การไม่คบคนพาล

คนพาล มาจากภาษาบาลีคำว่า พาโล หมายถึง คนเขลา คนอ่อนทางสติปัญญา รวมถึง คนที่มีจิตใจอันขุ่นมัว ไม่ประพฤติในศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งการคบคนพาลถือเป็นวิถีทางที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเขลา ความเสื่อม และปิดทางแห่งความเจริญแก่ตน แต่หากไม่คบคนพาลย่อมเป็นวิถีแห่งบัณฑิตที่จะนำมาซึ่งสติปัญญา และความเจริญรุ่งเรืองในการดำเนินชีวิต

ลักษณะของคนพาล 3 ประการ
1. คนที่มีกายทุจริต หมายถึง คนที่ประพฤติชั่วด้วยกายเป็นนิจ ได้แก่
– คนฆ่าสัตว์
– คนประพฤติผิดในกาม
– คนลักทรัพย์
– คนดื่มสุรา และเที่ยวเตร่สตรี
– คนที่เบียดเบียนห่มเหงผู้อื่น
– ฯลฯ

2. คนที่มีวาจาทุจริต หมายถึง คนที่ประพฤติชั่วด้วยวาจาเป็นนิจ ได้แก่
– คนพูดปด
– คนพูดคำหยาบ
– คนพูดส่อเสียด
– คนพูดยุยงให้แตกแยก
– คนพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ
– พูดสับปับ
– ฯลฯ

3. คนที่มีใจทุจริต หมายถึง คนที่มีจิตใจเป็นอกุศลเป็นนิจ ได้แก่
– คนที่มีใจคิดพยาบาท
– คนที่ชอบคิดในกาม
– คนที่ไม่เชื่อ และหลบหลู่ศาสนา
– คนที่มักมีอคติที่ไม่ดีต่อผู้อื่น
– ฯลฯ

การไม่คบคนพาล หมายถึง การไม่ไปมาหาสู่ การไม่คบหาสมาคม การไม่เข้าตีสนิท หรือการไม่เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมทำกับผู้ที่ประกอบด้วยอกุศลหรือผู้ที่ประพฤติชั่วเป็นนิจ รวมถึงการไม่มีพฤติกรรมอย่างคนพาล

การแต่งงาน งานมงคล 3 ประเภท

1. วิวาหมงคล
วิวาหมงคล คือ ประเพณีแต่งงานที่นิยมทำกัน ณ บ้านฝ่ายหญิง หรืออาจไม่ใช่บ้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการแต่งงานที่ฝ่ายชายเป็นผู้สู่ขอฝ่ายหญิง และต้องเข้าพิธีกรรมทางศาสนา โดยฝ่ายชายจะเดินทางเข้าพิธี ณ บ้านฝ่ายหญิงหรือที่ใดที่หนึ่งที่จัดขึ้น ซึ่งก่อนเข้าบ้านฝ่ายหญิงหรือสถานที่ทำพิธีก็จะต้องผ่านประตูเงิน ประตูทอง เพื่อให้ญาติฝ่ายเจ้าสาวยินยอมก่อน หลังจากนั้น ค่อยเข้าสู่พิธีกรรมต่อไป จนถึงแล้วเสร็จพิธี และหลังจากแต่งงานแล้วเสร็จ ฝ่ายชายจะพักอาศัยที่บ้านจ้าวสาวร่วมกับบิดามารดาของฝ่ายจ้าวสาวโดยตลอดหรือแยกพักกับเจ้าสาวเพียงลำพัง

การแต่งงานประเภทนี้ ได้แก่ การแต่งงานตามประเพณีไทย ส่วนการแต่งงานตามประเพณีของชาวคริสต์ ก็ต้องทำพิธีเหมือนกัน คือ ทำการแต่งงานโดยมีบาทหลวงเป็นผู้ทำพิธี ซึ่งนิยมทำพิธีที่โบสถ์หรืออารมในคริสต์ศาสนา ซึ่งก็จัดเป็นวิวาหมงคล เหมือนกับการแต่งงานตามประเพณีไทย

2. อาวาหมงคล
อาวาหมงคล คือ ประเพณีแต่งงานที่นิยมทำกัน ณ บ้านฝ่ายชาย โดยฝ่ายหญิงจะเดินทางเข้าพิธี ณ บ้านฝ่ายชาย ซึ่งก่อนเข้าบ้านฝ่ายหญิงต้องผ่านประตูเงิน และเมื่อแต่งงานแล้วเสร็จ ฝ่ายหญิงจะพักอาศัยที่บ้านฝ่ายชายร่วมกับบิดามารดาของฝ่ายชายหรือแยกพักกับเจ้าสาวเพียงลำพัง ลักษณะการแต่งงานประเภทนี้ จะพบได้ในบางประเทศ เช่น ประเทศอินเดีย และประเทศจีน เป็นต้น

3. วิวาห์เหาะ
วิวาห์เหาะ คือ การแต่งงานที่ไม่ได้เข้าขั้นตอนกี่ทำพิธีแต่งงาน และไม่ได้ทำ ณ บ้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยฝ่ายชาย และหญิงอาจแต่งงานกันเพียงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเท่านั้น หรือการให้คำมั่นสัญญาที่จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันเท่านั้น จนสร้างครอบครัวเป็นหลักแหล่งได้

อินทรีย์ 5 ประการ และแนวทางปฏิบัติ

อินทรีย์ 5 คือ การตั้งมั่นด้วยจิตอันนำพา 5 ประการ เพื่อความเจริญในศีลธรรม และการงาน ประกอบด้วย 5 ประการ คือ
1. สัทธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเลื่อมใสต่อสิ่งที่ควรเลื่อมใส
2. วิริยินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเพียรพยายาม
3. สตินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการระลึกได้
4. สมาธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการกระทำจิตให้มีสมาธิ
5. ปัญญินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในปัญญาหรือการรู้แจ้ง

อินทรีย์ 5 ในด้านต่างๆ
1. การเจริญในธรรม
– สัทธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเลื่อมใสต่อการเจริญธรรม
– วิริยินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเพียรพยายามต่อการเจริญธรรม
– สตินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการระลึกได้ต่อการเจริญธรรม
– สมาธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการกระทำจิตให้สงบต่อการเจริญธรรม
– ปัญญินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการใช้ปัญญาต่อสิ่งที่ควรรู้ต่างๆ

2. อาชีพการงาน
– สัทธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเลื่อมใสต่อการงานของตน
– วิริยินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในความเพียรพยายามต่อการงานของตน
– สตินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการระลึกได้ต่อการงานของตน
– สมาธินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการกระทำจิตให้สงบต่อการงานของตน
– ปัญญินทรีย์ คือ การตั้งมั่นในการใช้ปัญญาต่อการงานของตน

หลักปฏิบัติในอินทรีย์ 5
1. สัทธินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นในศรัทธาหรือความเลื่อมใสในสิ่งที่ควรเชื่อ ควรกระทำ เช่น เชื่อว่าตนสามารถสอบเข้ามหาลัยได้หากตนขยันอ่านหนังสือมากขึ้น
2. วิริยินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นในความเพียร ความมานะอุตสาหะต่อสิ่งที่ตนกระทำเพื่อยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ตนมากที่สุด เช่น มีความขยันเพียรพยามยามที่จะอ่านหนังสือสอบ
3. สตินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นในความระลึกได้ขณะกระทำสิ่งใด อันปราศจากความเลื่อนลอยหรือความลืมตัวอันจะช่วยนำพาตนไปสู่ความเจริญ เช่น มีสติหรือความระลึกได้ขณะขับรถยนต์
4. สมาธินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ มีสมาธิ จิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งที่ตนดำเนินอยู่ เช่น มีสมาธิในการอ่านหนังสือ
5. ปัญญินทรีย์ ในอินทรีย์ 5 ด้วยการนำจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่กับปัญญา คือ รู้จักใช้ความรู้ในการคิด วิเคราะห์ต่อสิ่งที่ตนจะกระทำหรือขณะกระทำเพื่อให้รู้แจ้งต่อสิ่งนั้น เช่น รู้จักคิดวิเคราะห์แก้โจทย์วิชาคณิตศาสตร์

 

ความสุขคืออะไร

ความสุข หมายถึง อารมณ์หรือความรู้สึกที่พึงพอใจ รู้สึกอิ่มเอิบใจ หรือ รู้สึกภาคภูมิใจในสภาพชีวิตของตนที่ปราศจากปัญหาต่างๆในการดำเนินชีวิต อันเป็นผลมาจาการใช้ความรู้ ความสามารถของตนในการจัดการ และนำพาการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความดี

ประเภทความสุข
1. ความสุขเกิดจากการได้
ความสุขเกิดจากการได้ คือ ความความสุขในรูปธรรมหรือนามธรรมที่ตนได้รับมา
– ความสุขในรูปธรรม คือ ความสุขที่เกิดจากการตอบสนองในสัมผัสทั้ง 5 ที่สามารถจับต้องได้ อันได้แก่ความสุขในรูปที่เห็นหรือสิ่งของที่ได้มา ความสุขในเสียงไพเราะ ความสุขในกลิ่นหอม ความสุขในรสอร่อย และความสุขในในอารมณ์แห่งการสัมผัส
– ความสุขในนามธรรม คือ ความสุขจากจิตที่ตนเองปรุงแต่งให้เกิดรูปในจินตนาการ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจริงหรือหวังให้เกิดขึ้นในอนาคต เช่น การอยากเป็นนักธุรกิจ การอยากได้มือถือใหม่

2. ความสุขจากให้
ความสุขจากให้ คือ ความสุขที่ตนได้รับจากการให้หรือการบริจาคเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์หรือสงเคราะห์ผู้อื่นให้มีความสุข ความเจริญมากยิ่งขึ้น ได้แก่
– การให้ทรัพย์สิ่งของ คือ การให้หรือการบริจาคทรัพย์สินของตนเองให้แก่ผู้อื่นหรือให้แก่ส่วนรวม เช่น การให้เงินแก่คนขอทาน การถวายเงินผ้าป่าเพื่อนำไปสร้างโบสถ์ เป็นต้น
– การให้ปัญญา คือ การสงเคราะห์ให้ผู้อื่นมีความรู้ มีปัญญาติดตัวที่จะทำให้เขาสามารถนำปัญญาหรือความรู้ในไปใช้เพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์ต่างๆ เช่น การสอนวิธีซ่อมรถยนต์แก่ผู้สนใจไปทำอาชีพ เป็นต้น

3. ความสุขจากการประพฤติดี
ความสุขจากการประพฤติดี คือ ความสุขที่ได้จากการสำรวมความประพฤติให้อยู่ในศีลธรรมอันงาม เรียกว่า การรักษาศีล ซึ่งศีลในระดับที่ฆราวาสพึงประพฤติ คือ ศีล 5 และศีล 8

ความสุขที่ได้ปะพฤติในศีล 5 ได้แก่
– การไม่พรากชีวิตหรือไม่ทำร้ายผู้อื่นให้เจ็บปวด
– การไม่กล่าวคำอันเป็นเท็จ หรือ การพูดโกหก
– การไม่ล่วงในกามต่อชายมีคู่ หญิงมีคู่ หรือในชายหญิงต้องห้ามทั้งหลาย
– การไม่จับเอาทรัพย์ผู้อื่น โดยที่เขาไม้ได้ให้ หรือ การลักทรัพย์
– การไม่ดื่มสุราเมรัยที่เป็นน้ำเมาต่างๆ รวมถึงการไม่เสพสารที่ทำให้เกิดการเสพติดทั้งหลาย

ส่วนศีล 8 จะมี 5 ข้อแรกของศีล 5 และเพิ่มอีก 3 ข้อสุดท้าย คือ
– การไม่รับประทานอาหารในช่วงหลังเที่ยงวันถึงในยามรุ่งของอีกวัน
– การไม่แสดงกิริยาฟ้อนรำทำเพลง หรือไม่ประดับตกแต่งร่างกายให้สวยงาม
– การไม่นั่งหรือนอนบนที่รองต่างๆ

4. ความสุขจากความสงบ
ความสุขจากความสงบ คือ ความสุขที่เกิดจากสภาพความสงบของจิตใจ จิตใจไม่หม่นหมอง ไม่มีเรื่องปัญหามารบกวนใจ ความสุขจากความสงบนี้อาจเรียกอีกอย่างว่า การมีสมาธิ ซึ่งสามารถทำให้เกิดด้วยการภาวนา เช่น การนั่งสมาธิ การอ่านหนังสือ เป็นต้น

5. ความสุขจากอิสระ
ความสุขจากอิสระ คือ ความสุขที่ได้รับจากการหลุดพ้นจากพันธะต่างๆ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
– ความเป็นไทแห่งตนจากสภาพถูกบังคับ เช่น การปดหนี้จากบัตรเครดิตได้จนหมด การมีอาชีพเป็นของตนเองโดยไม่ได้เป็นลูกจ้างให้ถูกสั่ง เป็นต้น
– ความเป็นไทในกิเลส และเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายที่ทำให้ตนเองเสื่อม เช่น การรู้จักห้ามใจไม่ให้หวังในทรัพย์สินของผู้อื่น การไม่รับสินบนในหน้าที่การงาน เป็นต้น

อคติ 4 ประการ และแนวทางการละอคติ

อคติ 4 หมายถึง วิถีในทางที่ผิดหรือการดำเนินไปในทางที่ผิด ทั้งนี้ อันเกิดจากทัศนะหรือความคิดเห็นในทางที่ผิด ซึ่งต่อมาจึงใช้คำให้เข้าใจง่ายเป็น ความลำเอียง หรือ ความไม่เที่ยงธรรม ประกอบด้วย 4 ประการ คือ
1. ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ
2. โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง
3. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา
4. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว

อคติ 4 เป็นธรรมสำหรับปุถุชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเป็นข้าราชการ เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นสัจจะความจริงที่มักเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านี้ และมีผลอย่างมากต่อการบริหารงาน ต่อการปกครอง และความสงบสุขของสังคม

ผู้นำ หัวหน้างานหรือฝ่ายปกครองที่ละเว้นจากอคติ 4 ประการนี้ได้ ย่อมทำให้ลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนเกิดความสุข อันส่งผลต่อความเจริญของสังคม และความสงบสุขของสังคมตามมา

อคติ มาจากภาษาบาลี คำว่า
อะ หมายถึง ผิด, ไม่, ไม่ถูกต้อง, ไม่ดีงาม, ไม่สมควร
คติ หมายถึง วิถี, แนวทาง, สิ่งที่เป็นไป, การดำเนินไป, ความเป็นไป, การตอบสนอง, การแสดงออก

คติ มีความแตกต่างกับ ทัศนะ คือ
ทัศนะ หมายถึง ความเห็น, ความคิดเห็น, มุมมอง ส่วน คติ หมายถึง ดังข้างต้น ดังนั้น ทัศนคติ จึงหมายถึง การแสดงออก หรือ วิถีที่ดำเนินไปอันเกิดจากความคิดหรือความเห็น

ความหมายที่ครอบคลุมของอคติ
– วิถีในทางที่ผิด
– แนวทางที่ผิด
– สิ่งที่เป็นไปในทางที่ไม่ดีงาม
– การดำเนินไปในทางที่ผิด
– ความลำเอียง
– ความไม่เที่ยงธรรม
– ความไม่เป็นกลาง

ความหมายของอคติแต่ละประการ
1. ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ
ฉันทาคติ มาจากคำว่า ฉันทะ + อคติ
ฉันทะ หมายถึง ความชอบใจ หรือ ความพอใจ

2. โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง
โทสาคติ มาจากคำว่า โทสะ + อคติ
โทสะ หมายถึง ความโกรธ

ปัจจัยที่ก่อเกิดความโกรธหรือชิงชังในคัมภีร์ปริวาร
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง

3. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา
โมหาคติ มาจากคำว่า โมหะ + อคติ
โมหะ หมายถึง ความหลง ความลุ่มหลง

4. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว
ภยาคติ มาจากคำว่า ภยะ + อคติ
ภยะ หมายถึง ความกลัว ความหวาดหวั่น หรือ มักเรียกกลายเป็นศัพท์ว่า ภัย

แนวทางการละอคติ 4
1. ไม่คบคนพาล
2. จักกสูตร 4 ประการ
– อยู่ในประเทศอันสมควร หมายถึง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเป็นคนดี
– การคบสัตบุรุษ
– การตั้งตนไว้ชอบ คือ ยึดมั่นในการประพฤติตนให้เป็นคนดีอย่างสม่ำเสมอ
– ความเป็นผู้มีบุญที่ทำไว้ในปางก่อน คือ เชื่อถือในความดีงามที่ทำมาว่าจะเกิดกุศลกรรมที่ดีงามต่อเราในภพนี้ และภพหน้า
3. สัมมาทิฏฐิ คือ ตั้งมั่นในความเห็นชอบ
4. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ พิจารณาสภาพจิตของตนเอง
5. กุศลวิตก 3 คือ การตรึกตรองถึงสิ่งที่เป็นกุศล 3 อย่าง คือ
– การตรึกตรองที่เว้นจากกาม
– การตรึกตรองที่เว้นจากพยาบาท
– การตึกตรองที่เว้นจากการเบียดเบียน
6. สาราณียธรรม 6
7. พรหมวิหาร 4

การคิดแบบมีวิจารณญาณ

 

วิจารณญาณ Judgment หมายถึง ปัญญาหรือความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องตามเหตุผล อันได้มาจากกระบวนการคิด และพิจารณาด้วยความรู้ และประสบการณ์เดิมของตน

