มิตรแท้คือ

 

มิตรแท้/เพื่อนแท้ (สุหทมิตร) หรือ กัลยาณมิตร 4 ประการ
1 มิตรมีอุปการะ เป็นมิตรมีใจดี มี 4 ลักษณะ คือ
– ปกป้องเพื่อนมิให้เป็นผู้ประมาทหรือปกป้อง และช่วยเหลือเพื่อนที่กระทำผิดในความประมาท
– ปกป้องทรัพย์ของเพื่อได้
– สามารถพึ่งพาอาศัยได้เมื่อยามทุกข์หรือมีภัย
– เมื่อมีกิจร่วมกันกับเพื่อน ผู้นั้นยินดีต่อการออกทรัพย์เท่ากันหรือมากกว่า

2 มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นมิตรมีใจดี มีลักษณะ 4 ประการ คือ
– บอกสิ่งที่เพื่อควรรู้แก่เพื่อน เรื่องที่เป็นความลับของตนที่ไม่สามารถบอกแก่ผู้อื่นได้ แต่สามารถบอกแก่เพื่อนของตนได้
– เก็บรักษาความลับของเพื่อนได้ ย่อมรักษาความลับของเพื่อนเพื่อไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้
– ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ หรือ ในยามประสบอันตราย
– สามารถสละความสุข และชีวิตของตนเพื่อความสุข และชีวิตของเพื่อนได้

3 มิตรแนะประโยชน์มีลักษณะ 4 ประการ คือ
– ห้ามเพื่อนมิให้ประพฤติในความชั่ว
– แนะนำให้เพื่อนประพฤติอยู่ในความดี
– ให้รู้ในสิ่งที่เพื่อนยังไม่เคยรู้ และช่วยอธิบายให้เข้าใจ
– บอกทางสวรรค์ให้มิตร ด้วยการแนะนำ และอธิบายให้เพื่อนทั้งหลายกระทำกรรมดีแล้วย่อมเกิดในสวรรค์

4 มิตรมีความรักใคร่ เป็นมิตรมีใจดี มีลักษณะ 4 คือ
– ไม่ยินดีกับความเสื่อมของเพื่อน
– ยินดีในความเจริญของเพื่อน
– ห้ามปรามคนที่นินทาหรือติเตียนเพื่อน หรือช่วยแก้ต่างให้
– ยินดี และส่งเสริมผู้ที่สรรเสริญเพื่อน

มิตรเทียม 4 ประการคือ

1. ผู้ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่มีเจตนาหวังเอาทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว โดยมิหวังเสียเปรียบ
– ผู้ที่มีเจตนาหวังเอาทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นด้วยการเสียประโยชน์ของตนแต่เพียงเล็กน้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่มากกว่า
– ผู้ที่กระทำประโยชน์แก่เพื่อเมื่อยามทุกข์ร้อนเพื่อหวังให้เพื่อนช่วยเหลือ แต่เมื่อพ้นทุกข์ พ้นภัยแล้วก็พยายามปลีกตัวหนีไป
– ผู้ที่คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ทรัพย์หรือประโยชน์ต่อตน
2. ผู้ที่มีดีแต่คำพูด มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับเรื่องที่เป็นอดีตไปแล้ว
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
– กล่าวยินดี และสรรเสริญกับสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
– ไม่ยินดี และไม่สนับสนุนในกิจที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าหรือกิจที่ทำให้ตนเสียประโยชน์
3. ผู้ที่ชอบประจบ มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อน เมื่อเพื่อนกระทำชั่วเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อน เมื่อเพื่อนกระทำดีเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวชื่นชมหรือสนับสนุนเพื่อนต่อหน้าเป็นนิจ
– ผู้ที่กล่าวนินทาลับหลังเป็นนิจ
4. ผู้ที่ชักนำหรือส่งเสริมเพื่อนในทางเสื่อม มี 4 ลักษณะ ได้แก่
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการดื่มหรือเสพสุรา และเมรัย อันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการออกเที่ยวในยามวิกาลเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการเที่ยวดูสิ่งบันเทิงเป็นนิจ
– ผู้ที่ชักนำเพื่อนให้มัวเมาในการพนันเป็นนิจ

