บุญกิริยาวัตถุ 10 และบุญกิริยาวัตถุ 3

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ
หมวดทาน
1. ทานมัย (บุญอันเกิดจากการให้ทาน)
ทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการให้ทาน คือ บุญที่มาจาการสละซึ่งทรัพย์ สิ่งของ ความรู้ อวัยวะหรือชีวิตของตนให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากทุกข์ เมื่อเขาลดหรือพ้นจากทุกข์แล้ว ย่อมยังให้กุศลที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นมาถึงตนด้วยเช่นกัน ประกอบกับจิตขณะให้ทานนั้น ประกอบขึ้นด้วยการละซึ่งความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว ย่อมยังผลแห่งจิตที่ละแล้วซึ่งกิเลสนั้น กลายเป็นส่วนบุญมายังตนเช่นกัน

2. ปัตติทานมัย (บุญอันเกิดจากการอุทิศ และร่วมอุทิศ)
ปัตติทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการตั้งจิตอุทิศส่วนบุญหรือผลกรรมที่ตนได้ทำมาให้แก่ผู้อื่น ผู้ที่มีบุพการี หรือสรรพสิ่งทั้งปวง และยังรวมหมายถึงจิตที่เกิดจากการยินดีที่ผู้อื่นที่ได้ร่วมทำกุศลหรืออุทิศกุศลนั้นๆ จิตที่เต็มเปี่ยมด้วยการตั้งมั่นในการอุทิศนี้ ย่อมมาจากจิตอันบริสุทธิ์ และเป็นจิตที่เกิดจากกุศล ดังนั้น บุญกุศลที่เกิดแต่จิตแห่งการอุทิศนี้จึงยังผลมาสู่ตนด้วยเช่นกัน

3. ปัตตานุโมทนามัย (บุญอันเกิดจากการอนุโมทนา)
ปัตตานุโมทนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการตั้งจิตอนุโมทนาต่อความดีที่ผู้อื่นได้กระทำ จิตที่มีจิตอนุโมทนานี้ ย่อมเกิดจากจิตที่บริสุทธิ์ และเห็นชอบกับความดีของผู้อื่น จึงยังจิตให้เกิดแต่ความสงบ และความยินดีในกุศลนั้นๆ กุศลนั้นจึงเกิดแก่ตนด้วยเช่นกัน

หมวดศีล
4. สีลมัย (บุญอันเกิดจากการรักษาศีล)
สีลมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล การตั้งมั่นอยู่ในศีล หรือประพฤติดี รู้จักประพฤติตน และควบคุมตนให้อยู่ในความปกติในธรรม เพื่อละซึ่งโทสะ (ความโกรธ) และโลภะ (ความโลภ) ปราศจากการกระทำด้วยกาย และวาจาอันผิดต่อคันรองคลองธรรม

5. อปจายนมัย (บุญอันเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตน)
อปจายนมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ และความเคารพ ทั้งต่อผู้ใหญ่ หัวหน้า ครูบาอาจารย์ บิดา-มารดา และผู้ทรงศีลทั้งปวง ซึ่งเป็นการลดซึ่งฐิติ และความเห็นผิดของตนให้น้อยลง

6. เวยยาวัจจมัย (บุญอันเกิดจากการขวนขวายในกิจโดยชอบ)
เวยยาวัจจมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากความเพียรในการแสวงหาประโยชน์แก่ตน และผู้อื่นโดยชอบ ด้วยการดำเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยสุจริต และตามคันรองคลองธรรม

หมวดภาวนา
7. ภาวนามัย (บุญอันเกิดจากการเจริญภาวนา)
ภาวนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการภาวนาจิตหรือขัดเกลาจิตให้มีสมาธิ ให้มีความสงบ และละซึ่งกิเลสแห่งโมหะ (ความหลง) ทั้งหลาย พร้อมส่งเสริมให้จิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในคลองธรรมทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

8. ธัมมัสสวนมัย (บุญอันเกิดจากการฟังธรรม)
ธัมมัสสวนมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรับฟังธรรม อันก่อให้เกิดปัญญา และทางรู้แจ้งแก่ตน ยังตนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันงาม สามารถละหรือลดซึ่งกิเลสทั้งปวง

9. ธัมมเทสนามัย (บุญอันเกิดจากการแสดงธรรม)
ธัมมเทสนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการแสดงหรือการสอนธรรมให้แก่ผู้อื่น สามารถเจริญธรรมนี้ทั้งที่เป็นสงฆ์หรือฆราวาส สงฆ์แสดงธรรมแก่ปุถุชนผู้รักษาศีล 5 และศีล 8 ฆราวาสแสดงหรือสอนธรรมแก่ผู้เยาว์ ทั้งนักเรียนหรือลูกหลานของตน ธรรมที่แสดงนั้น ย่อมส่งผลให้ผู้ฟังรู้แจ้ง หรือเข้าใจในธรรม และพร้อมที่จะลุซึ่งความทุกข์ได้ ผู้ที่แสดงธรรมนั้น ย่อมได้รับผลบุญที่ยังให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์

10. ทิฏฐุชุกรรม (บุญอันเกิดจากการทำความเห็นให้ตรง)
ทิฏฐุชุกรรม แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักคิด วิเคราะห์ด้วยจิตอันเป็นกุศล จิตเห็นพ้องในธรรม ภายใต้พื้นฐานของเหตุ และผลที่เป็นจริง

โลกธรรม 8 ประการ

1. การมีลาภ แห่งโลกธรรม 8 คือ การได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงิน ทอง โภชนะ และปัจจัยทั้งหลายตามสิ่งที่ตนปราถนา ทั้งที่ได้มาด้วยความสุจริตหรือทุจริต เช่น การถูกหวยรางวัลที่ 1
2. การมียศ แห่งโลกธรรม 8 คือ การได้มาซึ่งสมมติสัจจะ คือ นามที่เขาตั้งให้ เพื่อเป็นนามกำหนดในบทบาทหน้าที่ของตนในสังคม เช่น เป็นตำรวจ เป็นครู เป็นนายอำเภอ เป็นต้น
3. การมีคำสรรเสริญ/ยินยอ แห่งโลกธรรม 8 คือ คำกล่าวที่เขาพูดถึงตนด้วยความบริสุทธิ์ใจในการเชิดชูต่อความดีหรือสิ่งที่ตนได้กระทำเพื่อผู้อื่น สิ่งนี้เรียกว่า คำสรรเสริญ ส่วนคำกล่าวที่เขาพูดถึงตนด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจ หรือการแกล้งกล่าว เพียงเพื่อหวังประโยชน์แก่เขา สิ่งนี้ เรียกว่า การยินยอ
4. การมีความสุข แห่งโลกธรรม 8 คือ ความอิ่มเอิบใจในสิ่งที่ได้มาตามความปรารถนาทั้ง 3 ประการ ข้างต้น นอกจากนี้ ความสุขที่มีนั้น ยังครอบคลุมถึงความสุขทางใจในด้านอื่นๆ เช่น ความสุขจากการยินดีในความรัก ความสุขจากความสำเร็จในการงาน การเล่าเรียน เป็นต้น ไม่นับรวมกับความสุขหรือความยินดีในธรรม ซึ่งความสุขเหล่านี้ จัดเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนเหมือนสิ่งที่ได้มาทั้ง 3 ประการ นั้น

5. การเสื่อมในลาภ แห่งโลกธรรม 8 คือ ความไม่เที่ยง และไม่คงอยู่ของลาภที่ได้มาทั้งปวง ลาภเหล่านั้น เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ย่อมมีวันลดน้อยหรือหมดไปจากตน เช่น เงิน ทอง หรือ ทรัพย์สินต่างๆ
6. การเสื่อมในยศ แห่งโลกธรรม 8 คือ ความไม่เที่ยง และไม่คงอยู่ของยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้มาทั้งปวง ยศเหล่านั้น เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ เป็นนามที่เพียงผู้อื่นเขาตั้งให้แทนตัวตนของเรา และยศเหล่านี้ย่อมหมดไปตามวาระการงานหรือหมดไปตามกายของตน
7. การมีคำนินทา แห่งโลกธรรม 8 คือ คำกล่าวที่ผู้อื่นกล่าวถึงตนในทางเสื่อมเสีย คำเหล่านี้ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของทุกคน แต่เป็นธรรมดาที่หากมีผู้รักย่อมมีผู้เกียจ และนินทาว่าร้าย เป็นของคู่กันกับคำสรรเสริญ/ยินยอ
8 การมีความทุกข์ คือ ความหม่อนหมองหรือขมขื่นใจที่เกิดจากการเสื่อมในลาภ ในยศ และในคำถูกกล่าวนินทา นอกจากนั้น ความทุกยังรวมถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากด้านต่างๆ เช่น ความทุกข์จากคำด่าทอ ความทุกข์จากความผิดหวังในความรัก และความทุกข์จากการสูญเสียในสิ่งต่างๆ เป็นต้น

ฆราวาสธรรม 4 ประการ

ฆราวาส หมายถึง ผู้ครองเรือน บางทีเรียกว่า คฤหัสถ์ หมายถึง บุคคลที่มิใช่นักบวชหรือพระสงฆ์ที่มีอาชีพแตกต่างกัน เช่น ชาวนา ชาวไร่ พ่อค้า ข้าราชการ นักศึกษา เป็นต้น

ฆราวาสธรรม 4 ประการ
1. สัจจะ (ความซื่อสัตย์)
2. ทมะ (การฝึกตน)
3. ขันติ (การอดทน)
4. จาคะ (การบริจาค/การเสียสละ)

1. สัจจะ (ความซื่อสัตย์)
สัจจะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ด้วยกายจริง คือ ประพฤติด้วยความสุจริต ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง วาจาจริง คือ พูดความจริง และใจจริง คือ มีความจริงใจ

2. ทมะ (การฝึกตน)
ทมะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง การฝึกฝน การฝึกตน ให้มีการปรับปรุงตัวทั้งในด้านจิตใจ และการกระทำ ด้วยปัญญาเพื่อปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่องในหน้าที่การงานหรือสิ่งที่กระทำอยู่นั้น

ทมะ เป็นธรรมที่มุ่งเน้นให้ใช้สติใคร่ครวญ และไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะกระทำการใดๆ โดยต้องคำนึงอยู่เสมอว่า มีประโยชน์มากกว่าโทษหรือมีดีมากกว่าชั่วจึงจะกระทำ โดยเฉพาะการเอาชนะความโกรธ เพราะเมื่อความโกรธเกิดขึ้นย่อมส่งผลให้จิตใจขุ่นมัว ผิวพรรณเศร้าหมอง เป็นเหตุให้เกิดผลเสียแก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ เพราะผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถไม่รู้ธรรม ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งบิดามารดาของตน ผู้ที่ถูกความโกรธเข้าครอบงำย่อมเสียทรัพย์ เสื่อมลาภยศ หาที่พึ่งพิงได้ยาก ไร้ญาติขาดมิตร

3. ขันติ (ความอดทน)
ขันติ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง ความอดทน อดกลั้นต่อปัญหาอุปสรรค รวมถึงอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทางใจ อาทิ ความยากลำบากในการงาน คำด่าทอจากผู้อื่น ซึ่งความอดทนนี้ประกอบด้วย 4 ลักษณะ ได้แก่
1. ความอดทน อดกลั้นต่อความยากลำบากตรากตรำทางธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นทางกายภาพ อาทิ ความร้อน ความหนาว ความหิวกระหาย และความเหนื่อยล้า
2. ความอดทน อดกลั้นต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นทางกาย อาทิ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความทุกข์ทรมาน ก็รู้จักอดทนอดกลั้นเอาไว้ ไม่สร้างความทุกข์เพิ่มขึ้นอีก
3. ความอดทน อดกลั้นต่อความเจ็บใจอันเกิดขึ้นทางจิตภาพ อาทิ วาจาส่อเสียด ถ้อยคำด่าว่าหยาบคายหรือคำกล่าวล่วงเกินก่อให้เกิดความเสียหาย สร้างความขุ่นเคืองใจอันไม่พึงปรารถนา
4. ความอดทน อดกลั้นต่อพลังอำนาจบีบคั้นของกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ความอดทนอดกลั้นต่อกิเลสทั้งปวงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิตที่ดีงาม

4. จาคะ (การบริจาค/ความเสียสละ)
จาคะ ในฆราวาสธรรม 4 หมายถึง การบริจาคหรือความเสียสละจากความสุข และผลประโยชน์ของตน รวมถึงการละจากกิเลส ทำให้เป็นผู้มีความใจกว้าง รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และพร้อมที่จะเผชิญกับความทุกข์ร่วมกับผู้อื่น

หลักฆราวาสธรรม 4 มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างความสงบสุขในสังคม หากคนในสังคมทุกคนปฏิบัติตามหลักธรรมนี้แล้ว ย่อมอำนวยคุณประโยชน์ให้แก่ผู้ปฏิบัติตามทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า ก่อให้เกิดความสุขสวัสดี มีความราบรื่นในการดำเนินชีวิต และยังทำให้องค์กรต่างๆ ตลอดจนสังคมเกิดความสงบเรียบร้อย และยังพบว่าหลักพุทธธรรมในข้อนี้ยังสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายทำงานได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าประสงค์ที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 ประการ

กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 ประการ คือ หลักธรรมสำหรับการบริหารจัดการครอบครัวให้เจริญ และมั่งคั่ง ด้วยแนวทางปฏิบัติที่ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวอันจะนำมาสู่ความสุข ความเจริญ และมั่นคง ประกอบด้วยหลักธรรม 4 ประการ คือ
1. นัฏฐคเวสนา
นัฏฐคเวสนา คือ การรู้จักหา รู้จักค้นหา ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องมือ สิ่งของทุกอย่างที่หายไปให้กลับคืนมา สิ่งของที่หายไปนั้น หมายถึง สิ่งของที่หายไปจากที่ซึ่งเคยอยู่เป็นประจำ ซึ่งหากหาสิ่งที่หายไปเหล่านั้นได้ ย่อมทำให้ไม่ต้องไปซื้อหามาใหม่ ซึ่งประกอบด้วยลักษณะการหาย ดังนี้
– ตนเองลืมไว้ที่อื่น
– ตนเองทำหาย
– ผู้อื่นหยิบฉวยไปใช้
– ผู้อื่นลักขโมยไป

2. ชิณณปฏิสังขรณา
ชิณณปฏิสังขรณา คือ การรู้จักซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุด ใช้งานไม่ได้ให้กลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งอาจซ่อมด้วยตนเองหรือให้ผู้อื่นซ่อม เพราะหากซ่อมแซมใช้การได้ ย่อมที่จะไม่ต้องซื้อใหม่ให้สิ้นเปลืองทรัพย์เงินทองโดยไม่จำเป็น สิ่งของที่ควรซ่อม ได้แก่
– สิ่งของที่ชำรุดแต่ใช้งานไม่ค่อยดี
– สิ่งของชำรุดใช้งานไม่ได้

3. ปริมิตปานโภชนา
ปริมิตปานโภชนา คือ ความประมาณตนในการอุปโภค และบริโภคไม่ให้ใช้หรือกินเกินความจำเป็น หากใช้เกินหรือกินเกิน ย่อมเกิดความฟุ่มเฟือยโดยเปล่า หรือ เรียกอีกนัย คือ การประยัด การประมาณตนหรือการประหยัดนั้น แบ่งได้ดังนี้
– การประมาณตน/การประหยัดในการอุปโภค คือ รู้จักประมาณตนในการใช้จ่าย การใช้สิ่งของต่างๆ
– การประมาณตน/การประหยัดในการบริโภค คือ รู้จักประมาณตนในการรับประทานอาหารต่างๆ

4. อธิปัจจสีลวันตสถาปนา
อธิปัจจสีลวันตสถาปนา คือ สามี และภรรยา พึงเป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรมอยู่เป็นนิจ โดยศีลพื้นฐาน คือ ศีล 5 และให้ยังกุศลที่ยังไม่เกิดให้พึงเกิด ให้รักษากุศลที่เกิดแล้วให้ดำรงอยู่ และให้ส่งเสริมกุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น

สามี 7 ประเภท มีอะไรบ้าง

1. วธกภัสดา คือ สามีที่ประพฤติตัวเสมือนเพชฌฆาต คือ สามีที่เป็นคนขี้โมโหร้าย ชอบดุด่า ทำร้ายร่างกาย หรือใช้คำหยาบด่าทอให้ภรรยาเจ็บใจเป็นนิจ

2. โจรภัสดา คือ สามีที่ประพฤติตัวเสมือนโจร คือ สามีที่ชอบกินชอบเล่น ชอบการพนัน มีนิสัยนักเลง คิดคดเอาเปรียบผู้อื่นเป็นนิจ

3. อัยยภัสดา คือ สามีที่ประพฤติตัวเสมือนนาย คือ สามีที่ชอบใช้อำนาจทางการปกครองของตนต่อภรรยา ทำตนดุด่า กดขี่ หรือใช้งานภรรยาเสมือนภรรยาเป็นลูกจ้างคนหนึ่ง

4. ปิตาภัสดา คือ สามีที่ประพฤติตัวเสมือนพ่อ มักเป็นสีที่มีอายุมากกว่าหรือมีคุณวุฒิมากกว่า สามีประเภทนี้มักมีความเป็นผู้นำสูง คอยนำทาง และชี้นำภรรยาเสมือนพ่อที่คอยห่วงลูกของตน

5. ภาตาภัสดา คือ สามีที่ประพฤติตัวเสมือนพี่ชาย คือ สามีที่มอบความรักให้แก่ภรรยาคล้ายกับน้องสาวของตน ซึ่งสามีประเภทนี้มักเป็นผู้ที่ต้องคอยตามใจ และคอยปลอบใจ รวมถึงต้องคอยบอกคอยสอนเปรียบภรรยาตนเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง

6. สขาภัสดา คือ สามีที่ประพฤติตัวเสมือนเพื่อน สามีประเภทนี้มักมีอายุพอกับภรรยาหรืออาจมีอายุน้อยกว่าหรือมากกว่า แต่ประพฤติตัวเสมือนเพื่อนกัน ซึ่งจะมีทั้งข้อดี ข้อเสียต่อฝ่ายหญิง

7. ทาสภัสดา คือ สามีที่ประพฤติตัวเสมือนทาสหรือผู้คอยรับใช้ ทั้งงานเรือน กิจการงานทุกเรื่องโดยไม่รังเกียจ

ทิศ 6 และแนวทางปฏิบัติ

ความสำคัญ และแนวทางปฏิบัติต่อทิศทั้ง 6
1. ทิศเบื้องหน้า (บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย)
ทิศเบื้องหน้า ในตำราแต่ก่อนระบุเพียงบิดามารดาผู้ที่ให้กำเนิด และเลี้ยงดูส่งเสียเรามาจนเติบใหญ่ แต่ในความจริงแล้วทิศเบื้องหน้ายังหมายถึงบุคคลอื่นที่คอยอุปการะเลี้ยงดูเราให้เติบใหญ่ นั่นหมายความรวมถึงปู่ย่า ตายายหรือบุคคลอื่นที่เป็นญาติเราด้วยเช่นกัน เพราะสังคมปัจจุบันนี้ ทิศเบื้องหน้าที่เป็นบิดามารดาอาจไม่ใช่ผู้ที่คอยเลี้ยงดูส่งเสียเราให้เติบใหญ่ก็ได้ ดังนั้นแล้ว ผู้ที่มีอุปการะต่อการเลี้ยงดูส่งเสียเราจึงจัดเป็นผู้ที่อยู่ในทิศเบื้องหน้าด้วยเช่นกัน

2. ทิศเบื้องขวา (ครูบาอาจารย์)
ทิศเบื้องขวา คือ ครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้สอนหนังสือวิชาในวัยเรียน นอกจากนั้น ยังหมายรวมถึงบุคคลต่างๆที่คอยสอน คอยอบรม ให้ความรู้แก่เราที่มิใช่ผู้สอนในห้องเรียนด้วยเช่นกัน

3. ทิศเบื้องหลัง (บุตร ภรรยา และสามี)
ทิศเบื้องหลัง คือ บุตร ผู้เป็นทาญาติสืบสายโลหิต และภรรยา และสามี ผู้เป็นคู่ชีวิต บุคคลเหล่านี้ เป็นคนสำคัญที่คอยให้การสนับสนุน คอยส่งเสริม และให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง นอกจากนั้น ยังหมายรวมถึงบุคคลที่อยู่ในทิศอื่นๆที่มิใช่บุตร ภรรยา และสามี แต่ปฏิบัติตนคอยอุปการะเสมือนเป็นบุตร ภรรยาหรือสามี อาทิ ปู่ย่า ตายาย คูบาอาจารย์ เป็นต้น

4. ทิศเบื้องซ้าย (มิตรสหาย)
ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตรสหายทั้งที่เป็นมิตรสหายร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือ มิตรสหายในการงาน บุคคลเหล่านี้เป็นผู้คอยช่วยเหลือในยามประสบปัญหา และอุปสรรค คอยช่วยเหลือเกื้อกูล ดึงรั้งมือให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น

5. ทิศเบื้อล่าง (บริวารหรือผู้รับใช้)
ทิศเบื้อล่าง คือ ผู้ที่เป็นบริวารที่คอยรับใช้หรือทำกิจให้เรา รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของเราด้วยเช่นกัน บริวารเหล่านี้ ได้แก่ ผู้รับใช้ คนงาน ผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่า ดังนั้น บุคคลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นผู้ ที่อยู่ด้านล่างภายใต้การปกครองหรือการบังคับบัญชาของเรา

6. ทิศเบื้องบน (สามเณร ภิกษุ ภิกษุณี)
ทิศเบื้องบน คือ ผู้ที่รักษาศีลมากกว่าเรา ซึ่งเราในที่นี้หมายถึงฆราวาสที่ไม่ใช่นักบวช ผู้ที่รักษาศีลที่สูงกว่านี้ ได้แก่ สามเณร ภิกษุ ภิกษุณี (ภิกษุณีปัจจุบันไม่มีการบวชให้แล้ว) จึงถือเป็นผู้ที่ควรแก่การสักการะให้เหนือกว่าตน

 

 

ลูกน้อยน้ำหนักไม่ขึ้นมาจากสาเหตุอะไร

เด็กที่น้ำหนักน้อย น้ำหนักไม่ขึ้นเกิดจากหลายสาเหตุดังนี้ค่ะ

1. น้ำหนักแรกคลอดน้อย คลอดก่อนกำหนด

ถ้าน้ำหนักแรกคลอดน้อยตั้งแต่เกิด ก็ยากค่ะ ที่น้ำหนักจะมากขึ้นเท่ากับเด็กที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ คุณแม่อาจต้องเน้นให้ลูกกินนมบ่อยขึ้น และได้รับการดูแลที่เหมาะสมจริง ๆ น้ำหนักลูกถึงจะขึ้นเยอะ และเป็นไปตามเกณฑ์

2. โดนจำกัดด้วยมื้ออาหาร

เด็กที่กินนมแม่สามารถกินได้เรื่อย ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องรอช่วงเวลา หรือแบ่งเวลากินเป็น 2-3 ชั่วโมง ถ้าตัวน้องกินไหวก็ป้อนไป และให้ดูดนมไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่ความสะดวกของคุณแม่เลยค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลังจากให้ลูกกินนมแม่เสร็จ คุณแม่ก็ควรจับให้ลูกเรอทุกครั้งด้วยนะคะ

3. อาหารเสริมที่ลูกกิน

เด็กที่อายุ 6 เดือนไปแล้ว จะเริ่มกินอาหารเสริมได้แล้ว ซึ่งอาจทำให้อิ่มและกินนมแม่ได้น้อยลง และอาหารเสริมบางอย่างโภชนาการก็ไม่ครบ ทำให้เด็กตัวเล็ก

4. พันธุกรรม

ถ้าพ่อแม่ตัวเล็ก น้ำหนักน้อย ลูกก็น้อยตาม ตัวเล็กตาม หรือถ้าพ่อแม่ตัวใหญ่ ลูกก็อาจจะตัวเล็กไปตามญาติ ๆ ที่มีพันธุกรรมตัวเล็ก ๆ ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่ะ

อาหาร 5 หมู่ ในประเทศเราหาได้ไม่ยากจากทั้ง สัตว์ ผัก ผลไม้ และอื่น ๆ เพียงแต่คุณแม่ต้องเลือกทำและศึกษาวิธีการทำที่ถูกต้อง ลูกจะได้รับสารอาหารที่เหมาะสมตามวัย ในความเป็นจริงแล้วทุกโรงพยาบาลจะแจ้งคู่มือ หรือ แนะนำเรื่องการให้อาหารเด็กที่ถูกต้องตามโภชนาการไว้อยู่แล้ว เด็กวัยไหนต้องกินอะไร ต้องกินมากน้อยแค่ไหน คุณแม่ควรศึกษาไว้ได้เลยค่ะ เพราะเมื่อถึงวัยที่ลูกต้องกินอาหารเสริมนมจะกินได้น้อยลง และอาหารเสริมจะกลายมาเป็นอาหารหลักของลูกเพื่อทำให้ร่างกายของลูกแข็งแรงมากยิ่งขึ้นค่ะ

อปริหานิยธรรม 7 และแนวทางปฏิบัติ

อปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม แต่เป็นธรรมเพื่อความเจริญ กล่าวคือ ถ้าบุคคล ปฏิบัติตามอปริหานิยธรรม บุคคลนั้น จะมีแต่ความเจริญความก้าวหน้าในชีวิต ไม่มีความเสื่อม ความเสียหาย อันเป็นอุปการะมากสำหรับผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร หมู่ชน และคนในสังคม

อปริหานิยธรรม แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. อปริหานิยธรรมสำหรับคฤหัสถ์
2. อปริหานิยธรรมสำหรับพระสงฆ์

อปริหานิยธรรมสำหรับคหัสถ์ (วัชชีอปริหานิยธรรม) 7 ประการ
1. จัดประชุม และหารือกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เป็นนิตย์
2. การประชุมต้องให้หมู่คณะมีเพรียงกัน รวมถึงการเลิกประชุม และการทำกิจอันสมควรให้พร้อมเพรียง
3. บัญญัติหรือมีมติในสิ่งในเรื่องใหม่ และข้อบัญญัติไม่ขัดหรือตัดรอนบัญญัติก่อน พร้อมยอมรับ และศึกษาในธรรมะของชาววัชชีที่ได้บัญญัติก่อน
4. ให้เคารพนับถือคำกล่าวของผู้อาวุโส
5. ไม่ล่วงละเมิดทางใจ และกายในสตรีที่มีสามีหรือสตรีสาวในชาววัชชี
6. ให้ความเคารพ และสักการะ รวมถึงการบูรณะเจดีย์หรือพุทธสถานที่ปลูกสร้างไว้
7. ให้การสงเคราะห์ และอุปการะแก่สงฆ์ทั้งหลาย

อปริหานิยธรรมสำหรับพระภิกษุ (ภิกขุอปริหานิยธรรม) 7 ประการ
หลังจาก ได้แสดงอปริหานิยธรรม 7 ประการ แก่วัสสการพราหมณ์แล้ว ต่อมาจึงตรัสเรียกประชุมสงฆ์ทั้งหมดที่อยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อมกับแสดงธรรมอปริหานิยธรรมทั้ง 7 ประการ ดังนี้
1. ให้หมั่นประชุม และหา เพื่อแลกเปลี่ยนธรรมกันเป็นนิตย์
2. การประชุมให้เกิดความพร้อมเพรียงทั้งในหมูคณะ การเลิกประชุม และการทำกิจอันสมควร
3. ไม่พึงบัญญัติในสิ่งที่พระพุทธองค์ไม่เคยบัญญัติ และไม่เพิกถอนที่สิ่งที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้ รวมถึงข้อบัญญัติใหม่ไม่พึงขัดหรือตัดรอนกับบัญญัติที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้
4. พึงเชื่อ และเคารพในภิกษุที่อาวุโส
5. พึงละเว้น และไม่ลุในความอยากทั้งหลาย
6. พึงยินดีในสถานที่พักของตน
7. พึงตั้งความปรารถนาดีในทางธรรมต่อพระภิกษุหรือสามเณรผู้ที่จะเข้ามาอยู่ร่วม

การฝึกข่มใจตนเอง

ทมะ หมายถึง การรู้จักข่มใจหรือควบคุมจิตให้อยู่ในกุศลธรรมเพื่อให้ตนไม่ตกอยู่ในกิเลสทั้ง 3 คือ การโกรธ การโลภ การหลง พร้อมกับฝึกฝนตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีนั้น รวมถึงยังความดีให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป ประกอบด้วยธรรม 2 ประการ คือ
1. การข่มใจ
2. การฝึกตน

ทมะ 2 ประการ
1. การข่มใจตนเอง
การข่มใจตนเอง คือ การรู้จักใช้ปัญญาในการยับยั้งจิตใจตนเองไม่ให้ตกอยู่ในกิเลสทั้งหลายอันจะทำให้ตนเสื่อมลง อันประกอบด้วยการรู้จักข่มใจตนเองให้ห่างจากกิเลส 3 อย่าง ได้แก่
– ความโกรธ คือ รู้จักระงับความโกรธอันเป็นภาวะที่เกิดจากความขุ่นเคือง ความคับแค้นใจ ธรรมที่ใช้เป็นแนวทางในการระงับความโกรธ ได้แก่ ขันติ คือ การรู้จักความอดทน
– ความโลภ คือ รู้จักระงับความทะยานอยากเพื่อตอบสนองความต้องการของตน อันเป็นความทะยานอยากในรูปธรรมที่ทวารทั้ง 5 สัมผัสได้ ธรรมที่ใช้ระงับความอยากนี้ ได้แก่ การมีความเมตตา กรุณา และจาคะ คือ การรู้จักให้ รู้จักบริจาค
– ความหลง คือ รู้จักระงับใจตนเองไม่ให้หลงมัวเมาในรูปธรรมที่ตนพอใจทั้งหลาย และไม่หลงมัวเมาในภาวะความสุขอันเกิดจากการปรุงแต่งขึ้นจากจิตของตน ธรรมที่ใช้ในการระงับความหลงมัวเมานี้ ได้แก่ ปัญญา คือ การรู้จักใช้ความรู้หรือประสบการณ์ของตนพิจารณาวิเคราะห์ให้รู้แจ้งในสิ่งเหล่านั้นตามหลักแห่งเหตุ และผล อันนำมาสู่สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ รู้ชอบในทางอันเป็นกุศลธรรม

2. การฝึกฝนตนเอง
การฝึกฝนตนเอง คือ การรู้จักฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ และมั่นยับยั้งจิตใจของตนให้ห่างจากกิเลสทั้งหลายข้างต้น อันจะทำให้ความดีนั้นให้คงอยู่ และให้เจริญยิ่งขึ้นไป การฝึกฝนตนนั้น พึงให้ใช้ปัญญา คือ การใช้ความรู้เป็นพื้นฐานในการคิดพิจารณาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นนิจ ทั้งที่เคยเกิดแล้วมาเป็นประสบการณ์ ทั้งที่ขณะเกิดมาคิดถึงผลเสียที่จะตามมา และสิ่งที่อาจจะเกิดในอนาคตด้วยการหลีกเลี่ยงให้ห่าง ทั้งนี้ วธีการฝึกฝนตนท่านพึงให้ใช้การฝึกสมาธิ และมรรคทั้ง 8 เป็นแนวทาง

โทษของการขาดทมะ
1. มักเป็นผู้โกรธง่าย โมโหร้ายจนผู้อื่นไม่คบหา
2. มักสร้างศรัตรู คู่อริ
3. มักถูกหลอกลวงได้ง่าย
3. มักเป็นผู้ขาดสติปัญญา ขาดการรู้คิด
4. ทำให้เสื่อมในทรัพย์ ในยศที่ตนมี
5. มักถูกติฉินนินทา ผู้คนรังเกียจ

 

พระสงฆ์ พระภิกษุ และอลัชชี

พระสงฆ์ หรือ พระภิกษุ หมายถึง ผู้สละการครองเรือน ครองทรัพย์ที่ออกบวช และถือวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอันเป็นคำสอนของพระพุทธองค์เพื่อยังให้ตน และผู้อื่นรู้แจ้งในธรรม

พระสงฆ์ หรือ พระภิกษุ ถือเป็นหนึ่งในรัตนะทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อันเป็นองค์สามที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ที่ยังให้พระพุทธศาสนาปรากฏขึ้น ดำเนินอยู่ และดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน และในอนาคต

พระสงฆ์ หรือ พระภิกษุ ถือเป็นสาวกของพระพุทธองค์ที่ต้องถือวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอันประกอบด้วยศีล จำนวน 227 ข้อ เพื่อยังให้ตนเป็นผู้เจริญ พร้อมกับศึกษาพระธรรมคำสอนให้รู้แจ้ง และยังให้ผู้อื่นเข้าถึงซึ่งพระธรรมนั้น ด้วยการเผยแพร่พระธรรมคำสอนแก่ปุถุชนทั้งหลาย

อลัชชี เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกนักบวชในศาสนา ผู้ไม่ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระศาสดา เป็นผู้นอกรีตที่ยังให้ศาสนาเสื่อมเสีย ไม่มีความละอายต่อสิ่งที่กระทำนั้น เช่น อลัชชีในพระพุทธศาสนา คือ พระสงฆ์ที่ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัยซึ่งยังให้พระธรรมวินัยขาด เช่น พระสงฆ์ที่เสพเมถุน ดื่มสุราเมรัย ค้าสัตว์ผิดกฎหมาย เป็นต้น

พระสงฆ์ 2 ประเภท
1. สมมติสงฆ์
สมมติสงฆ์ คือ พระสงฆ์ทั่วไปตั้งแต่ 4 รูป ขึ้นไป ที่ได้รับการอุปสมบทตามพุทธานุญาติ ซึ่งได้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ยังมิได้บรรลุโลกุตตรธรรมเป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธองค์ หมู่พระสงฆ์เหล่านี้ เรียกว่า สมมติสงฆ์

2. พระอริยสงฆ์
พระอริยสงฆ์ คือ หมู่แห่งภิกษุผู้ที่ได้ฟังธรรมคำสอนที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง และยังให้ตนรู้แจ้งตามธรรมนั้น คือ บรรลุโลกุตตรธรรมเป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธองค์ ประกอบด้วย คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ ตามมรรค และผล คือ
– พระโสดาบัน 1 คู่ คือ ผู้มีสปฏิปัณโณ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติงาม ประกอบด้วยพระโสดาปฏิมรรค 1 และพระโสดาปฏิผล 1
– พระสกทาคามิ 1 คู่ คือ ผู้มีอุชุปฏิปัณโณ เป็นผู้ปฏิบัติตรงปฏิบัติถูกต้อง ประกอบด้วยพระสกทาคามิมรรค 1 และพระสกทาคามิผล 1
– พระอนาคามิ 1 คู่ คือ ผู้มีญายปฏิปัณโณ เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ประกอบด้วยพระอนาคามิมรรค 1 และพระอนาคามิผล 1
– พระอรหันต์ 1 คู่ คือ ผู้มีสามีจิปฏิปัณโณ เป็นผู้ปฏิบัติเหมาะสม ประกอบด้วยพระอรหันตมรรค 1 และพระอรหันตผล 1

อริยบุคคล คือ บุคคลผู้ประเสริฐทั้งที่เป็นปุถุชนหรือพระสงฆ์ที่ละแล้วในสังโยชน์อันเป็นกิเลสที่ผูกมัดตนไว้ในภพภูมิต่างๆ (โลกภูมิ นรกภูมิ เทวภูมิ และพรหมภูมิ)

มรรค คือ ญาณที่ช่วยให้ละซึ่งสังโยชน์ เพื่อให้เป็นอริยบุคคลในระดับฌานต่างๆ
ผล คือ กุศลที่เกิดจากการละแล้วซึ่งสังโยชน์ต่างๆที่พระบุคคลพึงเสวย