โสรัจจะ แตกต่างกับขันติ อย่างไร

โสรัจจะ หมายถึง ความสงบเสงี่ยมหรือความเรียบร้อยของร่างกาย ที่เป็นกระบวนการต่อมาหลังจากเกิดขันติ (ความอดทน) ด้วยการควบคุมกิริยาอาการ ทั้งทางร่างกาย และวาจา ไม่ให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากภายใน และภายนอกที่เข้ามากระทบกระทั่ง

โสรัจจะ เป็นธรรมะที่คู่กับ ขันติ คือ โสรัจจะ เป็นความสงบเสงี่ยม เมื่อมีขันติก็สามารถที่จะอดทนต่อเหตุการณ์หรือสิ่งที่มายั่วยุไม่ให้โต้ตอบต่อสิ่งนั้น พร้อมกับระงับอารมณ์โกรธ และความไม่พอใจได้ เราก็จะต้องสามารถจัดการกับกิริยาอาการ คำพูด และสีหน้าของเราให้สงบเสงี่ยมยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การกระทำตนเช่นนี้ เรียกว่า มีโสรัจจะ

ขันติ หมายถึง ความอดทน คือ เป็นธรรมสำหรับข่มอารมณ์หรือจิตใจที่จะทนได้ต่อความยากลำบาก ความเจ็บปวด ความโมโหโทโส ความเครียดแค้น ด้วยการมีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นในสิ่งที่เข้ามากระทบกระทั่งทั้งทางกาย วาจา และใจ อันเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

ส่วน โสรัจจะ เป็นตัวข่มพฤติกรรมที่กระตุ้นมาจากจิตใจให้สงบ ทำให้ดูเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช่น เมื่อถูกผู้อื่นด่าทอ ผู้นั้นสามารถทนได้ และไม่แสดงกิริยาหรือกล่าวคำตอบโต้ โดยการข่มความโกรธไว้ แต่ขณะเดียวกันภายในจิตใจก็ยังขุ่นเคืองอยู่ จนแสดงออกด้วยไม้มือสั่น เดินกระวัดกระเวี่ยง อย่างนี้เรียกว่า มีขันติ แต่ยังขาดโสรัจจะ แต่หากผู้นั้นข่มใจให้เย็น ไม่แสดงออกด้วยไม้มือสั่น แสดงว่าผู้นั้น มีทั้งขันติ และโสรัจจะ

ดังนั้น ข้อแตกต่างของขันติ และโสรัจจะ คือ
1. ขันติ คือ ความอดทน ที่เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นในจิต คือ สภาวะที่จิตเกิดกระบวนการคิดไตร่ตรองหรือการหักห้ามจิต ไม่ให้คิดต่อเพื่อทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้า
2. โสรัจจะ คือ ขั้นต่อมาหลังจากที่เกิดความอดทนได้ ด้วยการความคุมอารมณ์ไม่ให้ร่างกายแสดงออกตอบโต้ต่อสิ่งเร้าภายนอก และภายในที่มากระทบทั้งจิตใจ และร่างกาย
– สิ่งเร้าภายนอก เช่น คำด่าทอ (ไม่ด่าตอบ) มือถือรุ่นใหม่ (ไม่ซื้อ)
– สิ่งเร้าภายใน เช่น การเจ็บป่วยของร่างกาย (ไม่ร้องโอดครวญ)

ความสำคัญของขันติในระดับบุคคล และสังคม

ความสำคัญของขันติ
ขันติความอดทน เป็นคุณธรรมที่มีความสำคัญพื้นฐานของการดำเนินชีวิตเพื่อที่จะให้มนุษย์เรามีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสังคมได้ รวมทั้งเป็นพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองไปสู้เป้าหมายสูงสุดในชีวิต โดยความสำคัญแบ่งได้ ดังนี้

1. ความสำคัญในระดับบุคคล
ปุถุชนเราจำเป็นต้องใช้ขันติ เป็นพื้นฐานในการพัฒนาตนเองในทุกๆ ด้าน เพราะถ้าขาดขันติ ความอดทนแล้ว การพัฒนาจะไม่มีทางสำเร็จได้ แม้แต่ผู้ที่พัฒนาตนเองจนได้รับการยกย่องว่า เป็นมหาบุรุษ ยังต้องมีขันติ เป็นคุณธรรมประจำตัว 10 ประการ คือ
1. ทมะ คือ การฝึกฝนตนให้อยู่ในธรรมอยู่เสมอ
2. สังยมะ คือ การสำรวมระวังกาย วาจา ใจ ให้ประพฤติอยู่ในธรรมเสมอ
3. ขันติ คือ ความอดทน
4. สังวร คือ การสำรวมกาย วาจา และใจ ไม่ให้คล้อยตามในสิ่งที่เป็นอปมงคล
5. นิยมะ คือ การเห็นชอบในบุญกุศล
6. อโกธะ คือ การหักห้ามความโกรธ
7. อวิหิงสา คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
8. สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ ทั้งกาย วาจา และใจ
9. โสเจยยะ คือ การมั่นรักษากาย วาจา และใจให้สะอาด บริสุทธิ์
10. เมตเตยยะ คือ การยึดมั่นในเมตตา

2. ความสำคัญในระดับครอบครัว และสังคม
ไสว ได้อธิบายว่า บุคคลผู้เป็นฆราวาส คือ เป็นบุคคลผู้มีเหย้ามีเรือน มีครอบครัว ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คฤหัสถ์นั้น จะเป็นคนมีฐานะมั่นคง เป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขตามวิสัยของชาวบ้านทั่วไป ซึ่งจะต้องเรียนรู้ และปรับปรุงตัวเองด้วยการปลูกฝังคุณธรรมในจิตใจ พร้อมยึดมั่น และถือปฏิบัติตามธรรมของฆราวาสมั่นคง คือ มีคุณธรรมสำหรับการครองเรือน หรือที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม 4 ประการ คือ
– สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ และจริงใจต่อกัน
– ทมะ คือ การรู้จักข่มจิตหรืออารมณ์ของตน
– ขันติ คือ ความอดทน
– จาคะ คือ การรู้จักสละหรือบริจาคสิ่งของหรือทรัพย์สินของตนแก่ผู้อื่น

 

ความอดทน (ขันติ) แบ่งได้ 4 ลักษณะ คื


1. อดทนต่อความลำบากในการดำเนินชีวิต
ความอดทนต่อความลำบากในการดำเนินชีวิต เป็นความอดทนที่มีต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เป็นปัจจัยภายนอก และภายใน ได้แก่
– อดทนต่อความหนาว เมื่อออกไปทำงานในฤดูหนาว
– อดทนต่อความร้อน เมื่อต้องออกทำงานในที่โล่ง และมีแสงแดดจ้า
– อดทนต่อความหนัก เมื่อต้องยกของหนัก
– อดทนต่อความหิว เมื่อรับประทานอาหารไม่เพียงพอ และไม่มีอาหารให้รับประทานอีก
– อดทนต่อความเหนื่อย เมื่อทำงานมาทั้งวัน
– ฯลฯ

2. ความอดทนต่อทุกขเวทนาทางกาย
ความอดทนต่อทุกขเวทนาทางกาย เป็นความอดทนที่เกิดจากภาวะร่างกายไดรับบาดเจ็บหรือเป็นโรคภัย ได้แก่
– อดทนต่อความเจ็บบดแผล เมื่อประสบอุบัติเหตุ
– อดทนต่ออาการเจ็บท้อง เมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหาร
– อดทนต่อความปวดของข้อ เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
– ฯลฯ

3. ความอดทนต่อสภาพจิตใจ
ความอดทนต่อสภาพจิตใจ เป็นความอดทนที่มาจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบกระทั่ง ซึ่งอาจทำให้จิตใจ และอารมณ์เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้แก่
– อดทนต่อความเจ็บใจ เมื่อมีผู้อื่นมากล่าวเหยียดหยาม
– อดทนต่อความเจ็บใจ เมื่อมีคนอื่นมาแกล้ง
– อดทนต่อความโกรธแค้น เมื่อผู้อื่นมาทำลายข้าวของ
– อดทนต่อความทุกขเวทนา เมื่อเห็นผู้อื่นเสียชีวิตต่อหน้า
– ฯลฯ

4. ความอดทนต่อกิเลส
ความอดทนต่อกิเลส เป็นความอดทนที่ต่อสิ่งเร้าทางอารมณ์ในความอยากได้ ความโกรธโมโห และความหลงในสิ่งนั้น อันจะนำมาสู่ผลเสียที่มีต่อจนเอง และผู้อื่น ได้แก่
– อดทนต่อความอยากได้ในทรัพย์สิน เงินทอง หรือ เรียกว่า ความโลภ แต่หากอดทนไม่อาจนำไปสู่มิจฉาอาชีวะเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น เช่น การลักขโมยเงินจากตู้บริจาคในวัด เป็นต้น
– อดทนต่อความโกรธ ความโมโหร้าย ที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบ เช่น ถูกผู้อื่นมาดุด่า ถูกผู้อื่นมาเอารัดเอาเปรียบ เป็นต้น
– อดทนต่อความหลงในชื่อเสียง ฐานะ และอำนาจ จนนำมาใช้ในทางที่ผิด เช่น เมื่อตนได้รับรางวัลการแข่งกีฬาจึงหลงในความสามารถของตนจนนำมาพูดโอ้อวดให้ผู้อื่นรับรู้ ตำรวจเป็นผู้ค้ายาเองด้วยความหลงฝนอำนาจหน้าที่ที่ตนมีอยู่ เป็นต้น

ขันติ/ความอดทน


ขันติ
 หมายถึง ความอดทน อดกลั้นต่อความทุกข์ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เช่น อดทนต่อสภาพของปัจจัยความร้อนหรือความเย็น อดทนต่อความทุกขเวทนาของร่างกายเมื่อเจ็บป่วย อดทนต่อคำด่า คำดูหมิ่น และอดทนต่อความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นคือ ความอดทน อดกลั่น ต่อความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย และจิตใจ

ขันติ ความอดทน มีความแตกต่างระหว่าง กับ ความอดกลั้น คือ
1. ความอดทน หมายถึง การระงับอารมณ์ และความรู้สึกที่มีต่อผลจากปัจจัยภายนอกหรือภายใน ด้วยจิตที่เข้มแข็ง
2. ความอดกลั้น หมายถึง การระงับหรือการควบคุมกิริยาหรือการกระทำอันมาจากปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายในที่มากระตุ้นอารมณ์ และความรู้สึก

พระธรรมปิฎก ได้ให้ความหมายขันติ ในประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่
1. ขันติ หมายถึง ความอดทน ความอดกลั้นต่อความลำบาก ตรากตรำที่มาจากปัจจัยทางด้านทางกายภาพ เช่น อดทนต่อสภาพอากาศร้อน อดทนต่อสภาพอากาศหนาว อดทนต่อความหิวกระหาย และความเหนื่อยล้า
2. ขันติ หมายถึง ความอดทน ความอดกลั้นต่อความเจ็บปวดทางกาย เช่น การเจ็บปวดปาดแผลมากเพียงใดก็ยังไม่ร้องฟูมฟายออกมา
3. ขันติ หมายถึง ความอดทน ความอดกลั้นต่อความเจ็บใจอันเกิดขึ้นทางจิตใจ เช่น วาจาเสียดสี เสียดแทง ถ้อยคำ ด่าหยาบคาย คำกล่าวล่วงเกินให้เกิดความเสียหาย สร้างความขุ่นเคืองใจด้วยประการต่างๆ
4. ขันติ หมายถึง ความอดทน ความอดกลั้นต่อมารทางจิตที่บีบคั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ที่คอยโน้มน้าวชักนำให้จิตใจให้ไหลไปตามกระแสแห่งกิเลสในทางที่ผิด หรือมีผลเสียต่อตนเอง และผู้อื่น การอดทน อดกลั้นต่อกิเลสนั้น ย่อมนำพาเพื่อบรรลุตามเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิตที่ดีงาม

ลักษณะสัจจะทางมโนกรรม 3

สัจจะ หมายถึง ความจริงใจ ความชื่อตรง ในการประพฤติด้วยกาย คือ การกระทำ และการประพฤติด้วยวาจา คือ การพูด และการประพฤติด้วยใจ คือ ความนึกคิด ด้วยความจริง ไม่มีสิ่งแอบแฝงเพื่อวัตถุประสงค์อื่นแก่ตนเอง เช่นนี้เรียกว่า มีความจริงใจ หรือ สัจจะ

ลักษณะสัจจะทางมโนกรรม 3
การรักษาสัจจะใน มโนกรรม หมายถึง กรรมทางใจ สร้างสัจจะมโนกรรมในทางดี เช่น คิดทำบุญ ทำกุศล เป็นต้น ไม่สร้างสัจจะมโนกรรมในทางชั่ว เช่น คิดอาฆาตพยาบาท คิดแต่สิ่งที่ไม่ดีไม่เกิดประโยชน์ คิดทำความชั่ว ประกอบด้วย
1. ไม่โลภอยากได้ของเขา
การมีความจริงใจ ละเว้นจิตเพ่งเล็งที่คิดอยากได้ทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นมาเป็นของตน
2. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา
การมีความจริงใจโดยไม่คิดร้ายผู้อื่น ไม่เป็นผู้มีจิตพยาบาทคิดร้าย ไม่ใช่ผู้มีจิตคิดจะแก้แค้น ไม่คิดมุ่งเบียดเบียน หรือเพ่งมองในทางที่จะทำลายเขา จิตคิดปรารถนาแต่ว่า “ขอให้สัตว์พวกนี้จงเป็นผู้ไม่พยาบาท ไม่มีทุกข์ มีความสุขรักษาตนอยู่เถิด” พึงตั้งใจปรารถนาดี แผ่ไมตรี มุ่งให้เกิดแต่ประโยชน์สุขแก่กัน
3. มีความเห็นชอบ
การเป็นผู้มีความจริงใจ มีความเห็นถูกต้องตามคลองธรรม ไม่ใช่เป็นผู้มีความเห็นคล้อยตามอำนาจกิเลส พึงมีความเห็นชอบว่า
– ทานให้หรือบริจาคมีผล
– การเซ่นสรวงมีผล
– การบูชามีผล

ลักษณะสัจจะทางวจีกรรม 4


การรักษาสัจจะใน วจีกรรม หมายถึง การกระทำทางวาจาในทางดี เช่น พูดคำที่เป็นประโยชน์ พูดสร้างสรรค์สังคม พูดดี เป็นต้น ไม่สร้างสัจจะในวจีกรรมทางชั่ว เช่น การประพฤติพูดเท็จ การประพฤติพูดคำหยาบ การประพฤติพูดส่อเสียด การประพฤติพูดยุยงให้เขาแตกกัน การประพฤติพูดให้ร้าย ป้ายสีเขา

1. การเว้นจากการพูดเท็จ
การพูดเท็จ หมายถึง การพูดด้วยเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง หรือ เรื่องโกหก เรื่องที่ตนแต่งขึ้นมาหรือเสริมความเท็จเพียงให้ตนได้รับประโยชน์

2. การเว้นจากการพูดส่อเสียด
การพูดส่อเสียด หมายถึง การพูดด้วยคำหยาบหรือคำสุภาพ แต่เป็นคำที่กระทบกระทั่งผู้อื่นให้เกิดความเจ็บใจ นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการพูดยุแย่เพื่อให้คนอื่นหรือหมู่คณะแตกความสามัคคี เกิดความหมองใจ แตกแยกทะเลาะวิวาทกัน

3. การเว้นจากการพูดคำหยาบ
การพูดคำหยาบ หมายถึง การพูดด้วยคำหรือศัพท์ที่ไม่รื่นหู ไม่น่าฟัง มักพูดขณะเกิดโทสะ หรือพูดด้วยความคะนึกคะนอง คำหยาบเหล่านี้ เมื่อพูดออกไปย่อมทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ หรืออาจเกิดโทสะ เกิดโทษแก่ตน และผู้อื่น

4. การเว้นจากการพูดกลับคำ
การพูดกลับคำ หมายถึง การพูดกลับไปกลับมา หาจุดยืนของคำพูดหรือสิ่งที่แท้จริงในครั้งใดไม่ได้ อาจด้วยการสัญญา การรับคำต่อผู้อื่นหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพูดเพื่อบอดเล่าให้ผู้อื่นฟัง แต่กลับคำพูดใหม่เป็นครั้งคราวไป สิ่งเหล่านี้ คือ การพูดกลับคำ เมื่อพูดกลับคำแล้ว ย่อมทำให้ผู้อื่นไม่เชื่อในคำพูดของตน

ประเภทของสัจจะ

ประเภทของสัจจะ
คำว่า สัจจะ “ความจริง/ความซื่อสัตย์” ในคำสอนของพระพุทธศาสนาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. สมมติสัจจะ
สมมติสัจจะ หมายถึง จริงตามสมมติ กล่าวคือ นามที่ถูกเรียกหรือถูกตั้งให้ด้วยผู้อื่น ได้แก่
– เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย มีชื่อเล่นหรือชื่อจริงว่าอย่างโน้นอย่างนี้
– ทำงานเป็นราชการ ทำงานในเอกชน ถูกเรียกด้วยชื่อตำแหน่งที่เขาตั้งให้ เช่น ผู้จัดการโรงงาน หัวหน้าฝ่ายผลิต หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
– ขอทานผู้อื่นเขากิน คนมักเรียกว่า ขอทาน
– ผู้ปกครองแผ่นดิน ทั้งพระมหากษัตริย์ นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี

สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ ถือเป็น “สมมติสัจจะ” คือ นามหรือสภาพที่ผู้อื่นตั้งให้ด้วยการสมมติ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระเบียบทางสังคม ด้วยข้อกฎหมาย และหลักศีลธรรมที่ผูกเกี่ยวในนามสมมตินั้นจึงยังให้ผู้นั้นเกิดสัจจะ ความจริง ความสัตย์ ตามบทบาทหน้าที่ของตนที่เป็นส่วนหนึ่งในสังคม

2. ปรมัตถสัจจะ
ปรมัตถสัจจะ หมายถึง จริงโดยปรมัตถ์ กล่าวคือ สมมติสัจจะที่ประกอบด้วยนามสมมติที่ผู้อื่นตั้งให้ นามสมมตินั้น แต่ละคนล้วนมีความเท่าเทียมกัน คือ ความเป็นมนุษย์ทั่วไป ที่ยังคงมีที่ต้องเผชิญ ทั้งในอายตนะภายใน 6 และอายตนะภายนอก 6 รวมถึงมีขันธ์ 5 ที่เหมือนกันหมด ไม่ต่างกันเลย หรือพระเจ้าแผ่นดินมีอย่างไร คนขอทานก็มีอย่างนั้น ไม่ต่าง แต่เท่ากันหมด สิ่งนี้เป็นปรมัตถสัจจะ คือ สภาพที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์

โยนิโสมนสิการ และแนวทางปฏิบัติ

โยนิโสมนสิการ หมายถึง การคิดของบุคคลที่ต้องมีสติปัญญาเป็นตัวกำกับ ซึ่งทำให้บุคคลสามารถคิดเป็น วิเคราะห์เป็น โดยคิด และวิเคราะห์ได้อย่างถูกวิธี มีระบบ มีระเบียบ ต่อเนื่องจากเหตุสู่ผล เชื่อมโยงกันภายใต้พื้นฐานของคุณธรรมที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ และการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม อย่างนี้ เรียกว่า การคิดแบบมีเหตุผลจนทำให้เกิดปัญญา

• โยนิโสมนสิการ มาจาก 2 คำ คือ โยนิโส + มนสิการ
• โยนิโส มาจากคำว่า โยนิ หมายถึง เหตุ ต้นเหตุ หรือ จุดเกิดแห่งเหตุ
• มนสิการ แปลว่า การคิด การวิเคราะห์ การพิจารณา

การทำใจให้แยบคาย เป็นปัจจัยในการรับรู้ผัสสะจากภายนอก อันจะเป็นตัวกั้นกระแสความคิดไม่ให้ปรุงแต่งตามตัณหา ความทะยานอยากที่เป็นองค์ประกอบภายในของของตนเอง ทำให้พิจารณาสิ่งๆอย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น โยนิโสมนสิการ จึงมีความหมายของการคิดที่เป็นระบบ คิดเป็นระเบียบ และคิดมีเหตุผล

ความสำคัญของโยนิโสมนสิการ
โยนิโสมนสิการ เป็นความคิดที่สกัดกั้นอวิชชาตัณหา (อวิชชา คือ ความไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้ และความรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ ส่วนตัณหา คือ ความทะยานอยาก ความใคร่ในกาม) กล่าวคือ เป็นการคิดอย่างมีเหตุ และผล ไม่คิดตามความต้องการของตนที่ไร้ซึ่งเหตุ และผล เพราะปุถุชนทั่วไปมักคิดภายใต้พื้นฐานความต้องการของตน

ดังนั้น บุคคลที่คิดแบบเป็นโยนิโสมนสิการจะมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ภายใต้พื้นฐานเหตุ และผล นั่นคือ การเกิดสภาวะผู้มีปัญญา ด้วยการใช้ความคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองในเหตุ และผล นำไปสู่การรับรู้ความจริง และการหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่เหมาะสม

มิตรแท้คือ

 

มิตรแท้/เพื่อนแท้ (สุหทมิตร) หรือ กัลยาณมิตร 4 ประการ
1 มิตรมีอุปการะ เป็นมิตรมีใจดี มี 4 ลักษณะ คือ
– ปกป้องเพื่อนมิให้เป็นผู้ประมาทหรือปกป้อง และช่วยเหลือเพื่อนที่กระทำผิดในความประมาท
– ปกป้องทรัพย์ของเพื่อได้
– สามารถพึ่งพาอาศัยได้เมื่อยามทุกข์หรือมีภัย
– เมื่อมีกิจร่วมกันกับเพื่อน ผู้นั้นยินดีต่อการออกทรัพย์เท่ากันหรือมากกว่า

2 มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นมิตรมีใจดี มีลักษณะ 4 ประการ คือ
– บอกสิ่งที่เพื่อควรรู้แก่เพื่อน เรื่องที่เป็นความลับของตนที่ไม่สามารถบอกแก่ผู้อื่นได้ แต่สามารถบอกแก่เพื่อนของตนได้
– เก็บรักษาความลับของเพื่อนได้ ย่อมรักษาความลับของเพื่อนเพื่อไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้
– ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ หรือ ในยามประสบอันตราย
– สามารถสละความสุข และชีวิตของตนเพื่อความสุข และชีวิตของเพื่อนได้

3 มิตรแนะประโยชน์มีลักษณะ 4 ประการ คือ
– ห้ามเพื่อนมิให้ประพฤติในความชั่ว
– แนะนำให้เพื่อนประพฤติอยู่ในความดี
– ให้รู้ในสิ่งที่เพื่อนยังไม่เคยรู้ และช่วยอธิบายให้เข้าใจ
– บอกทางสวรรค์ให้มิตร ด้วยการแนะนำ และอธิบายให้เพื่อนทั้งหลายกระทำกรรมดีแล้วย่อมเกิดในสวรรค์

4 มิตรมีความรักใคร่ เป็นมิตรมีใจดี มีลักษณะ 4 คือ
– ไม่ยินดีกับความเสื่อมของเพื่อน
– ยินดีในความเจริญของเพื่อน
– ห้ามปรามคนที่นินทาหรือติเตียนเพื่อน หรือช่วยแก้ต่างให้
– ยินดี และส่งเสริมผู้ที่สรรเสริญเพื่อน

มิตรเทียม 4 ประการคือ

1. ผู้ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่มีเจตนาหวังเอาทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว โดยมิหวังเสียเปรียบ
– ผู้ที่มีเจตนาหวังเอาทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นด้วยการเสียประโยชน์ของตนแต่เพียงเล็กน้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่มากกว่า
– ผู้ที่กระทำประโยชน์แก่เพื่อเมื่อยามทุกข์ร้อนเพื่อหวังให้เพื่อนช่วยเหลือ แต่เมื่อพ้นทุกข์ พ้นภัยแล้วก็พยายามปลีกตัวหนีไป
– ผู้ที่คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ทรัพย์หรือประโยชน์ต่อตน
2. ผู้ที่มีดีแต่คำพูด มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับเรื่องที่เป็นอดีตไปแล้ว
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
– ไม่ยินดี และไม่สนับสนุนในกิจที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าหรือกิจที่ทำให้ตนเสียประโยชน์
3. ผู้ที่ชอบประจบ มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อน เมื่อเพื่อนกระทำชั่วเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อน เมื่อเพื่อนกระทำดีเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อนต่อหน้าเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวนินทาลับหลังเป็นนิจ
4. ผู้ที่ชักนำหรือส่งเสริมเพื่อนในทางเสื่อม มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการดื่มหรือเสพสุรา และเมรัย อันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการออกเที่ยวในยามวิกาลเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการเที่ยวดูสิ่งบันเทิงเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการพนันเป็นนิจ