อาการ 32 คือ

อาการ 32 คือ ส่วนของอวัยวะที่ประกอบขึ้นจนกลายเป็นรูป หรือ กาย ซึ่งถูกกล่าวไว้ในบทสวดมนต์ กายะคะตาสะติภาวนา อันเป็นบทสวดสำหรับพิจารณากาย มาแต่สมัยพุทธกาล ประกอบด้วยส่วนของร่างกาย 32 อย่าง ได้แก่
1. ผม ภาษาบาลี : เกสา
2. ขน ภาษาบาลี : โลมา
3. เล็บ ภาษาบาลี : นะขา
4. ฟัน ภาษาบาลี : ทันตา
5. หนัง ภาษาบาลี : ตะโจ
6. เนื้อ ภาษาบาลี : มังสัง
7. เอ็น ภาษาบาลี : นะหารู
8. กระดูก ภาษาบาลี : อัฏฐี
9. เยื่อในกระดูก ภาษาบาลี : อัฏฐิมิญชัง
10. ม้าม ภาษาบาลี : วักกัง
11. หัวใจ ภาษาบาลี : หะทะยัง
12. ตับ ภาษาบาลี : ยะกะนัง
13. ผังผืด ภาษาบาลี : กิโลมะกัง
14. ไต ภาษาบาลี : ปิหะกัง
15. ปอด ภาษาบาลี : ปัปผาสัง
16. ไส้ใหญ่ ภาษาบาลี : อันตัง
17. ไส้น้อย ภาษาบาลี : อันตะคุณัง
18. อาหารใหม่ ภาษาบาลี : อุทะริยัง
19. อาหารเก่า ภาษาบาลี : กะรีสัง
20. เยื่อในสมอง ภาษาบาลี : มัตถะเก มัตถะลุง
21. น้ำดี ภาษาบาลี : ปิตตัง
22. น้ำเสลด ภาษาบาลี : เสมหัง
23. น้ำเหลือง ภาษาบาลี : ปุพโพ
24. น้ำเลือด ภาษาบาลี : โลหิตัง
25. น้ำเหงื่อ ภาษาบาลี : เสโท
26. น้ำมันข้น ภาษาบาลี : เมโท
27. น้ำตา ภาษาบาลี : อัฐสุ
28. น้ำมันเหลว ภาษาบาลี : วะสา
29. น้ำลาย ภาษาบาลี : เขโฬ
30. น้ำมูกจมูก ภาษาบาลี : สิงฆาณิกา
31. น้ำในไขข้อ ภาษาบาลี : ละสิกา
32. น้ำมูตร (ปัสสาวะ) ภาษาบาลี : มุตตัง

อาการ 32 ข้างต้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. อวัยวะที่เป็นธาตุดิน ประกอบด้วยอาการ 20 อย่าง คือ ลำดับที่ 1-20
2. อวัยวะที่เป็นธาตุน้ำ ประกอบด้วยอาการ 12 อย่าง คือ ลำดับที่ 21-32

ทั้งนี้ รูป หรือ รูปธรรม ในความหายของร่างกายมนุษย์จะมีลักษณะ 3 อย่าง คือ
1. รูปที่มีความยาว 1 วา
2. รูปที่ความกว้าง 1 ศอก
3. รูปที่ความหนา 1 คืบ

ลักษณะของรูปทั้ง 3 ข้างต้นบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และยังรวมถึงอาการทั้ง 32

ขันธ์ 5 คืออะไร

ขันธ์ 5 หมายถึง องค์ของร่างกายกาย และจิตใจ ที่รวมอาศัยซึ่งกันและกัน จนทำให้เกิดชีวิต โดยแบ่งเป็นส่วนรูปธรรมที่จับต้องได้ คือ 1. รูป ที่ถือเป็นส่วนกาย ส่วนนามธรรม ประกอบด้วย 4 ประการทีเหลือ คือ 2. เวทนา 3. สัญญา 4.สังขาร และ5. วิญญาณ ที่ถือเป็นส่วนใจ