การคิดอย่างมีวิจารณญาณ  critical thinking หมายถึง การรู้จักใช้ความคิดพิจารณาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผลในเนื้อหาหรือเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาหรือข้อขัดแย้ง โดยอาศัยความรู้ ความคิด และประสบการณ์ของตน เพื่อนำไปสู่การตัดสินในการปฏิบัติด้วยความเหมาะสมอันสอดคล้องกับหลักการ และเหตุผล

ลักษณะผู้มีความคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1. มักเป็นคนขี้สงสัย ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
2. ชอบการสังเกต และจดบันทึก
3. มักมีการแสวงหาหลักฐานหรือข้อมูลอ้างอิง
4. ชอบการอ่านหรือการฟัง
5. มักเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่มีการโต้แย้งจนกว่าจะแน่ใจว่าผิด
6. มักเป็นคนไม่ด่วนตัดสิน ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก จนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจน
7. มักเป็นคนใจเย็น มีความสุขุม
8. มักคาดเดาหรือทำนายเหตุในอนาคตได้ดี

ข้อดีของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
– สามารถฟัง และอ่านเข้าใจในเนื้อหาได้ง่าย
– สามารถพูด หรือสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดี
– สามารถเขียนได้เร็ว เนื้อหาครอบคลุม และถูกต้อง
– สามารถตั้งปัญหาที่ตรงประเด็น สั้น และกะทัดรัดได้ดี
– สามารถมองเห็นภาพรวมของเนื้อหาหรือสถานการณ์ได้
– สามารถหาข้อมูลหรือหลักฐานมาประกอบการตัดสินใจได้ดี
– มีการตัดสินใจที่ถูกต้อง สมเหตุสมผล
– เป็นผู้ที่รู้ทันโลก รู้ทันสถานการณ์ในการดำเนินชีวิต
– ช่วยให้มีมุมมองที่หลากหลาย
– ช่วยให้เป็นผู้ไม่หลงงมงาย ไม่เชื่ออะไรง่าย
– เป็นผู้มีน้ำใจ และเปิดใจกว้าง
– ยอมรับในความคิดเห็นของผู้อื่น

อบายมุข 6 อย่าง และโทษของอบายมุข

อบายมุข 6 คือ วิถีชีวิต 6 อย่าง แห่งความโลภ และความหลงที่ทำให้เกิดความเสื่อม ความฉิบหายของชีวิต ประกอบด้วย
1. ดื่มน้ำเมา (Addiction to intoxicants) คือ พฤติกรรมชอบดื่มสุราเป็นนิจ
2. เที่ยวกลางคืน (Roaming the streets at unseemly hours) คือ พฤติกรรมชอบเที่ยวกลางคืนเป็นนิจ
3. เที่ยวดูการละเล่น (Frequenting shows) คือ พฤติกรรมชอบเที่ยวดูการแสดงหรือการละเล่นเป็นนิจ
4. เล่นการพนัน (Indulgence in gambling) คือ พฤติกรรมชอบเล่นการพนันเป็นนิจ
5. คบคนชั่วเป็นมิตร (Association with bad companions) คือ พฤติกรรมชอบคบหาคนพาลเป็นนิจ
6. เกียจคร้านการงาน (Habit of idleness) คือ พฤติกรรมชอบเกียจคร้านในการงานเป็นนิจ

1. การดื่มน้ำเมา
การดื่มน้ำเมา แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การดื่มน้ำเมาที่หมักโดยยังไม่กลั่น ได้แก่ เบียร์ ไวน์ เป็นต้น และการดื่มน้ำเมาที่กลั่นแล้ว ได้แก่ สุรา และยังหมายรวมถึงการเสพสารเสพติดอื่นๆ เช่น ยาบ้า กัญชา เฮโรอีน เป็นต้น

โทษการดื่มน้ำเมาในภพกระทำ
1. ติดน้ำเมา ติดสารเสพติด เพราะสารที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ออกฤทธิ์ให้ร่างกายเกิดการเสพติดหรืออยากที่จะดื่มหรือเสพอีกครั้ง
2. ขาดปัญญา ขาดสติ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นำไปสู่การทะเลาะวิวาท เพราะฤทธิ์ของสารเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหลายด้าน อาทิ กดประสาท กระตุ้นประสาท หลอนประสาท เป็นต้น
3. เสียทรัพย์ในการซื้อจ่าย เพราะต้องแลกมาด้วยเงินทองในการซื้อ
3. เกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคตับ โรคประสาทหลอน เพราะสารในสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการทำงานของร่างกาย
4. ผู้อื่นรังเกียจ และนินทา เพราะเมื่อเมาเป็นนิจมักแสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจทำให้คนอื่นติฉินนินทาในภายหลัง
5. เสียการงาน เพราะเมื่อเมาแล้วจะไม่มีสติหรือไม่มีสมาธิในการทำงานได้เหมือนคนทั่วไป

2. การเที่ยวกลางคืน
การเที่ยวกลางคืน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การออกนอกบ้านในยามวิกาลในแหล่งบันเทิงเพื่อสนองต่อความสุขทางกาย และทางใจ อาทิ ร้านคาราโอเกะ ร้านเหล้า ร้านเบียร์ เป็นต้น

โทษการเที่ยวกลางคืน
1. หลงใหลการเที่ยวเล่นยามราตรี เพราะการบันเทิงต่างๆในยามราตรีมักยั่วยวนจิตใจให้ลุ่มหลงเป็นนิจ
2. เสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการออกเที่ยวกลางคืนมักต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าบริการ และจ่ายทรัพย์ตนไปเพื่อให้ได้มาต่อการเที่ยวชมในสิ่งนั้นๆ
3. มักพบคนพาล และมักถูกหลอกลวง เพราะแหล่งเที่ยวกลางคืนมักมีคนพาล คนไม่ดีรายล้อม จึงมีโอกาสต้องพบปะ และสนทนาให้คุ้นเคย ส่วนสิ่งที่จะตามมา คือ โอกาสการถูกหลอกเพื่อหวังตัณหาในเรือนร่าง ในทรัพย์สิน เป็นต้น
4. มักเกิดการทะเลาะวิวาท เกิดศัตรูได้ง่าย เพราะการเที่ยวกลางคืนมักไปเป็นกลุ่ม มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เสพสิ่งมึนเมา และพร้อมที่จะขัดแย้งกับคนอื่นหรือกลุ่มอื่นได้ง่าย
5. มักประพฤติผิดในกาม ล่วงในกามได้ง่าย เพราะการเที่ยวกลางคืนย่อมอยู่ห่างไกลจากครอบครัว สามีหรือภรรยา หากถูกยั่วยุด้วยตัณหาทางกามารมณ์แล้วมักนำพาไปสู่การล่วงในกามได้ง่าย

3. การเที่ยวดูการละเล่น
การเที่ยวดูการละเล่น แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การเที่ยวออกดูการแสดง การบันเทิงต่างๆ ทั้งในเวลากลางวัน และยามวิกาล อบายมุขในข้อนี้ มิได้ห้ามมิให้เที่ยวดูเลย แต่พึงให้เที่ยวดูตามกิจที่เหมาะสม เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่ตนบนพื้นฐานแห่งศีลธรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันตนมิให้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับอบายมุขในข้ออื่นๆ

โทษการเที่ยวดูการละเล่น
1. หลงใหลในการละเล่น เพราะการละเล่นเป็นสิ่งยั่วยวนใจให้ลุ่มหลงได้ง่าย
2. เสียทรัพย์ เสียค่าใช้จ่าย เพราะการชมการละเล่นมักต้องเสียทรัพย์แลกมาก่อน หรือต้องเสียทรัพย์เพื่อการอื่น เพราะตนเดินทาง เพราะตนเข้าชม เพราะตนเกิดความหิว เป็นต้น
3. มักเจอคนพาล มักมีผู้อื่นมาหลอกลวง เพราะผู้ที่เข้าชมการละเล่นบางคนที่หวังในทรัพย์หรือประโยชน์อื่นจากผู้คนชมมักแฝงตัวเข้ามาชมด้วย
4. ผู้คนนินทา เพราะคนที่ชอบไปโน่นไปนี่เพื่อชมการละเล่น โดยไม่ทำกิจอันสำคัญของตนมักทำให้กิจของตนเสื่อม หรือมีความเสียหายจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และกล่าวติเตียน กล่าวนินทาในภายหลัง
ฯลฯ

4. การเล่นการพนัน
การเล่นการพนัน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การแข่งขันเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายด้วยการเดิมพันสิ่งของ ทรัพย์สิน หรือประโยชน์แก่ตนอย่างอื่น เพียงหวังเพื่อให้ได้ทรัพย์หรือประโยชน์นั้นโดยไม่ต้องลงทุนหรือออกแรงใดๆให้มาก เช่น การซื้อหวย การแทงพนันบอล การเล่นไผ่ การเล่นไฮโล การชนไก่ เป็นต้น

โทษการเล่นการพนัน
1. เสียทรัพย์ เสื่อมทรัพย์ ครอบครัวยากจน เพราะการเล่นการพนันมักทำให้เสียทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อเสียทรัพย์แล้วก็ไม่มีทรัพย์ที่จะมาจุนเจือครอบครัว
2. มักเกิดการทะเลาะวิวาท พยาบาท และการเอาชนะ เพราะบางครั้งเมื่อแพ้พนันหรือเสียทรัพย์มากก็ย่อมที่จะเสี่ยงต่อการบันดาลโทสะกับอีกฝ่ายหรือหากอีกฝ่ายใช้เล่ห์กลในการเอาชนะ สิ่งนี้ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งกันอยู่เป็นนิจ
3. มักถูกลวงทรัพย์ เพราะผู้ที่เล่นพนันส่วนมากจะเป็นคนพาล คนที่โลภในทรัพย์สิน มักจะใช้วิธีด้วยเล่ห์กลเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ของอีกฝ่าย
4. มักสร้างนิสัยคดโกงให้แก่ตน เพราะเมื่อเล่นการพนันแล้ว ย่อมเกิดความโลภในทรัพย์คนอื่น หากได้มาด้วยการพนันไม่สำเร็จย่อมที่จะคิดหาวิธีอื่นด้วยการใช้เล่ห์มากขึ้น
5. ผู้คนนินทา เพราะคนที่ติดการพนันมักลุ่มหลงกับการพนัน ไม่สนใจเรื่องการงาน หรือความทุกข์สุขของครอบครัว มีแต่นำมาให้ครอบครัวเสื่อมทรัพย์ ครอบครัวแตกแยก จนผู้อื่นกล่าวนินทาให้เสื่อมเสียมากขึ้น

5. การคบคนชั่วเป็นมิตร
การคบคนชั่วหรือคนพาลเป็นมิตร แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การยอมรับในความเป็นมิตรจากบุคคลอื่นที่ตนอาจแยกแยะได้หรือแยกแยะไม่ได้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร คนชั่วหรือคนพาลในที่นี้ ได้แก่ คนพาลการพนัน คนพาลนักเลงต่อยตี คนพาลฉ้อโกงหลอกลวง คนพาลเจ้าชู้ และคนพาลขี้เมา เป็นต้น

โทษการคบคนชั่วเป็นมิตร
1. ปลูกฝังความชั่วในตน เป็นนักเลงในทุกด้าน เพราะเมื่อยอมรับเป็นมิตรในคนพาลแล้วย่อมที่จะได้รับการเรียนรู้ การฝึกฝนในวิถีแห่งคนพาล จนนำมาประพฤติเป็นกิจของตนได้ง่าย
2. วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย เพราะเมื่อเป็นเช่นคนพาลแล้วย่อมกระทำเช่นคนพาลจนนำมาสู่ความเสื่อมเสียในวงศ์ตระกูล
3. ครอบครัวแตกแยก เพราะคนพาลมักไม่เป็นที่ชื่นชมของคนอื่นในครอบครัวหรือหากนำวิถีแห่งคนพาลมาใช้ในครอบครัว ก็ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งต่อผู้อื่นได้ง่าย
4. ถูกหลอกลวงได้ง่าย เมื่อยอมรับในมิตรของคนพาลแล้ว ย่อมต้องพบปะให้เกิดความคุ้นเคย คนพาลเหล่านั้นอาจหวังหลอกลวงในทรัพย์หรือประโยชน์จากเราเฉกเช่นคนพาลทั่วไป
5. ผู้คนนินทา ไม่มีผู้คบหา เพราะเมื่อคบคนพาลหรือนำวิธีแห่งคนพาลมาประพฤติแล้วมักทำให้ผู้อื่นรังเกียจ ไม่กล้าคบหา

6. การเกียจคร้านการงาน
การเกียจคร้านในการงาน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การอยู่นิ่ง ไม่ยอมทำการงานเพื่อหาเลี้ยงชีพตน และครอบครัว หรือไม่ยอมทำกิจอันเป็นหน้าที่ของตนอย่างเป็นนิจ เช่น ไม่หางานทำ ไม่ไปโรงเรียน เป็นต้น

โทษการเกียจคร้านการงาน
1. การงานคั่งค้าง ไม่สำเร็จ เพราะความขี้เกียจ ไม่ทำการงานที่ตนรับผิดชอบก็ย่อมนำมาซึ่งงานที่ไม่สำเร็จตามเวลาที่ตั้งไว้
2. ผู้ใหญ่ดุด่า ผู้อื่นนินทา เพราะการงานที่ไม่สำเร็จ ย่อมทำให้เกิดความเสียในชื่อเสียงหรือทรัพย์ของผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้าง
3. ครอบครัวยากจน ลูกเมียอดอยาก เพราะการที่ไม่ทำงาน ไม่ประกอบทำมาหากิน ย่อมไม่มีทรัพย์ที่จะมาจุนเจือครอบครัว
4. มักเกิดความแตกแยกในครอบครัว เพราะเมื่อไม่มีทรัพย์แล้วจากความขี้เกียจของตน ย่อมทำให้ผู้อื่นในครอบครัวดุด่า หรือแยกออกห่างเพียงเพื่อให้ตนอยู่รอดจนนำมาสู่การแตกแยกของครอบครัว
5. ไม่มีใครรับทำงาน ไม่มีงานทำ เพราะผู้ขี้เกียจย่อมไม่งานใดแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อนายจ้าง หากนายจ้างตกลงจ้างย่อมไม่เป็นผลดีต่องานของเขา

 

พรหมวิหาร 4 ประการ และแนวทางปฏิบัติ

พรหมวิหาร 4 ประการ คือ ธรรมครองใจ 4 ประการ ที่ทำให้บุคคลในสังคมพึงประพฤติปฏิบัติในทางอันประเสริญทั้งต่อตน และผู้อื่น ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ คือ
1. เมตตา หมายถึง ความประสงค์ที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข
2. กรุณา หมายถึง ความประสงค์ที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3. มุทิตา หมายถึง ความยินดีสรรเสริญในความสุขที่ผู้อื่นได้รับ
4. อุเบกขา หมายถึง ความวางใจเป็นกลางต่อความสุข และความทุกข์ที่มีต่อตน และผู้อื่นได้รับ

1. เมตตา
เมตตา แห่งพรหมวิหาร 4 เป็นความปรารถนาหรือความประสงค์อันเกิดขึ้นในจิตที่จะยังให้ผู้อื่นมีความสุข ภายใต้จิตอันบริสุทธิ์ อันจักนำไปสู่การเกิดความกรุณาต่อไป

ประเภทของเมตตาแห่งพรหมวิหาร 4
1. เมตตาแท้ คือ ความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุขอย่างแท้จริง อันประกอบขึ้นจากใจที่บริสุทธิ์ไม่แอบแฝงด้วยเพียงหวังประโยชน์แก่ตน
2. เมตตาเทียม คือ การแสร้งทำด้วยความปรารถนาหรือความประสงค์ที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข อันประกอบขึ้นจากใจที่มุ่งหวังหวังประโยชน์แก่ตน

การฝึกตนให้เกิดความเมตตา
1. การตั้งมั่นในจิต คือ การกำหนดจิตของตนที่จะมีความเมตตาต่อสรรพสิ่งทั้งหลายผ่านการทำสมาธิ และการภาวนาอย่างเป็นนิจ
2. การแผ่เมตตา คือ การภาวนาในจิตพร้อมการสวดด้วยวาจาในการแผ่เมตตาให้แก่สรรพสิ่งทั้งหลาย

การแสดงออกในความเมตตา
– ระลึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น และยังจิตให้มีกุศลอยู่เสมอ
– ไม่เบียดเบียน รังแก หรือ เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
– มีความรัก และความปรารถนาดีที่จะเห็นผู้อื่นมีความสุข
– ให้ความเป็นมิตรต่อคนรอบข้าง

2. กรุณา
กรุณา แห่งพรหมวิหาร 4 เป็นความปรารถนาที่จะช่วยหรือสงเคราะห์ให้ผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ บนพื้นฐานจิตใจอันบริสุทธิ์ จนนำไปสู่การใช้ปัญญาเพื่อที่จะหาแนวทาง และการประพฤติต่อการสงเคราะห์นั้นให้สำเร็จ ซึ่งจะยังให้ตนเกิดมุทิตา คือ ความอิ่มเอิบ และยินดีต่อความสุข และการพ้นจากทุกข์ของผู้นั้น

ความทุกข์ 2 ประการ
– ทุกข์ทางกาย คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายทำให้ต้องทนกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย การรู้สึกร้อนหนาว เป็นต้น
– ทุกข์ทางใจ คือ ความขุ่นข้องหมองใจอันเกิดจากความผิดหวังหรือไม่ต้องตามประสงค์ในสิ่งที่ตนยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นๆ

ประเภทของกรุณา
1. กรุณาแท้ คือ การสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ด้วยความปรารถนาที่แท้จริง อันประกอบขึ้นจากใจที่บริสุทธิ์ไม่ได้เพียงสงเคราะห์ผู้อื่นเพราะหวังให้เขาหลงเชื่อหรือยังซึ่งประโยชน์แก่ตน
2. กรุณาเทียม คือ การแสร้งทำสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ด้วยความที่ตนมุ่งหวังให้เขาหลงเชื่อหรือเพียงเพื่อหวังในประโยชน์จากผู้อื่นหรือเพื่อเพิ่มความทุกข์ให้ผู้อื่น

การแสดงออกในความกรุณา
– ให้ความช่วยเหลือหรือสงเคราะห์ผู้อื่นตามกำลังทรัพย์ของตน เช่น การบริจาคทรัพย์ให้แก่ขอทาน
– การช่วยเหลือหรือสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ ได้แก่ การนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
– การส่งเสริมความดีของผู้อื่นให้เจริญยิ่งขึ้น เช่น การช่วยส่งเสียเด็กกำพร้าให้เล่าเรียนหนังสือ
– การยังตนให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม เช่น การทำความสะอาดวัดวาอารามในวันว่าง

บุคคลที่พึงระวังในการแสดงความกรุณา
– บุคคลที่เกลียดกันหรือเป็นศัตรูกัน เพราะจะทำให้เกิดความขุ่นเคือง ความอิจฉา และเพิ่มความบาดหมาง
– บุคคลที่รักมาก เพราะหากเกิดความทุกเพียงเล็กน้อยย่อมจะทำให้ตนทุกข์ตามไปด้วย
– บุคคลที่ไม่ยินดีในเรา เพราะความกรุณาสูญเปล่าหรือควรให้กรุณาแก่ผู้อื่นที่ยินดีในตนจะยังกุศลมากกว่า
– บุคคลที่มีความใคร่ต่อเรา เพราะจะเพิ่มความใคร่นั้นให้เพิ่มขึ้น

3. มุทิตา
มุทิตา แห่งพรหมวิหาร 4 เป็นความอิ่มเอิบ และยินดีในใจที่ได้เห็นผู้อื่นมีความสุข และการพ้นจากทุกข์ อันจะนำไปสู่การส่งเสริม และสนับความสุขหรือความดีนั้นๆให้คงอยู่ และเจริญยิ่งๆขึ้นไป อันเป็นการกำจัดกิเลสทางใจที่ยังให้เกิดแก่อุเบกขาต่อไป

ประเภทของมุทิตา
1. มุทิตาแท้ คือ การทำใจยินดี และแสดงออกถึงความยินดีต่อความสุข และการพ้นจากทุกข์ของผู้อื่นด้วยจิตอันบริสุทธิ์ มิใช่แกล้งทำเพื่อหวังให้ผู้อื่นหลงเชื่อหรือหวังประโยชน์จากเขา
2. มุทิตาเทียม คือ การแสร้งทำใจยินดีหรือแกล้งแสดงออกถึงความยินดีต่อความสุข และการพ้นจากทุกข์ของผู้อื่น เพียงเพื่อหวังให้ผู้อื่นหลงเชื่อหรือจะได้รับประโยชน์จากเขา

การแสดงออกในมุทิตา
– แสดงความยินดีต่อผู้อื่นด้วยจิตอันบริสุทธิ์ เมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข
– ยกย่อง สรรเสริญในความดี และความสุขที่ผู้อื่นได้รับ
– แนะนำหรือเสนอแนะแนวทางต่อการยังประโยชน์ของผู้อื่นให้เจริญยิ่งขึ้นไป
– อนุโมทนาในกุศลกรรมที่ผู้อื่นได้กระทำ

4. อุเบกขา
อุเบกขา แห่งพรหมวิหาร 4 เป็นความสงบของจิตใจด้วยการวางใจเป็นกลางต่อความสุขหรือความทุกข์ที่ตนหรือผู้อื่นได้รับ ที่ประกอบขึ้นด้วยจิตที่ปราศจากความเศร้าหมองหรือความอิจฉาริษยาต่อสิ่งนั้นๆ

ประเภทของอุเบกขา
1. อุเบกขาแท้ คือ การวางใจเป็นกลางต่อความสุขหรือความทุกข์ด้วยจิตอันที่ตนตั้งมั่นโดยแท้ มิใช่เพียงแสร้งทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ
2. อุเบกขาเทียม คือ การแสร้งทำในการวางใจเป็นกลางต่อความสุขหรือความทุกข์ เพียงเพื่อหลอกให้ผู้อื่นหลงเชื่อในตน

การแสดงออกในอุเบกขา
– ทำใจจิตเป็นกลาง ไม่มีความอิจฉาริษยาต่อความสุขที่ผู้อื่นได้รับ
– มีความเป็นธรรม และความเสมอภาคต่อผู้อื่น
– จิตใจสงบ ไม่โต้ตอบต่อสิ่งเราด้วยกายหรือวาจา
– ให้ความเคารพต่อต่อความคิด และการแสดงออกของผู้อื่น
– ยอมรับในผลแห่งการกระทำที่ยังให้เกิดขึ้นด้วยตนหรือผู้อื่น

สติกับสัมปชัญญะ ต่างกันตรงที่

1. สติระลึกถึงเรื่องที่ล่วงมาแล้วและที่ยังมาไม่ถึง (อดีตกาลและอนาคตกาล)
2. สัมปชัญญะ รู้ตัวในขณะที่กำลังทำ พูด คิดอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สติ และสัมปชัญญะ ต่างก็ช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน คือ เมื่อสติระลึกขึ้นมาแล้วว่า จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ลงมือกระทำ พูด และคิด ในสิ่งนั้นด้วยความรู้ตัวอยู่เสมอ เช่น เราจะหยิบปากกามาเขียนหนังสือ การนึกหรือการระลึกขึ้นมาได้ว่า ปากกามีรูปร่างอย่างนั้น ตัวหนังสือหรือข้อความที่จะเขียนต่อไปจะว่าด้วยเรื่องนั้นๆแล้วก็ไปหยิบปากกามาได้ถูก และเขียนหนังสือ การนึกหรือการระลึกขึ้นมาได้ว่า ปากกามีรูปร่างอย่างนั้นตัวหนังสือหรือข้อความที่จะเขียนต่อไปจะว่าด้วยเรื่องนั้นๆแล้วก็หยิบปากกามาได้ถูก และเขียนได้ถูกต้อง ขณะที่กำลังหยิบปากกามาก็รู้ว่าตนกำลังหยิบปากกามาเมื่อกำลังเขียนอยู่ก็รู้ว่าตนกำลังเขียนเรื่องอะไรอยู่

สติ

ดังนั้น สติกับสัมปชัญญะจึงเป็นธรรมที่เป็นเครื่องค้ำจุนกัน และเป็นธรรมที่ช่วยค้ำจุนมนุษย์ให้คิด พูด และกระทำในสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยความไม่ประมาท หากขาดธรรมใน 2 ประการนี้แล้ว มนุษย์ก็จะกระทำในสิ่งใดไม่สำเร็จ ไม่ต้องตามจิตประสงค์ และอาจส่งผลเสียย้อนกับสู่ตนได้

ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้กระทำ ให้พูด ให้คิด ด้วยการมีสติ และไม่ประมาท คือ ให้พึงระลึกได้ และสัมปชัญญะ คือ ให้พึงรู้ตัวอยู่เสมอว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ แต่จะทำอะไรก็ตามนั้น สิ่งนั้นไม่ควรรีบร้อนหรือเร่งด่วนจนเกินพอดี ควรไตร่ตรองให้รอบคอบ ทำด้วยความสุขุม รอบคอบ และอย่างมั่นใจ จึงจะทำให้ผลที่ดีตามมา

สติ และสัมปชัญญะนี้ เมื่อกล่าวโดยสรุปก็คือ ความไม่ประมาท นั้นเอง และคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมดล้วนรวมลงในความไม่ประมาท คือ การมีสติรอบคอบนั้นเอง ชีวิตของผู้ไม่ประมาท มีสติรอบคอบระมัดระวังในทุกสถานแล้ว ชีวิตก็จะดำเนินด้วยความสุขสงบมากขึ้น

สติสัมปชัญญะในพระไตรปิฎก

ธรรมอันน่าอัศจรรย์ 20 ประการ ของพระพุทธองค์ พระอานนท์อธิบายธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์ว่า พระโพธิสัตว์

1.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ และไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต
2.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ จึงได้อาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต
3.  เป็นผู้อาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตตลอดกัปของอายุ
4.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะมาตั้งแต่ขณะจุติลงจากสวรรค์มาสู่ครรภ์ของพระมารดา
5.  ขณะลงมาจุติจากสวรรค์สู่พระครรภ์มารรดา ได้เกิดแสงสว่างทั่วทั้งเทวภูมิ มารภูมิ พรหมภูมิ โลกภูมิที่ประจักษ์ต่อหมู่มนุษย์ สัตว์ และเทวดา เกินกว่าเทวานุภาพทั้งปวง
6.  เวลาลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา เทพบุตร 4 องค์ เข้าไปอารักขา โดยอยู่ประจำทั้ง 4 ทิศ มิให้มนุษย์หรืออมนุษย์ เบียดเบียนพระโพธิสัตว์หรือพระมารดา
7.  พระมารดาทรงศีล 5 คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ไม่ถือเอาสิ่งของผู้อื่นที่เจ้าของไม่ได้ให้ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่เสพน้ำเมา เมรัย
8.  พระมารดาไม่ทรงรู้สึกทางกามารมณ์ในขณะตั้งพระครรภ์ ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงเกินได้
9.  พระมารดาพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 ในขณะตั้งพระครรภ์
10.  พระมารดาไม่มีอาการเจ็บพระครรภ์ และรับรู้ถึงพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในพระครรภ์
11.  เมื่อพระองค์ทรงประสูติได้ 7 วัน พระมารดาได้ทรงสวรรคต และพระมารดาทรงได้ไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต
12.  พระองค์ทรงประสูติจากพระครรภ์พระมารดาที่มีอายุพระครรภ์เพียงครบ 10 เดือน เท่านั้น
13.  ขณะประสูติ พระมารดามิได้นอนประสูติ แต่ทรงประทับยืนประสูติ
14.  หลังจากการประสูติออกมาแล้วมีทวยเทพทำพิธีต้อนรับ
15.  ขณะที่พระมารดาทรงยืนประสูติ พระองค์ได้ทรงประสูติออกมา โดยไม่สัมผัสกับแผ่นดินด้วยมีทวยเทพ 5 องค์ ช่วยกันประคอง และวางพระองค์ไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดา
16.  เวลาที่พระองค์ประสูติ พระองค์ไม่สัมผัสด้วยน้ำเมือกเลือด
17.  หลังจากประสูติแล้ว มีธารน้ำในอากาศ คอยไหลชำระพระกายพระองค์ และพระมารดา
18.  หลังจากประสูติแล้ว พระองค์ทรงได้ประทับยืน และทรงเสด็จดำเนินได้ 7 ก้าว พร้อมกับเปล่งอาสภิวาจาในความหมายว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เจริญ ชาตินี้จึงเป็นชาติสุดท้าย ชาติหรือภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว
19 .  หลังจากทรงกล่าวเช่นนั้นแล้ว ได้เกิดแสงสว่างพร้อมทั้งภูมิต่างๆ และเกิดแผ่นดินไหว 10 สหัสสี และครั้น เมื่อพระอานนท์อธิบายจบ พระพุทธองค์ทรงเพิ่มข้อที่ 20 ว่า
20.  เพราะเหตุนั้น เธอจงจำธรรมอันน่าอัศจรรย์นี้ไว้ เวทนา สัญญา วิตกของตถาคตย่อมปรากฏเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป