การรักษาศีล

             การรักษาศีลเป็นสิ่งที่จำทำให้จิตใจเกิดความสงบ เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยเกิดสิ่งที่ดีงาม เพราะศีลทำให้กามศีลเป็นเครื่องรักษากายวาจาใจให้ไปสู่ทิศทางที่ดีงาม ไม่ใช่เกิดกรรมเวรภัย

              การรักษาศีลย่อมทำให้เกิดประโยชน์อานิสงส์ เช่นถ้าหากว่าเป็นฆราวาสจะต้องมีการรักษาศีล เช่นการรักษาศีล5 ศีล8 ศีล10 หรือศีล 227 อย่างพระภิกษุสงฆ์ที่มาในพระปาฏิโมกข์ การที่จะรักษาสิ่งใดก็ต้องใช้ปัญญาระดับเบื้องต้นแรกหรือขั้นพื้นฐาน ต้องศึกษาสิ่งให้เข้าใจให้ดีก่อนทั้งรู้วิธีการรักษาศีลให้ถูกต้องว่าศีลแต่ละข้อจะรักษาให้มีความสมบูรณ์และบริสุทธิ์ได้อย่างไร มิใช่พูดว่าจะต้องรักษาศีลอย่างนั้นอย่างนี้ ดังในพิธีอย่างพระก่อนอื่นจะต้องมีพิธีการจุดธูปเทียน กราบพระรัตนตรัยอาราธนาศีล เรียงลำดับตามประเพณีที่เราเคยทำมา เพราะอุบายในการรักษาศีลแต่ละข้อนั้นมีอุบายในการรักษาศีลแตกต่างกัน ฉะนั้นเราจะต้องรับใช้ปัญญาในการพิจารณาในการรักษาศีลทุกขั้นตอน ฆราวาสก็ต้องมีปัญญารักษาศีลของฆราวาส เณรก็ต้องมีปัญญารักษาสิ่งของตนเองเช่นกัน ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ขาดตกบกพร่องเศร้าหมองโดยไม่รู้ตัว ถ้ามีปัญญาในการรักษาศีลอยู่ ความบริสุทธิ์ในศีลจะมีอยู่ที่กายวาจาใจของเราตลอดไป จะแสดงบ่งบอกให้เห็น

                คนที่มีศีลจะมีนิสัยลักษณะแตกต่างกับผู้ที่ไม่มี สิ่งที่คิดจะทำอะไรอย่างไรก็ไม่มีข้อบังคับห้ามตนเองได้ ขาดการควบคุมจิตใจตน ทำอะไรตามอำเภอใจ บางครั้งเป็นคนลุอำนาจตนอาจแสดงอาการเกรี้ยวกราดต่างๆนานาออกมาได้ เมื่อเจออะไรนิดหน่อยก็โวยวายเดือดร้อนลุกเป็นไฟ ขาดการควบคุมสติของตนเองหรือบางครั้งทะเลาะวิวาทกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง สิ่งทั้งหมดเป็นปริยัติจะต้องใช้ปัญญาในการศึกษาให้เข้าใจดีก่อน เพราะเป็นสิ่งจะนำบังคับจิตใจตน ก่อนอื่นจะต้องหัดดับจิตใจตนให้อ่อนตามศีลนั้น ไม่ลุอำนาจแก่ความอยาก มองเห็นภัยเห็นโทษที่เกิดขึ้นอานิสงส์ที่จะได้รับจิตจึงจะได้เป็นสัมมาทิฏฐิเกิดปัญญาเห็นชอบในการรักษาศีลได้ จะรักษาศีลหยาบกร้านละเอียดอ่อนอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละบุคคล แต่สิ่งสำคัญจะต้องลงมือปฏิบัติตามจริงๆ บังคับหักห้ามใจตนให้ได้จริง ใช่ว่าจะพูดแต่ปากหรือสมาทานเพียงปากเท่านั้น ความจริงหรือความบริสุทธิ์เท่านั้นที่ตนเองจะรู้ได้จริงๆเพราะนั่นคือศีลปกติ จะต้องรักษาทางกายวาจาใจตนเองให้เรียบร้อยอยู่ในกรอบแห่งความดี ทั้งมีความละอายในการที่จะละเมิดศีลนั้นด้วย ความบริสุทธิ์ในใจจะเกิดขึ้น อานิสงส์จะเกิดขึ้น ผลแห่งการรักษาศีล หากตายไปยังส่งให้ไปเกิดบนสวรรค์ยังชั้นต่างๆมีสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้น

 

วันปรินิพพาน

             วันปรินิพพานพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงใช้ระยะเวลาในการเผยแพร่พระศาสนาเป็นเวลาครบ 45 พรรษาในระยะที่ทรงเผยแพร่พระศาสนาอยู่นั้นได้เกิดมีพระสาวกคือลูกศิษย์จำนวนมากมายหลายหมื่นแสนรูป ช่วยเป็นกำลังในการเผยแพร่เพราะเห็นความสำคัญในทางพระศาสนาอันจะเป็นประโยชน์ต่อหมู่มวลสัตว์โลกที่จมอยู่กับความทุกข์กองกิเลส             

              พระสาวกเหล่านั้นได้อุทิศตนต่างช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไปสู่สายตาชาวโลกหลายรัฐของประเทศชมพูทวีป พระองค์ทรงมีพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวาเป็นผู้มีปัญญามาก และมีพักพระอัครสาวกฝ่ายซ้ายคือพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้มีความชำนาญทางอิทธิฤทธิ์ จนพระพุทธศาสนามั่นคงแข็งแรงดีตอนนั้นพระองค์มีพระชนมายุครบ 80 ปีทรงให้ปัจฉิมโอวาทสุดท้ายแก่พระสงฆ์ว่า

             ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงประพฤติธรรมที่เป็นประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น    ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด จากนั้นได้เข้าสู่พระปรินิพพานที่เมืองกุสินาราในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่นับจากวันที่พระองค์ได้ปรินิพานจวบจนบัดนี้

 

 

พุทธกิจ 5 อย่าง

                พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนชนทุกชั้นวรรณะโดยไม่จำกัดเพศ ฐานะ วรรณะ และชาติตระกูล ตลอด 45 พรรษานับแต่วันตรัสรู้จวบจนกระทั่งเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงปฏิบัติพุทธกิจโดยกำหนดเป็นเวลาและหน้าที่ประจำวันซึ่งแบ่งได้เป็น 5 เวลาดังนี้

1 เวลาตอนช่วงเช้า เสด็จออกรับบิณฑบาตโปรดสัตว์ ระหว่างเสด็จหากจะทรงช่วยเหลือผู้ใดให้ได้รับความสุขทางธรรมได้ก็ทรงช่วยเหลือมิได้เว้น เสด็จกลับมาเสวยพระกระยาหารก่อนเวลาเที่ยงวัน เสด็จออกรับผู้เข้าฟังถามผู้ใดมีจิตควรแก่จริตธรรมใดควรแก่ธรรมชั้นใดทรงประทานทำตาม ควรแก่จริตบุคคลนั้นด้วยการยังบุคคลทั้งหลายให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก

 

2 เวลาตอนช่วงเย็น ก่อนถึงเวลาแสดงธรรมทรงพักผ่อนพระอิริยาบถหากเวลาสงบสงัดแห่งพระทัยอยู่โดยลำพังในพระคันธกุฎี ข้อควรแก่อัธยาศัยแล้วเสด็จออกทรงแสดงธรรมแก่มหาชนที่มาเฝ้าเป็นประจำทุกวัน