รูปธรรม
รูปธรรม หมายถึง สิ่งที่สามารถรับรู้ด้วยกายสัมผัสจากกายสัมผัส คือ จับต้องได้ ตาสัมผัส คือ รูป หูสัมผัส คือ เสียง จมูกสัมผัส คือ กลิ่น และลิ้นสัมผัส คือ รส ตามลักษณะที่เป็นอย่างนั้นตามธรรมชาติ มักเรียกกันทั่วไปว่า “ร่างกาย” หรือ “วัตถุ” และเป็นสิ่งที่คู่กับคำว่า นามธรรม

เวทนา
เวทนา แห่งขันธ์ 5 หมายถึง ความรู้สึก 3 ประการ คือ สุขใจหนึ่ง ทุกข์ใจหนึ่ง และรู้สึกเฉยๆ อีกอย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้น และดับไปตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ หากเป็นปัจจัยในทางลบก็จะทำให้รู้สึกทุกข์ใจหรือไม่พอใจ แต่หากเป็นปัจจัยทางลบก็มักทำให้รู้สึกสุขใจ ความรู้สึกต่อสิ่งที่มากระทบนี้ เรียกว่า เวทนา หรือ เวทนาขันธ์

สัญญา
สัญญา แห่งขันธ์ 5 หมายถึง การรู้ตัวหรือการระลึกจำได้ เป็นสภาวะจิตที่สามารถรับรู้ต่อร่างกายของตนในปัจจุบัน หรือ จิตที่ระลึกจำได้ถึงความหมายของสิ่งที่เข้ามากระตุ้นหรือเร้าร่างกาย และจิตใจ เช่น เมื่อเดินอยู่ก็รับรู้ว่าตนกำลังเดินอยู่ อันนี้ เรียกว่า เป็นการรู้ตัว เมื่อได้ยินเสียงร้องจิ๊บๆมาจากต้นไม้ จิตแปลความหมาย และระลึกได้ว่า เสียงนั้นก็คือเสียงนก อย่างนี้เรียกว่า เป็นการระลึกได้หรือจำได้

สังขาร
สังขาร แห่งขันธ์ 5 หมายถึง กระบวนการคิดหรือความคิดเห็น (การปรุงแต่ง) ที่มีต่อสิ่งเร้านั้นๆ อาทิ คิดว่าสิ่งนั้นดีหรือชั่ว คิดว่าสิ่งนั้นสวยงามหรือไม่สวยงาม รวมถึงการคิดหรือจินตนาการสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น คิดที่จะพูดหรือทำออกมา เป็นต้น การรู้จักคิดนี้ เรียกว่า สังขาร ซึ่งแตกต่างจากความหมายของสังขารในบทอื่นที่หมายถึง ร่างกายหรือโครงร่างที่มีจิตใจครอง แต่งก็มีความหมายในทางเดียวกัน คือ การปรุงแต่ง

วิญญาณ
วิญญาณ แห่งขันธ์ 5 หมายถึง การรับรู้หรือการสนองสนองต่อสิ่งเร้าของตาที่ได้เห็น หูที่ได้ยิน จมูกที่ได้กลิ่น ลิ้นที่รับรส และกายที่สัมผัส รวมถึงจิตใจที่มีความรู้สึก ทั้งนี้ คำว่า วิญญาณ ตามรากศัพท์ แปลว่า รู้แจ้ง แต่รู้แจ้งในขอบเขตของขันธ์ทั้ง 5 นี้ มิได้หมายความรวมถึงความรู้ ความรอบรู้ไปในทุกเรื่อง และมิได้หมายครอบคลุมถึง การรู้แจ้งด้วยการเป็นอรหันต์ แต่เป็นเพียงวิญญาณรู้แจ้งที่หมายถึงการรู้หรือรับรู้ต่อสิ่งเร้าภายนอกที่มากระทบต่อร่างกาย และจิตใจ เท่านั้น

ไตรลักษณ์ 3 ประการ

1. อนิจจัง/อนิจจตา
อนิจจัง/อนิจจตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นของไม่เที่ยง หมายถึง ความไม่เที่ยง ความไม่ถาวรคงที่แน่นอน ความไม่คงที่อยู่ได้ในสภาพเดิมตลอดไป ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายแปรปรวนไป กล่าวคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งคงที่อยู่อย่างเดิมได้ตลอดไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเปลี่ยนแปลงช้าหรือเปลี่ยนแปลงเร็วเท่านั้น แต่ที่แน่ๆ ก็คือสิ่งต่างๆ ทั้งหมดจะถูกกาลเวลาทำให้เปลี่ยนแปลงเปลี่ยนสภาพไปอย่างแน่นอน สิ่งใดมีการเกิดขึ้นในตอนต้น สิ่งนั้นแม้จะคงมีอยู่ในท่ามกลาง แต่ก็ยังต้องมีความเสื่อมสลายดับไปในที่สุด นี่นับเป็นสิ่งธรรมดาแท้ของโลก

2. ทุกฺขัง/ทุกขตา
ทุกฺขัง/ทุกขตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นทุกข์ หมายถึง ความผิดหวังที่เกิดจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของตนเอง รวมถึงภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นของเหตุอันไม่พึงประสงค์ เกิดสภาพฝืนทน และขัดแย้งอยู่ในตัว กล่าวคือ สิ่งต่างๆ ที่มีองค์ล้วนมีประกอบจากปัจจัยต่างๆที่ไม่สามารถดำรงอยู่ตามสภาพเดิมได้ มีเปลี่ยนแปลง เสื่อมถอย และสลายไปตามกาลเวลา

3. อนัตตา/อนัตตตา
อนัตตา/อนัตตตา แห่งไตรลักษณ์ 3 คือ ความเป็นอนัตตา หมายถึง ความไม่ใช่ตัวตน หรือ ความไม่มีตัวตนแท้จริงของสรรพสิ่ง และไม่สามารถควบคุมให้คงอยู่ได้ตามความมุ่งหมายของตน กล่าวคือ ชีวิตหรือร่างกายนี้มิอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนแท้จริงของบุคคล เพราะที่เรามองเห็นเป็นรูปร่างหรือเป็นชีวิตนี้ก็เพราะมีการรวมกันของขันธ์ 5

สังคหวัตถุ 4

สังคหวัตถุ 4 หมายถึง เครื่องมือ หรือหลักธรรม 4 ประการ ที่ช่วยประสานคนหมู่มากให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เป็นเครื่องช่วยขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก สามารถนำไปใช้ได้ตั้งแต่ระดับครอบรัวจนถึงระดับสังคม เป็นธรรมที่ก่อให้เกิดความผาสุกในบ้านเมือง และประเทศชาตินั่นเอง มีดังนี้

1. ทาน หมายถึง การให้ การเฉลี่ยเผื่อแผ่แก่กันและกัน ซึ่งเป็นข้อสำคัญเพราะว่าทุกๆ คนนั้นย่อมต้องการความช่วยเหลือจากกันอยู่ในด้านต่างๆ ในด้านวัตถุทรัพย์สินเงินทอง เครื่องอุปโภคต่างๆในด้านกำลังกาย ช่วยกระทำกิจการของกันและกันทางกาย ในด้านวาจา พูดจาช่วยเหลือกันในเรื่องที่ควรพูด ในด้านสติปัญญา ช่วยให้ความรู้ให้การแนะนำในข้อที่ควรจะแนะนำต่างๆ การให้การเฉลี่ยเผื่อแผ่ทุกคนทั้งผู้ใหญ่ทั้งผู้น้อยต่างก็ควรจะมีทาน คือ ให้การช่วยเหลือกัน ผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือผู้น้อย ผู้น้อยก็ให้การช่วยเหลือผู้ใหญ่ ด้วยจิตใจมุ่งที่จะช่วยให้บรรลุถึงประโยชน์ที่ต้องการ หรือเพื่อที่จะให้พ้นจากอุปสรรคขัดข้องทั้งหลาย

