครองอันเหมาะสมให้ (ข้อนี้ปัจจุบันมีบทบาทน้อยมาก เพราะส่วนมากเป็นการตัดสินใจของคู่สามีภรรยากันเอง)

แนวทางปฏิบัติต่อทิศเบื้องหน้า
1. พึงอุปการะเลี้ยงดูท่านเมื่อยามแก่เฒ่า
2. ดำเนินในกุศลธรรม และอุทิศส่วนบุญให้แก่ท่านเมื่อล่วงลับไปแล้ว
3. ช่วยกิจการงานของท่านอย่างมั่นเพียร
4. ประพฤติตน และดำรงอยู่ในศีลธรรมอันงาม รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอยู่เป็นนิจ
5. ใช้ทรัพย์ที่ท่านมอบให้อย่างรู้เห็นคุณค่า

สังโยชน์ 10 หรือ กิเลส 10

1. สังกายทิฏฐิ คือ การยึดมั่นในร่างกายว่าเป็นของตน ไม่มีวันดับหาย
2. วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ คือ เห็นผิด เชื่อผิด เชื่อในหลักการอื่นที่ไม่มีเหตุ และผล
3. สีลัพพตปรามาส คือ การสำคัญผิดหรือประพฤติในศีล
4. กามราคะ คือ การยึดมั่นในกามารมณ์ คือ ความต้องการของตน เป็นโลภะ คือ ความโลภ
5. ปฏิฆะ คือ ความขุ่นเคือง แสดงพยาบาท เป็นโทสะ คือ ความโกรธ
6. รูปราคะ คือ ยึดมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เป็นโมหะ คือ ความหลง
7. อรูปราคะ คือ ยึดมั่นในสิ่งไม่มีรูป เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ เช่น คำสรรเสริญ ความรัก อารมณ์ปรารถนาของตน เป็นต้น (กำหนดละโดยใช้อุเบกขา แห่งพรหมวิหาร 4)
8. มานะ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในนามสมมุติที่เขาตั้งให้ (ตำรวจ ครู) และสำคัญตนว่าดีกว่า ต่ำกว่า หรือแตกต่างจากเขาอย่างไร
9. อุทธัจจะ คือ มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ
10. อวิชชา คือ ความไม่รู้ความจริงอันประเสริฐ คือ อริยสัจ 4

ลำดับฌานแห่งการบรรลุ
1. โสดาบัน คือ ผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์ในข้อ 1- 3 เพียงครั้งเดียว แต่ยังไม่บรรลุฌานอื่นที่สูงกว่า ผู้บรรลุฌานนี้ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ
2. สกิทาคามี คือ ผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์ในข้อ 1- 3 ด้วยการสั่งสมในชาติเดียวหรือหลายชาติ จนเกือบละแล้วซึ่งราคะ โทสะ โมหะ แต่ยังไม่บรรลุฌานอื่นที่สูงกว่า ผู้บรรลุฌานนี้ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ
3. อนาคามี คือ ผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์ในข้อ 1 – 5 ผู้บรรลุฌานนี้ ด้วยการสั่งสมในชาติเดียวหรือหลายชาติ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ ทั้งนี้ ระดับอนาคามีต่างจากระดับสกิทาคามีในเพียงข้อ 4 และ5 ซึ่งผู้ที่ละแล้วซึ่งข้อ 4 มักเป็นผู้สละแล้วซึ่งการครองเรือน คือ ออกบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา
4. อรหันต์ คือ ผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ เรียกว่า บรรลุอรหันต์หรือเข้าสู่พระนิพพาน ผู้บรรลุฌานนี้ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ

โทสะกิเลส

โทสะกิเลส หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตเกิดความขุ่นเคือง เกิดความแค้นเคืองต่อสิ่งที่มากระทบต่อจิตนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การระบายซึ่งโทสะออกมาเป็นพฤติกรรมอันรุนแรง

ประเภทของโทสะ
1. อสังขาริก คือ โทสะที่เกิดขึ้นเพราะตนเอง
2. สสังขาริก คือ โทสะที่มีผู้อื่นเป็นเหตุหรือยุยงให้เกิด

กิเลสอื่นๆที่เป็นโทสะกิเลส
– อรติ คือ เกิดการไม่ชอบ
– ปฏิฆะ คือ เกิดการขัดใจ
– โกธะ คือ เกิดการโกรธ
– พยาบาท คือ เกิดการอาฆาต
– ฯลฯ

การประพฤติตามโทสะ
1. กายกรรม 2 ทาง คือ
– ปาณาติบาต คือ ยังให้ชีวิตผู้อื่นดับ
– อทินนาทาน คือ ลักขโมยทรัพย์ของผู้อื่น
2. วจีกรรมมี 4 อย่าง คือ
– มุสาวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– ปิสุณวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– สัมผัปปลาปวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– ผรุสวาท คือ การกล่าวด้วยคำหยาบ
3. มโนกรรม คือ การเกิดความพยาบาท อาฆาตแค้นในจิตใจ

โทษของโทสะนี้ รุนแรงนัก เพราะหากเกิดโทสะโดยมิได้ควบคุมอารมณ์ให้อยู่แล้ว ก็ย่อมที่ระบายหรือแสดงออกซึ่งโทสะนั้นออกมาทางกาย คือ การทำร้าย การทุบตีข้าวของ ออกมาทางวาจา คือ การกล่าวคำหยาบที่ผู้อื่นฟังไม่รื่นหู เป็นต้น

วิธีกำจัดกิเลส
วิธีกำจัดกิเลสที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ คือ การยังตนให้อยู่ในไตรสิกขา 3 คือ
1. ศีล คือ การรักษาศีล
2. สมาธิ คือ การตั้งจิตให้สงบ
3. ปัญญา คือ การยังจิตให้รู้แจ้ง

โลภะกิเลส

โลภะกิเลส หมายถึง กิเลสที่ทำให้เกิดทะยานอยากในสิ่งต่างๆอันทวารทั้ง 5 สัมผัสได้ และความอยากในจิตของตนที่ปรุงแต่งขึ้น ซึ่งความอยากนี้เป็นเหตุให้จิตเกิดการดิ้นรน และแสวงหาเพื่อมาสนองต่อความอยากของตน ประกอบด้วย
1. กามโลภะ หมายถึง ความอยากในกาม คือ ความอยากที่จะสนองต่อทวารทั้ง 5 สัมผัสได้ คือ มีรูปสัมผัสด้วยตา มีเสียงสัมผัสด้วยหู มีกลิ่นสัมผัสด้วยจมูก มีรสสัมผัสด้วยลิ้น และกายสัมผัสด้วยการจับต้อง
2. ภวโลภะ หมายถึง ความอยากในภพ คือ อยากเป็นอย่างนี้ อยากมีอย่างนี้ เป็นรูปที่จิตตนปรุงแต่งขึ้น
3. วิภวโลภะ หมายถึง ความอยากในวิภพ คือ ไม่อยากเป็นอย่างนี้ ไม่อยากมีอย่างนี้ เป็นรูปที่จิตตนปรุงแต่งขึ้นเช่นกัน

อนึ่งท่านผู้รู้กล่าวว่า โลภะกิเลส นั้น ให้ความหมายเหมือนกับคำว่า ตัณหา และ ราคะ และสามคำนี้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน คือ เป็นความทะยานอยากแห่งจิต

กิเลสอื่นๆที่เป็นโลภะกิเลส
– รติ คือ ความยินดี
– อิจฉา คือ ความปรารถนา
– มหิจฉา คือ ความมักมาก
– ปาปิจฉา คือ ความปราถนาที่จะประพฤติผิดศีลธรรม
– ฯลฯ

การประพฤติที่เกิดตามโลภะ
1. กายกรรม 2 ทาง คือ
– อทินนาทาน ด้วยการลักทรัพย์
– กาเมสุมิจฉาจาร ด้วยการล่วงในกามต่อหญิงต้องห้าม และชายต้องห้าม
2. วจีกรรม 3 ทาง คือ
– มุสาวาท ด้วยการพูดโกหก ไม่เป็นความจริง
– ปิสุณวาท ด้วยการพูดส่อเสียดหรือพูดยุยงให้ผู้อื่นแตกสามัคคีกัน
– สัมผัปปลาปวาท ด้วยการพูดเพ้อเจ้อทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
3. มโนกรรม 2 ทาง คือ
– อภิชฌา ด้วยการคิดยินดีหรือพอใจในสิ่งต่างๆ
– มิจฉาทิฏฐิ ด้วยความเห็นผิดไปจากหลักแห่งเหตุ และผล

โลภะ คือ ความอยากนี้ มักมีโทษนัก เพราะเมื่อจิตมีความอยากแล้วก็มักที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านั้นมาสนองต่อความอยากที่ตนมีให้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การประพฤติอันผิดต่อศีลธรรมตามมา เช่น การปล้นจี้เพื่อขู่เอาทรัพย์จากผู้อื่น เป็นต้น

อทินนาทานา

ประเภทอทินนาทานา
1. โจรกรรม
โจรกรรม หมายถึง กิริยาถือเอาทรัพย์สินที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ด้วยอาการเป็นโจร 14 ลักษณะ ดังนี้

1) ลัก คือ การถือเอาทรัพย์ผู้อื่นเมื่อลับหลังที่เจ้าของไม่อยู่

2) ฉก คือ การถือเอาทรัพย์ต่อหน้าเจ้าของทรัพย์ที่เจ้าของไม่ยินยอม
3) กรรโชก คือ การขู่ด้วยวาจาหรือใช้กำลังให้เจ้าของทรัพย์กลัว เพื่อมอบทรัพย์ให้
4) ปล้น คือ การใช้อาวุธหรือเครื่องประหารทำให้เจ้าของทรัพย์กลัว เพื่อมอบทรัพย์ให้ ทั้งกระทำเพียงคนเดียวหรือกระทำเป็นหมู่คณะ
5) ตู่ คือ การกล่าวอ้างว่าทรัพย์ของคนอื่นเป็นของตน
6) ฉ้อ คือ การใช้อุบายเป็นขั้นตอนที่ทำให้เจ้าทรัพย์ตามไม่ทัน เพื่อมอบทรัพย์ให้
7) หลอก คือ การแต่งเรื่องที่ไม่ใช่ความจริงจนเจ้าของทรัพย์หลงเชื่อเพื่อมอบทรัพย์ให้
8) ลวง คือ การใช้ทรัพย์หรือสิ่งของที่มีค่าน้อยกว่าในการแลกเปลี่ยนกับทรัพย์ของผู้อื่นที่มีค่ามากกว่า ด้วยการหลอกให้เชื่อว่าทรัพย์นั้นมีค่าเท่ากันหรือมากกว่า

9) ปลอม คือ การใช้ทรัพย์หรือสิ่งของที่ไม่ใช่ของแท้ในการแลกเปลี่ยน การจำหน่ายจนได้ทรัพย์ที่มีค่ามากกว่าให้แก่ตน
10) ตระบัด คือ การไม่รักษาคำมั่นสัญญาเพื่อให้ทรัพย์ผู้อื่นอยู่กับตนเอง
11) เบียดบัง คือ การปิดบังทรัพย์ของผู้อื่น จนเจ้าของหมดอาลัยแล้วถือเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง
12) สับเปลี่ยน คือ การนำทรัพย์หรือสิ่งของที่มีค่าน้อยกว่าสับเปลี่ยนกับทรัพย์ผู้อื่นที่มีค่ามากกว่า หรือเพียงเพื่อต้องการทรัพย์นั้นมาเพราะความคล้ายคลึงกัน
13) ลักลอบ คือ การทำให้เกิดทรัพย์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน ด้วยการหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือกฎระเบียบ เช่น การนำเข้าสินค้าหนีภาษี
14) ยักยอก คือ การนำทรัพย์สินส่วนรวมมาเป็นทรัพย์ของตนเอง ด้วยการใช้อำนาจ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน

ทั้งนี้ การกระทำเพียงข้อใดข้อหนึ่งจากทั้ง 14 ข้อ ถือเป็นโจรกรรมที่ลุซึ่งอทินนาทานาได้โดยง่าย

2. อนุโลมโจรกรรม
อนุโลมโจรกรรม หมายถึง การกระทำที่ส่งเสริมโจรกรรมอันผิดต่อศีลธรรมอันดีงาม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1) สมโจร คือ การส่งเสริมให้คนอื่นลักทรัพย์เพื่อตนจะได้ทรัพย์นั้นหรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์นั้น ด้วยการขอหรือซื้อต่อ

2) ปอกลอก คือ การคบหาหรือตีสนิทเพื่อหวังในทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่จริงใจ
3) รับสินบน คือ การรับเอาทรัพย์สินจากคนอื่น เพราะเขามอบให้เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเหลือเขา

3. ฉายาโจรกรรม
ฉายาโจรกรรม หมายถึง การกระทำเพื่อทำทรัพย์สินของผู้อื่นเสื่อม โดยหวังเพื่อให้ตกเป็นของตนเอง และการหยิบเอาทรัพย์สินของคนอื่น เพียงเพราะนึกไปเพียงฝ่ายเดียวว่าเจ้าของจะไม่ว่าอะไร แบ่งเป็น
1) ผลาญ คือ การทำให้ทรัพย์ผู้อื่นเสื่อมหรือสูญหาย เพื่อหวังให้ตกมาเป็นของตน
2) หยิบฉวย คือ การถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น โดยนึกว่าเจ้าของทรัพย์จะไม่ว่าอะไร

%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c

ทักษะและขั้นตอนสำหรับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

ทักษะสำหรับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

1. การตั้งประเด็นปัญหา
การตั้งประเด็นปัญหา เป็นพื้นฐานขั้นแรกที่นำไปสู่ข้อสรุป คือ ต้องรู้จักสงสัย และตั้งโจทย์ขึ้นมาก่อน

2. การรวบรวมข้อมูล
การรวบรวมข้อมูล คือ การเสาะแสวงหาข้อมูลทั้งที่เป็นหนังสือ เอกสารตีพิมพ์ การสัมภาษณ์ เป็นต้น เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณา

3. การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาใช้ประกอบพิจารณาในหลักการ และความเป็นไปได้ ด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลกับเนื้อหาหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4. การสังเคราะห์
การสังเคราะห์ เป็นการแยกแยะผลของการวิเคราะห์ ว่าอะไรคือเหตุ และอะไรคือผล ส่วนใดน่าเชื่อถือ ส่วนใดควรตัดออก

5. การประเมินข้อมูล
การประเมินข้อมูล เป็นการตัดสินใจ และเลือกประเด็นที่ได้จากการสังเคราะห์ เพื่อให้เกิดความกระชับ และชัดเจน

ขั้นตอนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1. การตั้งสมมติฐานหรือการตั้งคำถาม
เป็นการตั้งคำถามต่อข้อสงสัยของตน ซึ่งอาจเป็นประโยคบอกเล่า เช่น ปลาออกลูกเป็นตัว หรือ การตั้งเป็นประโยคคำถาม เช่น ปลาออกหรือเป็นตัวหรือไม่ คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร เป็นต้น การตั้งประเด็นคำถามนี้ เกิดได้ทั้งจากสถานการณ์ที่ที่เกิดขึ้น หรือ จากข้อมูลที่ได้อ่าน ได้ฟัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มของกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

2. การรวบรวม และสืบหาข้อมูล
การรวบรวมข้อมูล เป็นการแสวงหาข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ผู้รวบรวมจะต้องคัดเลือกข้อมูลให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนค้นหาเป็นหลัก ข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่
– หนังสือตำราเรียน
– หนังสืองานวิจัย
– การสัมภาษณ์บุคคล
– ข่าวสารจากโทรทัศน์ หรือวิทยุ
– สื่อออนไลน์ เช่น เนื้อหาในเว็บไซต์ วีดีโอบนเว็บไซต์ เป็นต้น

3. การจัดระเบียบหมวดหมู่ของข้อมูล
หลังจากที่ได้ข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกันแล้ว ข้อมูลเหล่านี้อาจมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องน้อย เกี่ยวข้องมาก เนื้อหามีความชัดเจน หรือ ไม่ชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องคัดเลือกข้อมูลที่สำคัญไว้ และจัดกลุ่มข้อมูลเป็นหมวดๆ เพื่อให้สามารถนำไปประกอบการพิจารณาได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และรวดเร็ว โดยในขั้นนี้ จำเป็นต้องใช้ความรู้เดิมช่วยในการพิจารณา ซึ่งเป็นทั้งการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ร่วมกัน

4. การวิเคราะห์ การเปรียบเทียบ และการทดสอบ
หลังจากที่ได้ข้อมูลเป็นหมวดหมู่หรือได้ข้อมูลที่สำคัญแล้ว จะเป็นการพิจารณา และวิเคราะห์สิ่งที่เราต้องการคำตอบด้วยการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ มาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ เพื่อให้รู้ข้อเท็จจริง ให้รู้ถึงเหตุ และผลของสิ่งที่เราค้นหา นอกจากนั้นแล้ว เพื่อความแน่ใจ และชัดเจน อาจต้องทำการทดสอบหรือลองปฏิบัติดู

5. การสังเคราะห์ข้อมูล
เมื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละส่วนที่สัมพันธ์กันแล้ว ก็จะได้สิ่งที่เรียกว่า ประเด็นสัมพันธ์ หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกันอันถูกต้อง และชัดเจน ซึ่งอาจเกิดได้ในหลายๆประเด็นที่เป็นไปได้ ดังนั้น จึงต้องทำการสังเคราะห์เพิ่มเติมว่า ประเด็นใดมีความน่าเชื่อถือที่สุด ประเด็นใดมีความน่าเชื่อถือน้อย พร้อมเรียงลำดับให้ชัดเจน และคัดเลือกประเด็นที่สำคัญที่สุด

6. การสรุปผล
หลังจากที่ได้ประเด็นที่น่าเชื่อถือหรือสำคัญที่สุดแล้ว จึงนำประเด็นนั้น มาเป็นคำตอบของโจทย์ที่เราตั้งไว้ พร้อมกับอธิบายความสัมพันธ์อย่างมีเหตุ และผล