3 เวลาช่วงตอนค่ำๆ เวลาช่วงตอนค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุผู้มาเฝ้าจากถิ่นไกล บ้างใกล้บ้าง
4 เวลาตอนช่วงเที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาของเหล่าเทวดา ทรงแสดงธรรมแก้ปัญหาซึ่งเหล่าเทวดาและเหล่าทิพยบุคคล ผู้อันบุคคลธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าตามตำนานพุทธจริยาอธิบายว่า ทรงโปรดให้ผู้เป็นเทวดาเข้าเฝ้าได้ในเวลาดังกล่าว
5 เวลาจวนสว่างเช้า ทรงตรวจพิจารณาดูสัตว์โลกที่สามารถเข้าถึงธรรมและยังไม่ได้บรรลุธรรมให้ได้เข้าถึงธรรมและบรรลุธรรม ด้วยพระญาณพระองค์อันควรเสด็จไปโปรดหรือไม่
                องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเผยแผ่หลักธรรมคำสอนมากมายหลายอย่าง ซึ่งเป็นหลักธรรมที่เหมาะแก่จริตนิสัยต่อบุคคลต่างๆ ทรงมีพระสาวกมากมายหลายองค์ช่วยกันออกเผยแพร่พระศาสนาให้กว้างไกลออกไป จนเป็นเวลาครบ 45 พรรษาที่พระองค์ได้เผยแผ่คำสอนทำให้พระพุทธศาสนามั่นคงดี ผู้คนหันมานับถือมากมายเป็นที่รู้จักกว้างไกลขจรกระจายไปทั่วทุกแห่งหน เพราะหากผู้ใดได้ประพฤติปฏิบัติตามแล้วย่อมทำให้เกิดความสุข หลักธรรมในพระไตรปิฎกรวมเป็น 84000 พระธรรมขันธ์ยังอยู่ทุกวันนี้ เป็นหลักคำสอน เป็นพระวจนะจากพระองค์ที่พระสาวกศิษย์ของพระองค์ได้รวบรวมธรรมคำสั่งสอนไว้และตราบเท่าทุกวันนี้ให้เราศึกษา

ปฐมเทศนา

               เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา 7 สัปดาห์ทรงพิจารณาความลุ่มลึกของธรรมที่ทรงได้ตรัสรู้ว่า มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งนัก ยากที่ปัญญาของสัตว์โลกทั้งหลายจะหยั่งรู้ได้ ทำให้ทรงท้อพระทัยที่จะสั่งสอน ต่อเมื่อพิจารณาว่าบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายนั้นย่อมมีปัญญาแตกฉานแตกต่างกัน บ้างมีปัญญามาก บ้างมีปัญญาปานกลาง บ้างมีปัญญาน้อย เปรียบได้กับบุคคล 4 ประเภทหรือดอกบัว 4 เหล่าดังต่อไปนี้

1 ผู้ที่มีปัญญาและอุปนิสัยที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนได้เฉียบพลัน เพียงแต่ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดงเท่านั้น ก็สามารถเข้าใจพระธรรมคำสอนได้ทันที เปรียบได้กับดอกบัวที่ผุดขึ้นพ้นผิวน้ำแล้วคอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์เท่านั้นก็จะบานในวันนี้

2 คือผู้รู้ต่อเมื่อท่านขยายความอธิบายพิสดารออกไป จึงรู้และเข้าใจได้เปรียบได้กับดอกบัวทิพย์อิ่มเสมอน้ำจากบานในวันต่อไป

3 ผู้ที่พอจะแนะนำได้ชี้แจงได้ให้เข้าใจได้ด้วยวิธีการฝึกฝนอบรมต่อไป เปรียบได้กับดอกบัวที่อยู่ในสระน้ำสามารถที่จะผุดขึ้นพ้นน้ำและบานในวันต่อไป

4 ผู้อับปัญญาสอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะหรือถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอัดหรือความหมาย เปรียบได้กับดอกบัวที่ติดอยู่ใต้โคลนตม รังแต่จะเป็นอาหารของปลาและเต่าไม่อาจผุดขึ้นพ้นน้ำและบานได้

                เมื่อพระองค์ได้ทรงพิจารณาแล้ว เห็นความแตกต่างของบุคคล 4 ประเภท ทรงตัดสินพระทัยที่จะสั่งสอนธรรมะแก่เหล่าเวไนยสัตว์ ทรงระลึกถึงดาบสทั้งสองเป็นอันดับแรกแต่ทรงทราบด้วยทิพยจักษุว่าดาบสทั้ง 2 ได้ถึงแก่กรรมแล้ว จึงทรงนึกถึงปัญจวัคคีย์เป็นอันดับต่อมา พระองค์จึงเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันและแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่าด้วยทางสุดโต่ง 2 สายที่บรรพชิตไม่ควรส่องเสพ เพราะไม่นำไปสู่ความหลุดพ้น คือการหมกมุ่นมัวเมาด้วยกามสุข และการประคองความเพียรด้วยการทรมานร่างกายตัวเอง ทางทั้งสองทางดังกล่าวนี้พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นทางอันเป็นส่วนสุดโต่งข้างหนึ่งไม่อาจนำบุคคลเข้าถึงความหลุดพ้นได้ แล้วทรงแสดงทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ เรียกว่าทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา เพราะเป็นทางที่จะหลีกเลี่ยงทางอันสุดโต่งทั้งสองนั้นเสีย ซึ่งประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ 8 จากนั้นทรงแสดงอริยสัจ 4 เริ่มจากทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตามลำดับ เป็นการแสดงธรรมเทศนาครั้งแรกเรียกว่าปฐมเทศนา

เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาจบลงโกทันยะพราหมณ์ได้มีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นบุคคลแรก ลำดับนั้นพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยอาการนั้น ทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญโกณฑัณญะได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ คณะปัญจวัคคีย์ได้ขอบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือการบวชที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระวาจาว่าท่านจงเป็นภิกษุเข้ามาเถิดธรรมอันเรากล่าวดีแล้วท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิดด้วย พระวาจานี้คณะปัญจวัคคีย์ก็เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาและในวันต่อๆมา ทรงแสดงธรรมเทศนาชื่ออนัตตลักขณสูตรเป็นเหตุให้ภิกษุทั้ง 5 รูปได้บรรลุอรหันต์ผลเป็นพระอรหันต์ตามลำดับ

 

วันตรัสรู้

            เจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ปีระกาก่อนพุทธศักราช 45 ปี เวลาช้าพระองค์ได้รับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาที่นำมาถวายที่โคนต้นโพธิ์ด้วยความสำคัญว่าเป็นเทวดาที่ตนได้บนบานกล่าวไว้ พระองค์ได้ทรงเสวยแล้วได้อธิษฐานตั้งจิตลอยถาดในแม่น้ำเนรัญชรา เวลาเย็นทรงรับหญ้าคาจากพราหมณ์ชื่อโสตถิยพราหมณ์ ทรงนำไปปูที่ต้นโพธิ์ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับนั่งผิวหน้าไปทางทิศตะวันออก พร้อมส่งอธิษฐานจิตว่าแม้พระโลหิตในร่างกายของเราจะเหือดแห้งไปพร้อมเนื้อหนังหากว่าไม่ทรงได้ตรัสรู้แจ้งในอริยสัจจะทำ นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์ จะไม่ลุกจากอาสนะที่นั่ง

            ในขณะที่พระองค์นั่งบำเพ็ญเพียรทางจิตอยู่นั้นได้เกิดอุปมา 3 ข้อที่พระองค์ไม่เคยทรงสดับมาปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ว่า

ข้อ 1 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กายยังไม่ได้หลีกออกจากกามมีความกำหนัดรักใคร่ในกาม จิตใจยังไม่สงบยังชุ่มชื้นด้วยกาม สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแม้ได้รับทุกขเวทนา ที่เกิดเพราะความเพียรก็ยังไม่สามารถตรัสรู้ได้ เหมือนไม้สดที่ชุ่มชื้นด้วยยาง และบุคคลนำมาแช่ไว้ในน้ำเมื่อนำมาสีไฟก็ไม่เกิดไฟได้

ข้อ 2 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ถึงจะรีบออกจากกามแล้วแต่จิตใจยังยินดีอยู่ในกามจิตใจย่อมจะไม่สงบ แม้ทำความเพียรอย่างไรก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้เ หมือนไม้สดชื่นด้วยยางแม้จะอยู่บนบก แต่เมื่อนำมาสีไฟก็ย่อมไม่เกิดไฟได้ เพราะยังสดและชุ่มอยู่

ข้อ 3 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลีกออกจากกาม จิตใจตัดขาดออกจากกาม จิตใจสงบแล้ว เปรียบเหมือนไม้ที่แห้งวางอยู่บนบก แต่เมื่อนำมาสีไฟก็ย่อมจะติดไฟเกิดไฟได้

              เมื่อตกกลางคืนพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญภาวนาทางจิต โดยเริ่มเข้ารูปฌานตั้งแต่ประถมชานไปจนถึงจตุตถฌาน เมื่อจิตเข้าถึงจตุตถฌาน กามราคะก็ดับไป จากนั้นส่งออกจากฌานและใช้ปัญญาพิจารณา จนกระทั่งพบความสำเร็จด้านความรู้ยิ่งใหญ่ 3 ประการซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนดังนี้

ยามที่ 1

เรียกว่าปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แปลว่าญาณแห่งความรู้ทำให้ระลึกชาติหนหลังได้ระลึกชาติถอยหลังเข้าไปได้ตั้งแต่ชาติ 1-2 ชาติจนหลายๆชาติร้อยชาติพันชาติหมื่นชาติแสนชาติได้เ ป็นกับว่าเป็นเท่านั้นมีชื่ออย่างนั้นมีโคตรมีผิวพรรณมีอาหารเสวยทุกข์สุขมีอายุเท่านั้น เกิดในตระกูลนั้นๆจุติจากชาตินั้นได้อุบัติในชาติโน้นเป็นอย่างนั้นๆ แล้วจึงได้เกิดมาเป็นชาตินี้

ยามที่ 2

เรียกว่ามัชฌิมายาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือรู้ในการจุติการเกิดและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ได้ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์กว่าจากสู่สามัญ เห็นปวงสัตว์ที่กำลังอุบัติเลวดีมีผิวพรรณงามมีผิวพรรณไม่งามได้ดีหรือตกยาก รู้ชัดว่าปวงสัตว์ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตนได้ทำกรรมอะไรไว้จึงได้รับผลเช่นนั้น

ยามที่ 3

เรียกว่าปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณแปลว่า ทรงบรรลุตัดขาดจากกองกิเลสทั้งมวลคือได้ตรัสรู้เรื่องอริยสัจ 4 และมรรคมีองค์8 เห็นรู้ชัดว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ นี่เป็นสาเหตุทุกข์ ความดับทุกข์ และทางปฏิบัติสำหรับดับทุกข์ เหล่านี้เป็นอาสวะเมื่อรู้เห็นแจ้งชัด พระองค์จึงตัดกิเลสจนหมดสิ้นไปจิตหลุดพ้นกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ รู้ชัดแจ้งว่าชาตินี้สิ้นแล้วพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอันจะทำเช่นนี้ไม่มีอีกแล้วสิ้นความโลภโกรธหลงแล้ว

 

ทุกรกิริยา 3 วาระที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ

 

วาระที่ 1 ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ คือการกัดฟันขบฟันไว้ และกดพระตาลุด้วยพระชิวหาไว้แน่น คือการเอาลิ้นดันบนเพดานบนไว้ ทรงปฏิบัติด้วยความเพียรอย่างยิ่งจนเกิดความร้อนขึ้นในพระกาย มีเหงื่อไหลออกจากรักแร้ ทรงปฏิบัติอยู่เป็นเวลานานผลที่ได้รับคือทรงทุกขเวทนาอย่างหนัก มีอาการเหมือนถูกคนแข็งแรงตัดศีรษะหรือบีบคอ

วาระที่ 2 ส่งผ่อนกลั้นลมหายใจเข้าออกทีละน้อย ผลที่ได้รับคือลมเดินไม่สะดวกตามช่องท้องและช่องปาก เกิดเสียงดังกู้ทางช่องหูทั้งสอง ปวดศีรษะและร้อนพระวรกายยิ่งนัก

วาระที่ 3 ทรงอดพระกระยาหาร ทรงลดการบริโภคให้น้อยลงเรื่อยๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานผลที่ได้รับคือร่างกายเหี่ยวแห้ง ผิวพรรณเศร้าหมอง กระดูกปลากดทั่วพระวรกายผมร่วง กำลังเสื่อมถอยลดน้อยลงทุกที ในที่สุดทรงล้มลงหมดสติสัมปชัญญะ บังเอิญมีเด็กเลี้ยงแกะผ่านมาพบเข้า นำน้ำนมแพะมาให้เสวยจึงทรงฟื้นสติคืนมา ผลที่ได้รับจากการบําเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้ทรงทราบความจริงว่าร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ การทรมานร่างกายทำให้จิตใจกระวนกระวายมิอาจก่อให้เกิดปัญญาได้

               ในขณะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาในวาระหนึ่งหนึ่งนั้น ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัสแม้พระวรกายกระวนกระวายไม่สงบ ระงับลงเลยแต่ทุกขเวทนานั้นก็ไม่อาจครอบงำพระทัยให้กระสับกระส่ายได้ ทรงมีสติสัมปชัญญะตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ปรารภความเพียรโดยไม่ท้อถอยจนเกือบสิ้นพระชนม์ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลา 6 ปี ทรงได้รับความลำบากมากพระวรกายซูบผอมได้ทำให้พระองค์ทรงระลึกถึงสายพิณ 3 สายว่าหากขึงสายใดให้หย่อนเกินไปก็ดีดไม่ดัง ถ้าขึงให้ตึงเกินไป ดีดเข้าสายก็ขาด แต่ถ้าแต่ถ้าหากขึงให้มีความตึงแต่พอดีก็ดีดเป็นเสียงเพลงไพเราะตามต้องการ

                 อุปมานี้เปรียบด้วยการปฏิบัติเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นจากกองทุกข์ หากปฏิบัติหย่อนเกินไปหรือเข้มงวดเกินไปก็จะทำให้เน็ตเหนื่อยล้า ไม่สามารถทำให้เข้าถึงความหลุดพ้นได้ หากปฏิบัติเพียงกลางๆไม่ตึงไม่หย่อนไปย่อมมีทางเข้าถึงการตรัสรู้ได้ และพระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งควบคู่กัน การทรมานร่างกายทำให้จิตใจกระวนกระวายมิอาจทำให้เกิดปัญญา เมื่อพระองค์ทรงได้ความคิดจากการอุปมาอุปไมยเช่นนี้แล้ว จึงทรงตั้งพระทัยปฏิบัติด้วยการบำเพ็ญเพียรทางใจต่อไป ขณะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่นั้นนักบวชปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 คือโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสชิ มาปฏิบัติรับใช้ท่านเห็นพระองค์ทรงเลิกทุกรกิริยาเสียแล้ว จึงพากันละทิ้งไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสี

พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญวิธีทรมานร่างกายตนอย่างไร

            พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการทรมานตน ในสมัยนั้นคนอินเดียที่เป็นนักบวชจะต้องทรมานตนว่าเป็นสิ่งที่ยอดยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่คนยกย่องนับถือ     

            องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงหันมาทรมานร่างกายตนเองต่างๆมากมายหลายวิธี เช่น การเอาหนามทิ่มแทงตามตัว การนอนเกลือกกลิ้งดินทรายร้อนๆ การรับเสวยขี้วัว การนอนบนต้นไม้ การนอนบนหนามแหลมคมให้ทิ่มแทง น และ การทรมานต่างๆนานาที่นักบวชลัทธิต่างๆนิยมยกย่องว่าดี ถูกต้อง แต่ก็ไม่เป็นหนทางหมดความทุกข์ เช่น การบำเพ็ญทุกรกิริยาอีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์ได้ตัดสินใจออกจากลัทธิต่างๆมาแล้ว พระองค์ก็ได้มาพักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันกับนักบวชปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จากนั้นก็ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาก็ส่งไม่พบทางแห่งสัจธรรม จึงทรงเลิกการทรมานตนจึงทรงมุ่งหน้าไปสู่แม่น้ำเนรัญชราใกล้ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ได้รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาอธิษฐานจิต ลอยถาดและทรงบำเพ็ญเพียรทางสายกลาง พิจารณาทำให้ได้ตรัสรู้ ในวันพระจันทร์เต็มดวงขึ้น 15 ค่ำเดือน๖ สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสัมมาสัมโพธิญาณ

 

พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรจนร่างกายซูบผอม

ทรงได้รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา

พระองค์ทรงตรัสรู้ ในวันพระจันทร์เต็มดวง สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าคือใคร

วันนี้ก่อนที่จะไปศึกษาหาความรู้ถึงแนวทางในการปฏิบัติเราจะมาทำความรู้จักกับพระพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาพุทธก่อนนะคะ

        พระพุทธเจ้าคือผู้ที่สั่งสอน ให้ประพฤติความดีงามให้ตั้งอยู่ในหลักศีลธรรมไม่ให้เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยกายวาจาใจ

             องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมหาอํานาจอันยิ่งใหญ่ อันเกรียงไกร ทรงเสียสละอุทิศตนเพื่อค้นหาโมกขธรรม ทรงสละราชสมบัติออกผนวช ทรงไม่ยินดีในสมบัติ มหาจักรพรรดิ์ ไม่ยินดียิ่งใหญ่ในการเป็นจอมจักรพรรดิ เพราะไม่มีประโยชน์อันใดเท่าสิ่งที่มีค่ายิ่งคือการเป็นนักปราชญ์ การเป็นนักบำเพ็ญพรต

 

              แต่ทรงมองเห็นสัจธรรมแห่งความจริง เพราะเห็นภัยในชีวิตเห็นความทุกข์ของผู้คนมากมาย พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู  ผู้มีพระปัญญาอันเฉียบแหลมอันวิเศษ พระองค์ทรงสร้างบารมีมาทุกภพทุกชาติ จนชาติสุดท้ายทรงได้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาอันยิ่งใหญ่ ทรงชำแรกกิเลส     ผู้พ้นจากอวิชชาก่อนใคร ทรงตัดทำลายประหารกิเลสจนสิ้นซากไม่มีเยื่อใย ทรงมีคำสอนมากมายเป็นมหัศจรรย์ ทรงมีพระสาวกหลายหมื่นแสน ผู้ซึ่งช่วยเผยแพร่พระพุทธศาสนา เพื่อสันติสุขของหมู่มวลมนุษย์จนบัดนี้ยังให้เราได้นำมาศึกษาและปฏิบัติตาม

 

              พระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชาเมื่ออายุได้ 29 ปี ก่อนที่จะเสด็จออกผนวชได้เสด็จประพาสอุทยานใกล้พระนคร ได้ทอดพระเนตรเห็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย นักบวช พระองค์เกิดความเบื่อหน่ายและสังเวชสลดใจในสังขารร่างกาย จึงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชและเสด็จไปในชนบทถึงสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส ได้ศึกษาวิชาการบำเพ็ญฌานสมาบัติโดยเพ่งไฟจนได้บรรลุสมาบัติ 8 อันมีรูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 เป็นความรู้สูงสุดของดาบสทั้งสองแต่ทรงเห็นและพิจารณาว่ามิใช่หนทางตรัสรู้ไม่ใช่ทางหลุดพ้นพระองค์จึงได้อำลาอาจารย์ทั้งสองเพื่อแสวงหาธรรมที่หลุดพ้นต่อไป

 

ในครั้งหน้าเราจะมาหาคำตอบกันว่าพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญวิธีทรมานร่างกายตนอย่างไรเพื่อให้ไปสู่การตรัสรู้นะคะ