2. ปิยวาจา หมายถึง การเจรจาถ้อยคำ ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่จับใจแก่กันและกันอันเป็นถ้อยคำ สุภาพ เพราะวาจาที่พูดออกไปนั้น ถ้าเป็นวาจาที่ไม่สุภาพไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นวาจาที่อาจเสียดแทงน้ำใจของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียใจ เจ็บใจ ไม่สบายใจ เพราะฉะนั้น จึงสมควรที่ทุกคนต้องมีสติควบคุมใจ ควบคุมการพูดของเราให้ไพเราะก็คือสตินั้นเอง ดังนั้นการพูดหรือการแสดงออกทุกครั้งต้องมีสติอยู่เสมอ

3. อัตถจริยา หมายถึง การประพฤติประโยชน์ให้แก่กันและกัน คือ การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสถาบัน เช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สังคมที่ตนอาศัยอยู่ตลอดถึงประเทศชาติ สิ่งใดที่เป็นโทษก็ควรละเว้นไม่กระทำ การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์สามารถปฏิบัติได้ทั้งกาย วาจาใจ ในทุกเวลา และทุกโอกาส

4. สมานัตตตา หมายถึง ความเป็นผู้วางตนสม่ำเสมอ หรือเสมอต้นเสมอปลาย หมายถึง การรักษาระเบียบวินัยอันใดที่ทุกคนพึงปฏิบัติทั้งผู้ใหญ่ทั้งผู้น้อยตามหน้าที่ ที่บัญญัติเอาไว้เป็นระเบียบของสถานที่ ของหน่วยงาน เช่น กฎระเบียบของสถาบันการศึกษา กฎระเบียบของสถานที่ราชการต่างๆ เป็นต้น ตลอดถึงกฎหมายบ้านเมือง ในทางพระพุทธศาสนาก็คือ พระวินัยบัญญัติสา หรับพระภิกษุทั้งหลายนั้นเอง

โอวาท 3 และแนวทางปฏิบัติ

ความสำคัญของโอวาท 3
1. ช่วยให้ปุถุชนทั้งหลายไม่ทำความชั่ว เช่น ไม่ประพฤติในการลักขโมย ไม่ฉ้อโกงผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในงาม ไม่ยุแย่ให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ และพึงละเว้นจากการกระทำความชั่วทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และใจ
2. ช่วยให้ปุถุชนทั้งหลายรู้จักทำความดี เช่น การให้ทาน การรักษาศีล 5 การมีเมตตาจิตต่อเพื่อมนุษย์ และสรรพสัตว์ รวมถึงพึงประพฤติตามหลักธรรมอื่นอย่างเป็นนิจ
3. ช่วยให้ปุถุชนทั้งหลายมีจิตใจให้ผ่องใส บริสุทธิ์ ด้วยการฝึกจิตให้มีสติ มีสมาธิ และจิตที่สงบเพื่อทำให้จิตใจไม่เกิดความทุกขเวทนา จิตไม่เศร้าหมองต่อสิ่งใดๆที่มากระทบทั้งปวง ผู้ที่ปฏิบัติได้เช่นนี้ ย่อมเป็นผู้มีจิตที่สงบ มีสมาธิ นำไปสู่การงานที่สำเร็จรุร่วง และเกิดความสุขต่อตนเอง และคนรอบข้าง

โอวาท 3 ประการ
1. เว้นจากการทำชั่ว
ความชั่ว แห่งโอวาท 3 คือ การกระทำที่ไม่ดี การกระทำที่เป็นปาบ เป็นสิ่งเลวร้าย ย่อมมีผลทำให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ รวมถึงเกิดความเดือดร้อนแก่ตนเอง และผู้อื่น ดังนั้น จึงพึงละเว้น และหลีกเลี่ยงจากการระทำความชั่วทั้งปวง ทั้งทางด้านกาย วาจา และจิตใจ

2. ให้ทำความดี
ความดี แห่งโอวาท 3 คือ การกระทำที่ดีงาม เป็นบุญแก่ตัวเอง มีผลทำให้เกิดความสุขความสบายใจ เกิดประโยชน์แก่ตนเอง และผู้อื่น โดยพึงต้องหมั่นกระทำแต่ทำความดี ซึ่งเป็นการพัฒนาตนให้มีความประพฤติที่งดงาม เรียกว่า คุณธรรม และจริยธรรม

3. มีจิตใจบริสุทธิ์
จิตใจบริสุทธิ์ แห่งโอวาท 3 หมายถึง พึงตั้งมั่นในจิตที่งดงาม คนที่มีจิตใจดีงาม มีการกระทำ และคำพูดที่ดี ด้วยการฝึกใจของเราให้มีความบริสุทธิ์ มีสติ และมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน คิดในสิ่งที่ดี ไม่คิดร้าย ไม่คิดอิจฉาริษยาคนอื่น เราหมั่นฝึกทำสมาธิจะทำให้ใจเราสงบ และมีสติ

บารมี 10 ประการ

บารมี 10 ประการ คือ กำลังใจ 10 ประการ ที่ต้องเติมให้เต็ม หรือ การกระทำอันประเสริฐ 10 ประการ ด้วยการตั้งปฏิปทาอันยวดยิ่งที่จะประพฤติปฏิบัติในสิ่งเหล่านั้นเพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันเป็นขั้นที่สูงกว่า คือ บารมีขั้นกลาง และบารมีขั้นสูงสุด (บารมี แปลว่า กำลังใจที่ต้องเติมให้เต็ม หรือ บางตำราแปลว่า การกระทำอันประเสริฐ)

บารมี เป็นการกระทำด้วยคุณงามความดีที่ควรบำเพ็ญ เพื่อให้ยังผลต่อการบำเพ็ญเพียรในขั้นสูงกว่า คือ การให้ถึงซึ่งพระโพธิญาณ และเป็นการกระทำที่ตั้งมั่นด้วยเจตนาที่ยังให้ถึงฝั่งพระนิพพาน นอกจากนี้ ยังเป็นหลักธรรมที่ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญเพียรให้ครบ

บารมี 10 ประการ
1. ทานบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยให้ทาน
2. ศีลบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการตั้งมั่นในศีล
3. เนกขัมมบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการถือบวชหรือการตัดอารมณ์ทางกาม แต่การบวชในที่นี้มิจำเป็นต้องโกนหัว
4. ปัญญาบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการตั้งจิตให้พร้อมด้วยปัญญา ใช้ปัญญาในการคิดแก้ปัญหาทั้งปวง
5. วิริยบารมี วิริยะ คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการมีความเพียรในทุกขณะ
6. ขันติบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการมีขันติ คือ ความอดทน อดกลั้นต่อกิเลสที่มารุมเร้า
7. สัจจะบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการมีสัจจะ คือ ความตั้งใจจริง การทำจริง และการพูดคำสัตย์
8. อธิษฐานบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการตั้งใจมั่นให้แน่วแน่ ไม่เปลี่ยนแปลงการการบำเพ็ญเพียรทั้งปวง
9. เมตตาบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการมีความเมตตาต่อผู้อื่น และสรรพสัตว์ทั้งปวง
10. อุเบกขาบารมี คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยการวางเฉยทั้งกาย วาจา และใจ มิให้เพี่ยงพรั้งต่อกิเลสทั้งปวง

พละ 4 ประการ

พละ 4 ประการ หมายถึง พลังคุณธรรม 4 ประการ ที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติดีในการดำเนินชีวิตหรือประกอบอาชีพการงานทำให้เกิดความมั่นใจในตนเองจนที่จะกระทำในสิ่งใดๆซึ่งจะเกิดประสิทธิผลแก่ตนเอง เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา และคนรอบข้าง (มักใช้คู่กับ สัปปุริสธรรม 7 ประการ)

พละ 4 ประการนี้ เป็นพละธรรมที่ท่านผู้รู้ได้บัญญัติไว้มาตั้งแต่เดิม และมีการบัญญัติเพิ่มเป็นพละ 5 ประการ ซึ่งแตกต่าง และเหมือนกันในบางอัน

ความสำคัญของพละ 4 ประการ
พละ 4 ประการ เป็นธรรมคำสอนที่เหมาะสำหรับนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ การงาน การศึกษาเล่าเรียน และโดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าหรือผู้นำต่างๆ เพื่อสร้างคุณธรรม และพลังที่จะช่วยทำให้การดำเนินงานหรือการทำกิจกรรมเกิดความมั่นใจ และส่งผลต่อความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับผู้นำหรือหัวหน้างานที่มีธรรมอยู่ในหัวใจ ย่อมเป็นศูนย์รวมใจของคนร่วมงาน และสามารถจัดการให้งานในหน้าที่ลุล่วงไปด้วยดีแล้ว ผู้นำจะต้องมีคุณธรรมตามแนวทางพุทธศาสนาอีกด้วยเป็นที่ยอมรับว่า คุณธรรม คือ คุณงามความดี เป็นตัวคอยกำหนดให้คนประพฤติชอบ ผู้นำในฐานะเป็นหัวหน้าต้องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา สมควรต้องกระทำตนเป็นแบบอย่างแก่คนอื่น และจะต้องบังคับใจตนเองให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงามอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ผู้ที่มีพลังหรือมีกำลังที่เกิดจากคุณธรรมความประพฤติปฏิบัติที่เป็นหลักประกันชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความมั่นใจในตนเองนั้น จำเป็นต้องประกอบขึ้นด้วย กำลังแห่งความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนในเรื่องราว และกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ตลอดจนกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเข้าใจเหตุผล และสภาพความจริง
พร้อมกันนั้น พึงมีกำลังความเพียรด้วยความบากบั่นพยายามในการทำกิจกรรมทำหน้าอยู่ตลอดเวลา
ประกอบกับพึงมีกำลังความบริสุทธิ์ที่ปลูกฝังอยู่ในจิตใจด้วยการมีความประพฤติ และหน้าที่การงานสุจริต
และพึงพร้อมด้วยกำลังการสงเคราะห์ด้วยการให้ที่ตนสามารถเอื้อได้ต่อเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้างตามความสามารถของตน

 พละ 4 ประการคือ

1. ปัญญาพละ (กำลังความรู้)

2. วิริยพละ (กำลังความเพียร)

3. อนวัชชพละ (กำลังความสุจริต)

4. สังคหพละ (กำลังการสงเคราะห์)

สัปปุริสธรรม 7 ประการ

สัปปุริสธรรม 7 หมายถึง ธรรม 7 ประการ ของสัตบุรุษที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คือ ความเป็นคนดีที่สมบูรณ์ เป็นธรรมที่เหมาะสมต่อการเป็นผู้นำ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าคน หรือ ผู้นำที่จะต้องเป็นผู้รู้จักเหตุผล รู้จักตัวเอง และผู้อื่น รู้จักกาลเทศะโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรู้จักนิสัยความต้องการ ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อจะได้เลือกใช้คนให้ถูกกับงานหรือใช้คนให้เหมาะสมกับงาน (มักใช้คู่กับ พละ 4 ประการ)

สัปปุริสธรรม เป็นคุณธรรมหรือคุณสมบัติของคนดี 7 ประการ ที่เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติเป็นคนดี เป็นผู้ควรแก่การยกย่องนับถือเป็นคนที่สามารถให้การแนะนำในการดำเนินชีวิตที่ถูกด้วยต้องความปรารถนาดี

สัปปุริสธรรม 7 ประการ
คุณธรรม คือ คุณงามความดี เป็นตัวคอยกำหนดให้คนประพฤติปฏิบัติดี หลักธรรมด้วยธรรม 7 ประการ ของสัปปุริสธรรม ซึ่งทุกคนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ และถือปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา สมควรต้องกระทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่น และจะต้องบังคับใจตนเองให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ประกอบด้วยหลักธรรมที่ 7 ประการ คือ

1. ธัมมัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักเหตุ

2. อัตถัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักผล

3. อัตตัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักตน

4. มัตตัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักประมาณ

5. กาลัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักเวลา

6. ปริสัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักชุมชน

7. ปุคคโลปรปรัญญุตา แห่งสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักบุคคล