ประโยชน์ของการใส่บาตร

 

วันนี้เราจะมาดูคุณประโยชน์ของการใส่บาตรในตอนเช้ามีมากมายหลายประการด้วยกัน

1. การใส่บาตรทุกวัน ย่อมได้รับอานิสงส์ ที่ตามพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ

เป็นที่รักของผู้คนทั้งหลายคนดีมีปัญญาย่อมชอบคบค้าสมาคมด้วย

มีชื่อเสียงที่ดีงามเป็นผู้ไม่ห่างไกลธรรม และเมื่อตายแล้วย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์

2. การใส่บาตรทุกวัน ทำให้จิตใจเกาะอยู่กับความดี เป็นการฝึกจิตให้คลุกเคล้าอยู่กับกุศล ซึ่งเป็นทางแห่งความเจริญ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรับรองว่า “ผู้ฝึกจิตดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้” เพราะเมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่จะนึกถึงคือจะหาอะไรใส่บาตรดี ซึ่งจุดนี้ก็เรียกว่าเป็นสังฆานุสติ เพราะนึกถึงพระสงฆ์ และจาคานุสติ เพราะนึกถึงสิ่งที่จะนำใส่บาตรพระ ถือเป็นบุญการเจริญพระกรรมฐานถึง 2 กองด้วยกัน

3. เป็นการลดความตระหนี่ง บรรเทาความเห็นแก่ตัว สร้างใจให้เป็นสุขและ สร้างสังคมให้ร่มเย็น เพราะเป้าหมายหลัก ของการให้ทานที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ เพื่อกำจัดความตระหนี่ มุ่งสู่ความดีและความเสียสละ

4. เป็นการต่อบุญต่อลาภให้แก่ตนเอง เพราะการใส่บาตรเป็นการเสริมทานบารมีโดยตรง เป็นการสร้างทางแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยและความคล่องตัวในโลก ยิ่งทำทุกวัน กุศลก็ยิ่งส่งผลอย่างต่อเนื่อง จนสามารถหลีกพ้นความยากจนได้อย่างถาวร

5. เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุคคลอันเป็นที่รักที่ล่วงลับไปแล้ว อันเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีคุณ

6. เป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของเรา เอาไว้ เพื่อความงดงามและมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติ

7. เป็นแบบอย่างการส่งต่อความดีจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้ลูกหลานมีแบบอย่างในการทำความดีสืบต่อไป เพราะถ้าคนเป็นพ่อแม่ไม่ทำตัวอย่างไว้ ลูกหลานก็ไม่มีตัวอย่างดู ต่อไปคนรุ่นใหม่ก็จะไม่กล้าทำ แล้ววัฒนธรรม ที่ดีงามของเราก็จะสูญสลายไปในที่สุด

8. เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะพระสงฆ์สามเณรต้องอยู่ด้วยการบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ถ้าไม่มีใครใส่บาตร ก็ไม่มีอาหาร เมื่อไม่มีอาหารย่อมไม่อาจดำรงชีพอยู่ได้ แล้วพุทธศาสนาก็อาจจะสิ้นสุดลงในยุคปัจจุบัน

9. การใส่บาตรเป็นการสร้างความปรองดองให้กับชาวพุทธ เป็นการหยุดวิกฤตความศรัทธา เพราะถ้าชาวพุทธทุกบ้านพร้อมเพรียงกันใส่บาตร จะเกิดเป็นพลังแห่งความสามัคคีขึ้น ซึ่งพลังนี้จะช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสงบสุข ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความสามัคคีของหมู่คณะ ย่อมทำให้เกิดสุข” ทำให้ชาวพุทธมีความเข้มแข็ง และสามารถจะสร้างกรอบอันดีงามให้แก่ภิกษุสามเณรทั้งหลายไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางได้

8 ความเชื่อเกี่ยวกับวันลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา เป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น การลอยกระทงนิยมทำกันในวันเพ็ญ เดือน 12 ของทุก ๆ ปี อันเป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำลำคลองขึ้นสูงและอากาศเริ่มเย็นลง วันนี้เรามาจะดู 8ความเชื่อ เกี่ยวกับวันลอยกระทงกะนค่ะ

1. ขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่เราได้ใช้น้ำ ได้ดื่มกินน้ำ รวมไปถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำ

2. และในกระทงส่วนใหญ่ตามความเชื่อ เราจะนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ลอยความทุกข์ ความโศกรวมถึงโรคภัยต่างๆ ให้ลอยไปกับแม่น้ำ

3. เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย

4. ชาวไทยในภาคเหนือมีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ตามตำนานเล่าว่า พระอุปคุตทรงสามารถปราบพระยามารได้

5. ในคืนวันเพ็ญเดือน 12 วันลอยกระทง จะมีพิธี อาบน้ำเพ็ญ ในเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเป็นช่วงที่พระจันทร์อยู่กึ่งกลางพอดี และเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้อาบ จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

6. เชื่อว่าเป็นการ บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาขององค์พระพุทธเจ้า

7. เชื่อว่าเป็นการ ต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์

8. เชื่อว่าเป็นการ ระลึกถึง และ ส่งของไปให้แก่บรรพบุรุณที่ล่วงลับไปแล้ว

การทำทาน

 

ทาน คือ การให้  อันเป็นเจตนาสละ สิ่งใด สิ่งหนึ่ง ทั้งที่เป็นการสละ ที่เป็นวัตถุ รูปธรรม และเป็นการสละ ให้สิ่งที่เป็นนามธรรมมีการให้ ปัญญา ความเข้าใจ เป็นต้น

คำว่าให้ ไม่ได้หมายถึงจะต้องเป็นกุศลเสมอไป  บางคนให้ เพื่อแลกเปลี่ยน  ให้เพราะตั้งใจจะทำร้าย    ขณะที่ให้   ไม่ใช่กุศล  ไม่ได้มีเจตนาสละ ที่เป็นอโลภะ ที่เป็นกุศลจิต     แต่เป็นการให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจิตที่เป็นอกุศล แต่การให้ที่เป็นกุศลก็มี เป็นทาน ดังนั้นเมื่อให้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกุศลเสมอไปค่ะ นี่พูดถึงคำว่า ให้  แต่เมื่อกล่าวถึง คำว่าทาน คือเจตนาสละวัตถุ อันเป็นอโลภะ คือ ความไม่ติดข้องในขณะนั้น ด้วยจิตที่เป็นกุศล    ขณะนั้นที่เป็นทาน จะต้องเป็นกุศลเสมอค่ะ

-วัตถุทาน  การให้ การสละวัถตุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น เพราะบุคคลผู้ควรแก่การรับทานนั้นมีมาก   ถ้ามีโอกาสที่จะสละวัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นแล้ว ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้ไม่เดือดร้อนในชีวิตประจำวัน

-อภัยทาน   เป็นการให้ความไม่มีภัยแก่ผู้อื่น      ไม่มีวัตถุสิ่งของที่จะให้      แต่ก็ควรพิจารณาว่า จะยากกว่าการสละวัตถุทานหรือไม่?   เพราะเหตุว่าอภัยทาน เป็นการสละความเห็นแก่ตัว สละความรักตัวในการที่ไม่ให้อภัยในความผิดของคนอื่น  หรือในความบกพร่องของคนอื่น   ขณะที่ไม่อภัยให้บุคคลอื่น   ขณะนั้นเป็นเพราะรักตัวเอง ที่ทำให้ไม่สามารถจะอภัยในความผิด   หรือในความบกพร่องของคนอื่นได้       ลึกลงไปจริง ๆ  เป็นเพราะความรักตัว    ความยึดมั่นในตัวตนนั่นเอง,         การสละความเห็นแก่ตัวขั้นอภัยทาน ทำให้สละความคิดร้าย   สละความแค้นเคือง  สละความผูกโกรธ  สละความไม่หวังดี   สละความไม่เป็นมิตร  สละความไม่เกื้อกูล  สละความไม่มีน้ำใจ  ต่อคนอื่น

-ธรรมทาน การให้ธรรมเป็นทาน  คือ การให้ความรู้ ให้ความเข้าใจ   ให้ความเห็นถูกในธรรมะ  ชี้แนวทางที่ถูกต้องให้        จะเห็นได้ว่า กุศลธรรมทั้งหลายจะเจริญขึ้นได้ ก็เพราะธรรมทาน    เป็นการเกื้อกูลให้ผู้อื่นได้มีความเข้าใจถูกเห็นถูก     และเมื่อมีความเข้าใจถูกเห็นถูกแล้ว       ความดีประการต่าง ๆ  ก็จะเจริญขึ้นคล้อยตามความเห็นที่ถูกต้องด้วย

 

10 ความอัศจรรย์ที่ค้นพบจากการปฏิบัติธรรม

1. โทสะ เห็นง่าย เกิดง่าย     สร้างความสูญเสียรุนแรง แต่ในเบื้องต้นกำจัดง่ายกว่า โลภะ ราคะ และโมหะ

2. ลาภคือเงินทองวัตถุ     ยศคือตำแหน่งความสำคัญ สรรเสริญคือคำชื่นชม สุขคือความอิ่มใจ บรรดาสี่อย่างนี้ เงินทองคือส่วนที่สามารถสละง่ายที่สุด และที่เราต้องการเงินทอง ตำแหน่ง และคำสรรเสริญ ก็เพราะเราต้องการความสุข ดังนั้น ผู้ที่สามารถมีความสุขด้วยวิธีง่ายๆ จะมีความต้องการเงินทอง ตำแหน่ง และคำชื่นชมน้อยลงไปด้วย

3. การเกรงกลัวผู้มีอำนาจ เป็นเรื่องธรรมดาของปุทุชน    แต่เมื่อเรารู้สึกพอใจในสิ่งที่ตนมี และเรียนรู้ที่จะขยายขอบเขตความเมตตาไปได้ระดับหนึ่ง จิตใจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าประหลาด ใจจะไม่นึกกลัวผู้มีอำนาจอย่างไร้เหตุผล อีกทั้งยังรู้สึกเห็นใจผู้ที่ด้อยกว่าตน อยากช่วยเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ มิใช่ช่วยในฐานะผู้ที่วิเศษกว่าเขา ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะเพิ่มขึ้น ความอยากเป็นคนยิ่งใหญ่ เป็นคนสำคัญจะน้อยลง มีความภูมิใจ พอใจในความธรรมดาของชีวิต ทำให้ชีวิตมีความเรียบง่ายยิ่งขึ้น ซับซ้อนน้อยลง

4. การทำสมาธิ วิปัสสนา      คือเหตุแห่งการละวาง ไม่ใช่ผล สมาธิ วิปัสสนาไม่ใช่เป้าหมาย หากแต่เป็นกระบวนการที่นำไปสู่ผลลัพธ์ คือการละวาง การทำสมาธิ วิปัสสนาเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดความละวางได้ช้า จำเป็นต้องยึดมั่นหลักของความเมตตา ทาน และศีลควบคู่ไปด้วย จิตจึงมีกำลังสามารถละวางได้เพิ่มขึ้น

5. ข้าศึกร้ายแรงของการปฏิบัติธรรมคือการเพ่งโทษผู้อื่น    เนื่องจากทุกครั้งที่เพ่งโทษผู้อื่น อัตตาจะขยายเผ่าพันธุ์เพิ่มมากขึ้น บ้างครั้งการเพ่งโทษผู้อื่นก็มาในรูปความหวังดี การอบรมสั่งสอน ผลที่ได้จากการเพ่งโทษผู้อื่น ก็คือความอ่อนแอ ความตกต่ำของจิต จิตที่เพ่งโทษผู้อื่น จะกลายเป็นจิตที่มีความยโสโอหัง เป็นอัตตาที่มาในคราบของปัญญาซึ่งผู้สนใจการปฏิบัติธรรมไม่ควรบ่มเพราะให้เกิดขึ้น

6. การแสวงหาความสุข    จะทำให้เกิดความทุกข์ตามมา ต่อเมื่อหยุดแสวงหา ความสุขจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นความสุขอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเย็นเหมือนน้ำ นิ่ง และราบเรียบ เราอาจเรียกความสุขชนิดนี้ว่า ความเบิกบาน หนทางในการได้มานั้น จะต้องละวางทั้งความสุข และความทุกข์ แล้วความเป็นกลางของจิตจะเกิด เมื่อความเป็นกลางเกิด ความเบิกบานจะงอกงามขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องแสวงหา

7. หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์       คือการขูดเกลาความชั่วของตน เราอาจเรียกความชั่วนี้ว่า กิเลส เราสามารถขูดเกลากิเลสได้ผ่านการทำงาน การใช้ชีวิต การมีความรัก การมีครอบครัว รวมถึงการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ การขูดเกลากิเลสนี้เป็นหน้าที่อันดับหนึ่งของทุกคน ของมนุษยชาติ ทำอย่างไรความโลภ โกรธ หลงของเราจะลดลง ความรู้จักพอ สมาธิ ความขยันขันแข็งของเราจะเพิ่มมากขึ้น เราไม่สามารถแยกการขูดเกลากิเลสออกจากชีวิตได้ เพราะที่สุดแล้ว การขูดเกลากิเลสจะส่งผลโดยตรงต่อความเจริญก้าวหน้า และความสุขในชีวิตของเรา

8. ชีวิตที่เรียบง่ายนั้นไม่ได้ทำง่ายอย่างชื่อ     เพราะต้องใช้สติปัญญา และการตกผลึกชีวิตอย่างหนักหน่วงจึงเกิดขึ้นได้ ชีวิตที่เรียบง่าย คือชีวิตของผู้มีกิเลสน้อย เป็นวิถีทางของผู้แสวงหาความร่ำรวยด้วยการทำลายความโลภ จนเกิดเป็นความสันโดษ มักน้อย และความพอใจ หากต้องการชีวิตที่เรียบง่ายอย่าเพียงแค่คิด เพราะความคิดไม่สามารถเท่าทันกิเลสได้ จำเป็นต้องมีหลักสมาธิ วิปัสสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น วิถีแห่งความเรียบง่าย จึงเป็นอีกภาคหนึ่งของวิถีแห่งการภาวนาอย่างแท้จริง

9. เมื่อจิตเกิดการพัฒนา ชีวิตจะลงตัวมากขึ้น      ไม่ใช่เพราะมีเงินมากขึ้น หรือหน้าที่ก้าวหน้าขึ้น แต่เป็นเพราะว่า ผู้ฝึกฝนจิตใจ จะกลายเป็นผู้อยู่เหนือสถานการ์ดีร้าย มีเรื่องร้ายก็ไม่สะเทือน มีเรื่องดีก็ไม่หวั่นไหว โลกจะกระทบใจได้น้อยลง เป็นผู้อาศัยอยู่ในโลก แต่ไม่ไหลตามโลก จะอาศัยปัจจัยภายนอกเพื่อสร้างความสุขน้อยลงเป็นลำดับ เพราะมีความสุขที่ระเบิดได้เองจากภายใน

10. การปฏิบัติธรรม คือการสนใจตนเอง      เพ่งจ้องความเลวของตนเอง มิใช่การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น คือการน้อมนำสถานการณ์ต่างๆ มาสอนใจตนเองจนเกิดสติปัญญา เห็นความเคลื่อนไหว ไม่มั่นคงของชีวิต ทำให้สามารถละวางสิ่งต่างๆ ได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

พระธรรมคืออะไร

เนื่องจาก คำว่า ธรรม มีหลายความหมาย การให้ความหมายของคำว่า ธรรมจึงต้องให้ความหมายตามบริบท ของคำว่า ธรรม นั้น

พุทธศาสนิกชนผู้สนใจธรรมทั้งหลาย มักจะเข้าใจความหมายของคำว่า ธรรม คือ คำสั่งสอน เมื่อใส่คำว่า พุทธ นำหน้า คำว่า ธรรม เช่น พุทธธรรม ก็แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

คำว่า ธรรม จะหมายความว่า ข้อที่ควรตั้งใจปฏิบัติเมื่อ อยู่หลังคำว่า ศีล เช่นคำว่า ศีลธรรม เมื่อนำคำทั้งสองคำมา ผสมกันแล้วแปลว่า สิ่งที่ควรงดเว้นและสิ่งที่ควรปฏิบัติ

สิ่งที่ควรตั้งใจงดเว้นห้าอย่างคือ เว้นจากการฆ่าและการเบียดเบียน เว้นจากการลักขโมยและฉ้อโกง เว้นจากการ ประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการดื่มสุราและเสพสารเสพติดอันเป็นเหตุให้สติสัมปชัญญะเสื่อมไป

สิ่งที่ควรตั้งใจปฏิบัติห้าอย่างคือ ควรมีความเมตตา คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไขไร้พรหมแดน หมั่นประกอบสัมมาอาชีพที่ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีความพอใจในคู่ครอง ไม่ว่าจะเป็นสามีหรือภรรยา ของตน พูดความจริง ไพเราะ เหมาะสมตรง เวลา ประสานสามัคคี  มีสติ ความระลึกได้ ก่อนทำก่อนพูด และก่อนคิด มีสัมปชัญญะ รู้สึกตัวทั่วถึงขณะที่กำลังทำ กำลังพูด และกำลังคิด(สติสัมปชัญญะ นับเป็นข้อเดียวกัน)

เมื่อคำว่า ธรรม วางอยู่หลังคำว่า จริยะ ซึ่งแปลว่า ควรปฏิบัติ สำเร็จรูปเป็น จริยธรรม แปลว่า หลักการที่ควรปฏิบัติ เช่น พรหมวิหารธรรม หลักการที่ควรปฏิบัติเพื่อการดำรงชีวิตอย่างประเสริฐ ซึ่งเป็นธรรมที่เหมาะสมแก่ภาวะผู้นำ อิทธิบาทธรรม หลักการที่ควรปฏิบัติเพื่อเดินไปสู่ความสำเร็จในชีวิต สังคหวัตถุธรรม หลักการที่ควรปฏิบัติเพื่อความเป็นผู้บริการที่ดี ทศพิธ-ราชธรรม หลักที่ควรปฏิบัติเพื่อความเป็นนักปกครองที่ดี ยุติธรรม หลักที่ควรปฏิบัติเพื่อขจัดความขัดแย้ง และหลักธรรมอื่นๆ ที่ควรปฏิบัติเพื่อความเหมาะสมแก่ฐานะและหน้าที่การงาน และความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนมนุษย์ที่จะพึงมีต่อกันในสังคม

บางคราว คำว่า ธรรม แปลว่า ความดี เมื่อนำไปวางไว้หลังคำว่า คุณ เช่น คุณธรรม แปลว่า ความดี ที่ทรงคุณค่า อัน มีผลมาจากการปฏิบัติจริยธรรมอย่างชำนาญจนกลายเป็นความเคยชิน เช่น เมตตา จนเคยชิน ขยันจนเคยชิน ตื่นนอนแต่เช้า จนเคยชิน  อดทนจนเคยชิน สงบเย็นเป็นปกติ สุภาพอ่อนโยน ตรงต่อเวลา จนกลายเป็นลักษณะนิสัยอันถาวรและบุคลิกภาพ อันพึงปรารถนาในทุกสถานะและหน้าที่

เมื่อคำว่า ธรรม จะแปลว่า เหตุปัจจัย เมื่อมานำหน้า คำว่า ชาติ ที่แปลว่า เกิด สำเร็จรูปเป็นธรรมชาติ แปลว่า สิ่งที่เกิด มาจากเหตุปัจจัย เช่น ชีวิตมนุษย์เกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่างเช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม มาประกอบกันเข้าอย่างเหมาะสม ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ ทะเล สัตว์นานาชนิด ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาว บนท้องฟ้า  ล้วนเกิดมาจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ทั้งสิ้น จึงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ธรรมชาติ เพราะเกิดมาจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง

คำว่า ธรรม ยังแปลว่า ทรงไว้ เมื่อวางอยู่ท้ายคำว่า สภาวะ สำเร็จเป็น สภาวธรรม แปลว่า ทรงไว้ซึ่งความเป็นอย่างนั้น เช่น ลักษณะของ โลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาวต่างๆในสากลจักรวาฬ มนุษย์สัตว์ ต้นไม้ สายลม แสงแดด ความโลภ ความโกรธ ความหลง เมตตา กรุณา ความสงบ ความวุ่นวาย ล้วนมีลักษณะเด่นเช่นนั้นๆไม่เปลี่ยนแปลง เช่น อาการโกรธ ของมนุษย์เมื่อสองพันปีเป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น ความสงบเมื่อสองพันปีเป็นอย่างไรวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น ความเมตตา กรุณาเมื่อสองพันปีเคยเป็นมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ต้นสนเมื่อสองพันปีเคยเป็นมาอย่างไรวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น

สภาวธรรม คือการทรงไว้ซึ่งความเป็นอย่างนั้น หรือ เป็นเช่นนั้นเอง แม้แต่สิ่งใกล้ตัวเราที่สุดที่เห็นได้ง่ายๆเช่น  ช้างม้า วัวควาย แมว หมู หมา กาไก่ ก็ล้วนเป็นสภาวธรรมแต่ละอย่างๆไปเพราะ มันมีรูปร่างหน้าตา ท่าทางตลอดถึงการดำรงชีวิต ของมันเช่นนั้นเอง

เมื่อวาง คำว่า ธรรม ไว้หลัง คำว่า ปรมัตถะ จะแปลว่า ความจริง เมื่อผสมกันเป็น ปรมัตถธรรม (อ่านว่า ปะ-ระ-มัด-ถะ-ทำ) แปลว่า ความจริงอันสูงสุด

ความจริงอันสูงสุด ได้แก่ ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ทนได้ยาก อนัตตา หาสาระแก่นสารที่เป็นตัวตน แน่แท้มิได้ โดย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตจะเกิดขึ้นมาในโลก หรือไม่ก็ตาม อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มีอยู่แล้ว ตถาคต เป็นเพียงผู้ค้นพบ เปิดเผย บอกกล่าว แสดงให้ชาวโลกได้ทราบเท่านั้น

สรรพสิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่งย่อมตกอยู่ภายใต้กฎแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น ยกเว้นแต่พระนิพพาน ซึ่งเป็น สัจจะสูงสุดเช่นกัน ไม่อยู่ภายใต้กฎแห่งอนิจจัง ทุกขังและอนัตตา เพราะพระนิพพาน ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง จึงอยู่เหนือความ เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม สารธรรมแท้ๆเป็นความจริงที่ต้องประจักษ์ด้วยตนเองในชีวิตประจำวันที่มีความรู้สึกนึกคิดนี้เอง เมื่อ ค้นหาความจริงพบแล้วว่า ธรรม มีอยู่จริง ตามความหมายที่กล่าวมา เลือกสรรค์นำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง แล้วจะได้พบกับ ความสุข ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ธัมมจารี สุขัง เสติ ผู้ประพฤติธรรม ย่อมนอนสบาย หากใครที่ยังนอนไม่หลับหรือนอนไม่ สบายลองเลือกธรรมมาปฏิบัติอย่างเหมาะสมดูแล้วจะรู้ด้วยตัวเองว่า ปฏิบัติธรรมแล้วสบายจริงๆ

การรักษาศีล

             การรักษาศีลเป็นสิ่งที่จำทำให้จิตใจเกิดความสงบ เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยเกิดสิ่งที่ดีงาม เพราะศีลทำให้กามศีลเป็นเครื่องรักษากายวาจาใจให้ไปสู่ทิศทางที่ดีงาม ไม่ใช่เกิดกรรมเวรภัย

              การรักษาศีลย่อมทำให้เกิดประโยชน์อานิสงส์ เช่นถ้าหากว่าเป็นฆราวาสจะต้องมีการรักษาศีล เช่นการรักษาศีล5 ศีล8 ศีล10 หรือศีล 227 อย่างพระภิกษุสงฆ์ที่มาในพระปาฏิโมกข์ การที่จะรักษาสิ่งใดก็ต้องใช้ปัญญาระดับเบื้องต้นแรกหรือขั้นพื้นฐาน ต้องศึกษาสิ่งให้เข้าใจให้ดีก่อนทั้งรู้วิธีการรักษาศีลให้ถูกต้องว่าศีลแต่ละข้อจะรักษาให้มีความสมบูรณ์และบริสุทธิ์ได้อย่างไร มิใช่พูดว่าจะต้องรักษาศีลอย่างนั้นอย่างนี้ ดังในพิธีอย่างพระก่อนอื่นจะต้องมีพิธีการจุดธูปเทียน กราบพระรัตนตรัยอาราธนาศีล เรียงลำดับตามประเพณีที่เราเคยทำมา เพราะอุบายในการรักษาศีลแต่ละข้อนั้นมีอุบายในการรักษาศีลแตกต่างกัน ฉะนั้นเราจะต้องรับใช้ปัญญาในการพิจารณาในการรักษาศีลทุกขั้นตอน ฆราวาสก็ต้องมีปัญญารักษาศีลของฆราวาส เณรก็ต้องมีปัญญารักษาสิ่งของตนเองเช่นกัน ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ขาดตกบกพร่องเศร้าหมองโดยไม่รู้ตัว ถ้ามีปัญญาในการรักษาศีลอยู่ ความบริสุทธิ์ในศีลจะมีอยู่ที่กายวาจาใจของเราตลอดไป จะแสดงบ่งบอกให้เห็น

                คนที่มีศีลจะมีนิสัยลักษณะแตกต่างกับผู้ที่ไม่มี สิ่งที่คิดจะทำอะไรอย่างไรก็ไม่มีข้อบังคับห้ามตนเองได้ ขาดการควบคุมจิตใจตน ทำอะไรตามอำเภอใจ บางครั้งเป็นคนลุอำนาจตนอาจแสดงอาการเกรี้ยวกราดต่างๆนานาออกมาได้ เมื่อเจออะไรนิดหน่อยก็โวยวายเดือดร้อนลุกเป็นไฟ ขาดการควบคุมสติของตนเองหรือบางครั้งทะเลาะวิวาทกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง สิ่งทั้งหมดเป็นปริยัติจะต้องใช้ปัญญาในการศึกษาให้เข้าใจดีก่อน เพราะเป็นสิ่งจะนำบังคับจิตใจตน ก่อนอื่นจะต้องหัดดับจิตใจตนให้อ่อนตามศีลนั้น ไม่ลุอำนาจแก่ความอยาก มองเห็นภัยเห็นโทษที่เกิดขึ้นอานิสงส์ที่จะได้รับจิตจึงจะได้เป็นสัมมาทิฏฐิเกิดปัญญาเห็นชอบในการรักษาศีลได้ จะรักษาศีลหยาบกร้านละเอียดอ่อนอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละบุคคล แต่สิ่งสำคัญจะต้องลงมือปฏิบัติตามจริงๆ บังคับหักห้ามใจตนให้ได้จริง ใช่ว่าจะพูดแต่ปากหรือสมาทานเพียงปากเท่านั้น ความจริงหรือความบริสุทธิ์เท่านั้นที่ตนเองจะรู้ได้จริงๆเพราะนั่นคือศีลปกติ จะต้องรักษาทางกายวาจาใจตนเองให้เรียบร้อยอยู่ในกรอบแห่งความดี ทั้งมีความละอายในการที่จะละเมิดศีลนั้นด้วย ความบริสุทธิ์ในใจจะเกิดขึ้น อานิสงส์จะเกิดขึ้น ผลแห่งการรักษาศีล หากตายไปยังส่งให้ไปเกิดบนสวรรค์ยังชั้นต่างๆมีสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้น

 

วันปรินิพพาน

             วันปรินิพพานพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงใช้ระยะเวลาในการเผยแพร่พระศาสนาเป็นเวลาครบ 45 พรรษาในระยะที่ทรงเผยแพร่พระศาสนาอยู่นั้นได้เกิดมีพระสาวกคือลูกศิษย์จำนวนมากมายหลายหมื่นแสนรูป ช่วยเป็นกำลังในการเผยแพร่เพราะเห็นความสำคัญในทางพระศาสนาอันจะเป็นประโยชน์ต่อหมู่มวลสัตว์โลกที่จมอยู่กับความทุกข์กองกิเลส             

              พระสาวกเหล่านั้นได้อุทิศตนต่างช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไปสู่สายตาชาวโลกหลายรัฐของประเทศชมพูทวีป พระองค์ทรงมีพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวาเป็นผู้มีปัญญามาก และมีพักพระอัครสาวกฝ่ายซ้ายคือพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้มีความชำนาญทางอิทธิฤทธิ์ จนพระพุทธศาสนามั่นคงแข็งแรงดีตอนนั้นพระองค์มีพระชนมายุครบ 80 ปีทรงให้ปัจฉิมโอวาทสุดท้ายแก่พระสงฆ์ว่า

             ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงประพฤติธรรมที่เป็นประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น    ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด จากนั้นได้เข้าสู่พระปรินิพพานที่เมืองกุสินาราในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่นับจากวันที่พระองค์ได้ปรินิพานจวบจนบัดนี้

 

 

พุทธกิจ 5 อย่าง

                พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนชนทุกชั้นวรรณะโดยไม่จำกัดเพศ ฐานะ วรรณะ และชาติตระกูล ตลอด 45 พรรษานับแต่วันตรัสรู้จวบจนกระทั่งเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงปฏิบัติพุทธกิจโดยกำหนดเป็นเวลาและหน้าที่ประจำวันซึ่งแบ่งได้เป็น 5 เวลาดังนี้

1 เวลาตอนช่วงเช้า เสด็จออกรับบิณฑบาตโปรดสัตว์ ระหว่างเสด็จหากจะทรงช่วยเหลือผู้ใดให้ได้รับความสุขทางธรรมได้ก็ทรงช่วยเหลือมิได้เว้น เสด็จกลับมาเสวยพระกระยาหารก่อนเวลาเที่ยงวัน เสด็จออกรับผู้เข้าฟังถามผู้ใดมีจิตควรแก่จริตธรรมใดควรแก่ธรรมชั้นใดทรงประทานทำตาม ควรแก่จริตบุคคลนั้นด้วยการยังบุคคลทั้งหลายให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก

 

2 เวลาตอนช่วงเย็น ก่อนถึงเวลาแสดงธรรมทรงพักผ่อนพระอิริยาบถหากเวลาสงบสงัดแห่งพระทัยอยู่โดยลำพังในพระคันธกุฎี ข้อควรแก่อัธยาศัยแล้วเสด็จออกทรงแสดงธรรมแก่มหาชนที่มาเฝ้าเป็นประจำทุกวัน

3 เวลาช่วงตอนค่ำๆ เวลาช่วงตอนค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุผู้มาเฝ้าจากถิ่นไกล บ้างใกล้บ้าง
4 เวลาตอนช่วงเที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาของเหล่าเทวดา ทรงแสดงธรรมแก้ปัญหาซึ่งเหล่าเทวดาและเหล่าทิพยบุคคล ผู้อันบุคคลธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าตามตำนานพุทธจริยาอธิบายว่า ทรงโปรดให้ผู้เป็นเทวดาเข้าเฝ้าได้ในเวลาดังกล่าว
5 เวลาจวนสว่างเช้า ทรงตรวจพิจารณาดูสัตว์โลกที่สามารถเข้าถึงธรรมและยังไม่ได้บรรลุธรรมให้ได้เข้าถึงธรรมและบรรลุธรรม ด้วยพระญาณพระองค์อันควรเสด็จไปโปรดหรือไม่
                องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเผยแผ่หลักธรรมคำสอนมากมายหลายอย่าง ซึ่งเป็นหลักธรรมที่เหมาะแก่จริตนิสัยต่อบุคคลต่างๆ ทรงมีพระสาวกมากมายหลายองค์ช่วยกันออกเผยแพร่พระศาสนาให้กว้างไกลออกไป จนเป็นเวลาครบ 45 พรรษาที่พระองค์ได้เผยแผ่คำสอนทำให้พระพุทธศาสนามั่นคงดี ผู้คนหันมานับถือมากมายเป็นที่รู้จักกว้างไกลขจรกระจายไปทั่วทุกแห่งหน เพราะหากผู้ใดได้ประพฤติปฏิบัติตามแล้วย่อมทำให้เกิดความสุข หลักธรรมในพระไตรปิฎกรวมเป็น 84000 พระธรรมขันธ์ยังอยู่ทุกวันนี้ เป็นหลักคำสอน เป็นพระวจนะจากพระองค์ที่พระสาวกศิษย์ของพระองค์ได้รวบรวมธรรมคำสั่งสอนไว้และตราบเท่าทุกวันนี้ให้เราศึกษา

ปฐมเทศนา

               เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลา 7 สัปดาห์ทรงพิจารณาความลุ่มลึกของธรรมที่ทรงได้ตรัสรู้ว่า มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งนัก ยากที่ปัญญาของสัตว์โลกทั้งหลายจะหยั่งรู้ได้ ทำให้ทรงท้อพระทัยที่จะสั่งสอน ต่อเมื่อพิจารณาว่าบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายนั้นย่อมมีปัญญาแตกฉานแตกต่างกัน บ้างมีปัญญามาก บ้างมีปัญญาปานกลาง บ้างมีปัญญาน้อย เปรียบได้กับบุคคล 4 ประเภทหรือดอกบัว 4 เหล่าดังต่อไปนี้

1 ผู้ที่มีปัญญาและอุปนิสัยที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนได้เฉียบพลัน เพียงแต่ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดงเท่านั้น ก็สามารถเข้าใจพระธรรมคำสอนได้ทันที เปรียบได้กับดอกบัวที่ผุดขึ้นพ้นผิวน้ำแล้วคอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์เท่านั้นก็จะบานในวันนี้

2 คือผู้รู้ต่อเมื่อท่านขยายความอธิบายพิสดารออกไป จึงรู้และเข้าใจได้เปรียบได้กับดอกบัวทิพย์อิ่มเสมอน้ำจากบานในวันต่อไป

3 ผู้ที่พอจะแนะนำได้ชี้แจงได้ให้เข้าใจได้ด้วยวิธีการฝึกฝนอบรมต่อไป เปรียบได้กับดอกบัวที่อยู่ในสระน้ำสามารถที่จะผุดขึ้นพ้นน้ำและบานในวันต่อไป

4 ผู้อับปัญญาสอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะหรือถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอัดหรือความหมาย เปรียบได้กับดอกบัวที่ติดอยู่ใต้โคลนตม รังแต่จะเป็นอาหารของปลาและเต่าไม่อาจผุดขึ้นพ้นน้ำและบานได้

                เมื่อพระองค์ได้ทรงพิจารณาแล้ว เห็นความแตกต่างของบุคคล 4 ประเภท ทรงตัดสินพระทัยที่จะสั่งสอนธรรมะแก่เหล่าเวไนยสัตว์ ทรงระลึกถึงดาบสทั้งสองเป็นอันดับแรกแต่ทรงทราบด้วยทิพยจักษุว่าดาบสทั้ง 2 ได้ถึงแก่กรรมแล้ว จึงทรงนึกถึงปัญจวัคคีย์เป็นอันดับต่อมา พระองค์จึงเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันและแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่าด้วยทางสุดโต่ง 2 สายที่บรรพชิตไม่ควรส่องเสพ เพราะไม่นำไปสู่ความหลุดพ้น คือการหมกมุ่นมัวเมาด้วยกามสุข และการประคองความเพียรด้วยการทรมานร่างกายตัวเอง ทางทั้งสองทางดังกล่าวนี้พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นทางอันเป็นส่วนสุดโต่งข้างหนึ่งไม่อาจนำบุคคลเข้าถึงความหลุดพ้นได้ แล้วทรงแสดงทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ เรียกว่าทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา เพราะเป็นทางที่จะหลีกเลี่ยงทางอันสุดโต่งทั้งสองนั้นเสีย ซึ่งประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ 8 จากนั้นทรงแสดงอริยสัจ 4 เริ่มจากทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตามลำดับ เป็นการแสดงธรรมเทศนาครั้งแรกเรียกว่าปฐมเทศนา

เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาจบลงโกทันยะพราหมณ์ได้มีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นบุคคลแรก ลำดับนั้นพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยอาการนั้น ทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญโกณฑัณญะได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ คณะปัญจวัคคีย์ได้ขอบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือการบวชที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระวาจาว่าท่านจงเป็นภิกษุเข้ามาเถิดธรรมอันเรากล่าวดีแล้วท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิดด้วย พระวาจานี้คณะปัญจวัคคีย์ก็เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาและในวันต่อๆมา ทรงแสดงธรรมเทศนาชื่ออนัตตลักขณสูตรเป็นเหตุให้ภิกษุทั้ง 5 รูปได้บรรลุอรหันต์ผลเป็นพระอรหันต์ตามลำดับ

 

วันตรัสรู้

            เจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ปีระกาก่อนพุทธศักราช 45 ปี เวลาช้าพระองค์ได้รับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาที่นำมาถวายที่โคนต้นโพธิ์ด้วยความสำคัญว่าเป็นเทวดาที่ตนได้บนบานกล่าวไว้ พระองค์ได้ทรงเสวยแล้วได้อธิษฐานตั้งจิตลอยถาดในแม่น้ำเนรัญชรา เวลาเย็นทรงรับหญ้าคาจากพราหมณ์ชื่อโสตถิยพราหมณ์ ทรงนำไปปูที่ต้นโพธิ์ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับนั่งผิวหน้าไปทางทิศตะวันออก พร้อมส่งอธิษฐานจิตว่าแม้พระโลหิตในร่างกายของเราจะเหือดแห้งไปพร้อมเนื้อหนังหากว่าไม่ทรงได้ตรัสรู้แจ้งในอริยสัจจะทำ นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์ จะไม่ลุกจากอาสนะที่นั่ง

            ในขณะที่พระองค์นั่งบำเพ็ญเพียรทางจิตอยู่นั้นได้เกิดอุปมา 3 ข้อที่พระองค์ไม่เคยทรงสดับมาปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ว่า

ข้อ 1 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กายยังไม่ได้หลีกออกจากกามมีความกำหนัดรักใคร่ในกาม จิตใจยังไม่สงบยังชุ่มชื้นด้วยกาม สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแม้ได้รับทุกขเวทนา ที่เกิดเพราะความเพียรก็ยังไม่สามารถตรัสรู้ได้ เหมือนไม้สดที่ชุ่มชื้นด้วยยาง และบุคคลนำมาแช่ไว้ในน้ำเมื่อนำมาสีไฟก็ไม่เกิดไฟได้

ข้อ 2 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ถึงจะรีบออกจากกามแล้วแต่จิตใจยังยินดีอยู่ในกามจิตใจย่อมจะไม่สงบ แม้ทำความเพียรอย่างไรก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้เ หมือนไม้สดชื่นด้วยยางแม้จะอยู่บนบก แต่เมื่อนำมาสีไฟก็ย่อมไม่เกิดไฟได้ เพราะยังสดและชุ่มอยู่

ข้อ 3 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลีกออกจากกาม จิตใจตัดขาดออกจากกาม จิตใจสงบแล้ว เปรียบเหมือนไม้ที่แห้งวางอยู่บนบก แต่เมื่อนำมาสีไฟก็ย่อมจะติดไฟเกิดไฟได้

              เมื่อตกกลางคืนพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญภาวนาทางจิต โดยเริ่มเข้ารูปฌานตั้งแต่ประถมชานไปจนถึงจตุตถฌาน เมื่อจิตเข้าถึงจตุตถฌาน กามราคะก็ดับไป จากนั้นส่งออกจากฌานและใช้ปัญญาพิจารณา จนกระทั่งพบความสำเร็จด้านความรู้ยิ่งใหญ่ 3 ประการซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนดังนี้

ยามที่ 1

เรียกว่าปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แปลว่าญาณแห่งความรู้ทำให้ระลึกชาติหนหลังได้ระลึกชาติถอยหลังเข้าไปได้ตั้งแต่ชาติ 1-2 ชาติจนหลายๆชาติร้อยชาติพันชาติหมื่นชาติแสนชาติได้เ ป็นกับว่าเป็นเท่านั้นมีชื่ออย่างนั้นมีโคตรมีผิวพรรณมีอาหารเสวยทุกข์สุขมีอายุเท่านั้น เกิดในตระกูลนั้นๆจุติจากชาตินั้นได้อุบัติในชาติโน้นเป็นอย่างนั้นๆ แล้วจึงได้เกิดมาเป็นชาตินี้

ยามที่ 2

เรียกว่ามัชฌิมายาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือรู้ในการจุติการเกิดและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ได้ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์กว่าจากสู่สามัญ เห็นปวงสัตว์ที่กำลังอุบัติเลวดีมีผิวพรรณงามมีผิวพรรณไม่งามได้ดีหรือตกยาก รู้ชัดว่าปวงสัตว์ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตนได้ทำกรรมอะไรไว้จึงได้รับผลเช่นนั้น

ยามที่ 3

เรียกว่าปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณแปลว่า ทรงบรรลุตัดขาดจากกองกิเลสทั้งมวลคือได้ตรัสรู้เรื่องอริยสัจ 4 และมรรคมีองค์8 เห็นรู้ชัดว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ นี่เป็นสาเหตุทุกข์ ความดับทุกข์ และทางปฏิบัติสำหรับดับทุกข์ เหล่านี้เป็นอาสวะเมื่อรู้เห็นแจ้งชัด พระองค์จึงตัดกิเลสจนหมดสิ้นไปจิตหลุดพ้นกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ รู้ชัดแจ้งว่าชาตินี้สิ้นแล้วพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอันจะทำเช่นนี้ไม่มีอีกแล้วสิ้นความโลภโกรธหลงแล้ว