อปริหานิยธรรมสำหรับคหัสถ์

อปริหานิยธรรมสำหรับคหัสถ์ 7 ประการ แสดงธรรมโดยพระพุทธองค์ แก่เจ้าลิจฉวีเพื่อให้ปฏิบัติตาม เมื่อครั้นประทับ ณ สารันทเจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ ที่พออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ
1. จัดประชุม และหารือกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เป็นนิตย์
2. การประชุมต้องให้หมู่คณะมีเพรียงกัน รวมถึงการเลิกประชุม และการทำกิจอันสมควรให้พร้อมเพรียง
3. บัญญัติหรือมีมติในสิ่งในเรื่องใหม่ และข้อบัญญัติไม่ขัดหรือตัดรอนบัญญัติก่อน พร้อมยอมรับ และศึกษาในธรรมะของชาววัชชีที่ได้บัญญัติก่อน
4. ให้เคารพนับถือคำกล่าวของผู้อาวุโส
5. ไม่ล่วงละเมิดทางใจ และกายในสตรีที่มีสามีหรือสตรีสาวในชาววัชชี
6. ให้ความเคารพ และสักการะ รวมถึงการบูรณะเจดีย์หรือพุทธสถานที่ปลูกสร้างไว้
7. ให้การสงเคราะห์ และอุปการะแก่สงฆ์ทั้งหลาย

และในสมัย พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งรัฐมคธ ทรงหวังจะตีเอาแคว้นวัชชีมาปกครอง แต่ก่อนนั้นได้ส่งวัสสการพราหมณ์ ผู้เป็นมหาอำมาตรประจำแคว้นไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เขาคิชฌกุฎ พร้อมให้เล่าแจ้งให้ทรงทราบ และให้วัสสการพราหมณ์ฟังดูว่า พระพุทธองค์จะทรงพยากรณ์ว่าอย่างไร

เมื่อวัสสการพราหมณ์เข้าไปเฝ้า และได้กราบทูลในเรื่องนั้นเหล่านั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสถามพระอานนท์ในเนื้อหาแห่งอปริหานิยธรรม 7 ประการ ที่พระองค์เคยตรัสแสดงอปริหานิยธรรมทั้ง 7 ประการ เมื่อครั้นประทับ ณ สารันทเจดีย์ใกล้กรุงเวสาลี เพื่อยังให้วัสสการพราหมณ์ได้รับฟัง อันจะหวังความเจริญเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมว่า ครั้นกล่าวจบ วัสสการพรามหมณ์ก็กราบทูลว่า เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็หวังความเจริญเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมได้ อันไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดถึง 7 ข้อ ดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูไม่ควรทำการรบกับชาววัชชี เว้นไว้แต่จะใช้วิธีการยุให้ชาวเมืองแตกแยกกัน เมื่อกล่าวจบแล้ว วัสสการพรามหมณ์ก็กราบทูลลากลับไป

มิจฉาทิฏฐิ

มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นหรือความเข้าใจที่นำไปสู่ความเสื่อม อันเกิดจากการไม่ยอมรับในการกระทำ และผลแห่งการกระทำของตน ทำให้ไม่มีความสำนึก ไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นจนเป็นเหตุ
ให้เกิดการประพฤติ ปฏิบัติที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่สอดคล้องกับศีลธรรมอันดีงาม

มิจฉาทิฏฐิ มาจากคำว่า
มิจฉา หมายถึง ผิด หรือ วิปริต
ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น หรือ ความเข้าใจ

ดูการละเล่น

มิจฉาทิฏฐิในสมัยพุทธกาล
1. สัสสตทิฏฐิ คือ เห็นว่าทุกสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน
2. อุจเฉททิฏฐิ คือ เห็นว่าทุกสิ่งเมื่อแตกดับแล้ว ก็จะดับสูญไปตลอดกาล ไม่มีการจุติหรือเกิดใหม่ และไม่เกิดสนองในผลแห่งกรรมที่ได้เคยทำไว้
3. อกิริยทิฏฐิ คือ ทฤษฎีที่มีความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ หรือ ไม่ควรจะทำ ด้วยเห็นว่าการกระทำในทุกสิ่งไม่มีผล เช่น หากต้องการทำชั่วแล้ว เมื่อไม่มีคนรู้เห็น ก็เชื่อว่าไม่ควรจะทำ หรือ หากต้องการทำดีแล้ว เมื่อไม่มีคนรู้เห็น ก็เชื่อว่าไม่ควรจะทำ เป็นต้น

ความเห็นว่าไม่ควรจะทำนี้ มีที่มาจากปูรณกัสสปะ ด้วยการปฏิเสธที่จะทำในสิ่งต่างๆ ทั้งความดี และความชั่ว ดังนั้น เมื่อกรรมเกิดขึ้น ย่อมไม่มีผลจากกรรมใดๆ จึงกล่าวว่า ไม่มีบุญ และบาปตามมาด้วยเช่นกัน

4. สัสสตทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าทุกสรรพสิ่งมีความเที่ยงแท้ยั่งยืน และคงอยู่ตลอดไป เช่น เห็นว่าคน และสัตว์เมื่อตายไปแล้ว ถึงแม้ว่าร่างกายจะเน่าเปื่อยไป แต่ดวงวิญญาณหรือเจตภูตถือเป็นธรรมชาติที่ไม่ดับสูญ ย่อมถือกำเนิดใหม่สืบไป

ความเห็นว่าเที่ยงนี้ สืบมาจากความเห็นที่ว่า “ทุกสรรพสิ่งไม่มีความเปลี่ยนแปลง ทุกชีวิตเมื่อตายไปแล้วสามารถกลับมาเกิดใหม่ได้ มิได้สูญหายไปไหน” แต่ความเชื่อนี้ ได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ในเวลาต่อมา ดังนี้
– ฝ่ายที่เห็นว่า คนตายตายจากอะไร จะต้องกลับไปเกิดเป็นอย่างนั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น คนที่ตายเป็นคนตาบอด พอตายไปก็จะไปเกิดเป็นคนตาบอดอีก
– ฝ่ายที่เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลง เช่น คนรวยตายไป หลังเกิดใหม่อาจเกิดเป็นคนจนได้ คือ ผลที่เกิดขึ้นในภายหลังสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นได้

5. อเหตุกทิฏฐิ คือ เห็นว่าสรรพสิ่งไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เป็นความเห็นจากมักขลิโคสาล ทิฏฐินี้ถือว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ความบริสุทธิ์ล้วนเกิดขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุปัจจัย

มิจฉาทิฏฐิทั้ง 5 แบบเหล่านี้ พระพุทธองค์ได้แจกแจงเป็น ทิฏฐิ 62 หรือ ทิฏฐิชาละ ที่เปรียบเสมือนเหมือนตาข่ายที่คอยดักให้เวียนว่ายตายเกิด

มิจฉาทิฏฐิในสังคมมนุษย์ปัจุบัน
1. มิจฉาวาจา คือ กระทำผิดทางวาจา อาทิ การพูดโกหก การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ เป็นต้น
2. มิจฉาวายามะ คือ ความพยายามในทางที่ผิด อาทิ การพยายามทำบาปหรืออกุศลทั้งปวงที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
3. มิจฉาวิมุตติ คือ หาทางหลุดพ้นที่ผิด อาทิ การล้างบาปตนเองด้วยการฆ่าคนอื่นบูชาพระเจ้า เพราะเชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยล้างปาปของตนได้ เป็นต้น
4. มิจฉาสติ คือ การระลึกผิด อาทิ การระลึกหรือจินตนาการถึงราคะ โทสะ โมหะให้เกิดขึ้นในจิตตน
5. มิจฉาสังกัปปะ คือ การดำริผิดหรือการกล่าวเจตนาให้ผู้อื่นรับรู้ อาทิ การกล่าวพยาบาทผู้อื่น
6. มิจฉาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพในทางที่ผิด อาทิ การลักทรัพย์ การยักยอกทรัพย์ผู้อื่น การขายสินค้าหนีภาษี เป็นต้น

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ
1. ปรโตโฆสะที่ไม่ดีงาม
ปรโตโฆสะที่ไม่ดีงาม หมายถึง ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่ดีงามหรือไม่ส่งเสริมให้เกิดความเห็น ความเชื่อในทางที่ถูก อาทิ การไม่ได้เล่าเรียน พ่อแม่ทะเลาะกันให้เห็น คบเพื่อนไม่ดี หรือ สถานที่เที่ยวราตรียามค่ำคืน เป็นต้น

2. อนิโยนิโสมนสิการ
อนิโยนิโสมนสิการ หมายถึง การไม่ทำใจให้แยบคาย หรือ ไม่รู้จักใช้ปัญญาพินิจวิเคราะห์ ทำให้ไม้รู้แจ้งถึงเหตุ และผลแห่งความจริง จนกลายเป็นคนเขลา ซึ่งถูกชี้นำไปในทางที่ผิดได้ง่าย ปัจจัยนี้ ล้วนมีเหตุมาจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ อาทิ การไม่ได้เล่าเรียน การไม่ได้อบรมสั่งสอนจากครูอาจารย์ เป็นต้น

สัมมาทิฏฐิ 

สัมมาทิฏฐิ มาจากคำว่า
1. สัมมา หมายถึง โดยชอบ หรือ ถูกต้อง
2. ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น หรือ ความเข้าใจ

ระดับสัมมาทิฏฐิ
1. สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ
สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ หมายถึง ความคิดเห็น ความเชื่อหรือความเข้าใจที่นำไปสู่ความความเจริญ อันเกิดจากการยอมรับในการกระทำ และผลแห่งการกระทำของตน ทำให้เกิดมีความสำนึก มีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นตามพื้นฐานแห่งธรรมอันดีงาม เรียกสั้นๆว่า กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิระดับโลกีย เป็นขั้นจริยธรรมที่ปุถุชนทั่วไปมีอยู่

2. สัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ
สัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ หมายถึง ความคิดเห็นหรือความเชื่อหรือความเข้าใจ ที่รู้เห็นในความเป็นไปของสรรพสิ่งตามเหตุแห่งปัจจัยทั้งหลายว่า ทุกสิ่งไม่มีความเที่ยงแท้ แน่นอน ทุกสิ่งย่อเกิด ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุแห่งปัจจัยเหล่านั้น เรียกสั้นๆว่า สัจจานุโลมิกญาณ เป็นสัมมาทิฏฐิระดับโลกุตระ เป็นขั้นสัจธรรมแห่งชนอริยะ และพระอริยะ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ
การเกิดขึ้นของสัมมาทิฏฐิ มิใช่เพียงอาศัยธรรมในประการเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องการสนับสนุนจากธรรมในข้ออื่นๆด้วยเช่นกัน เพื่อให้สัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นในตนมีความเข้มแข็ง และมีกำลังบริสุทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 แนวทาง ได้แก่
1. ปรโตโฆสะ
ปรโตโฆสะ เป็นปัจจัยภายนอก หมายถึง เสียงจากผู้อื่นหรือสิ่งรู้เห็นจากภายนอก และหมายความรวมถึงสภาพแวดล้อมภายนอกต่างๆ อาทิ หนังสือตำรา คำสอน การเล่าเรียน การรับรู้จากสื่อหรือข่าวสารทางสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกในสิ่งที่ดีงามที่ช่วยหล่อหลอม และขัดเกลาให้เป็นผู้รู้ และเป็นผู้มีคุณธรรม ประพฤติ ปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม โดยเฉพาะการปฏิบัติตามหลัก กัลยาณมิตร 4 ประการ และสัปปุริสธรรม 7 ประการ

2. โยนิโสมนสิการ
โยนิโสมนสิการ เป็นปัจจัยภายใน หมายถึง การคิดในทางที่ถูก คือ การทำในใจโดยแยบคายหรือการใช้ความคิดอย่างถูกวิธี อาทิ การรู้จักคิดพิจารณาให้เห็น ให้รู้แจ้งในเหตุ และผลอันพึงจะเป็น สืบหาเหตุปัจจัยให้ตลอดสาย แยกแยะสิ่งต่างๆออกให้เห็นเป็นส่วนๆ ตามสภาวะที่สัมพันธ์กัน อันปราศจากอคติแห่งตนหรือความต้องการแห่งตน ซึ่งจะทำให้เกิดความดีงาม และแก้ปัญหาได้ตามมา

สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ สำหรับผู้มีอาสวะ ได้แก่
1. ทานที่ให้แล้วมีผล
2. การบำเพ็ญทานมีผล
3. การบูชามีผล
4. กรรมที่ทำไว้ดีและชั่วมีผลวิบาก
5. โลกนี้มี
6. ปรโลกหรือโลกหน้ามี
7. มารดามีคุณ
8. บิดามีคุณ
9. สัตว์เป็นโอปปาติกะ หรือ การเกิดใหม่ของสรรพสัตว์มีจริง
10. พระอรหันต์ผู้ประพฤติชอบ ปฏิบัติชอบในโลกนี้ และปรโลกมีจริง

ดังนั้น สัมมาทิฏฐิ ถือเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นสิ่งนำพาในการดำเนินชีวิตให้มีความรุ่งเรืองหรือนำไปสู่ความสิ้นทุกข์ โดยเป็นการพัฒนาชีวิตหรือนำพาชีวิตในคุณธรรมพื้นฐาน 3 ด้าน คือ
1. ด้านศีล (อธิศีลสิกขา)
2. ด้านจิตใจ (อธิจิตตสิกขา)
3. ด้านปัญญา(อธิปัญญาสิกขา)

ลักษณะทิฏฐิในสังคมมนุษย์

ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น ความเข้าใจที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด อันเป็นสิ่งนำพา ครอบงำ และมีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตของแต่ละคนให้ดำเนินไปในทิศทางใด ซึ่งอาจรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอย ทั้งนี้ ทิฏฐิ ไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่าเป็นความเห็น ความเชื่อที่ถูกต้อง คือ เป็นสัมมาทิฎฐิ หรือ ความเห็น ความเชื่อที่ผิด คือ เป็นมิจฉาทิฎฐิ

ลักษณะทิฏฐิในสังคมมนุษย์

1. ปุพเพกตเหตุวาท
ปุพเพกตเหตุวาท คือ ทิฏฐิที่แสดงให้เห็นว่า ความเป็นไปในชีวิตและสังคมมนุษย์ทั้งในส่วนที่จะก่อความสุขหรือความทุกข์ ทั้งในส่วนที่ก่อความเจริญหรือความเสื่อม ล้วนแต่ถูกกำหนดด้วยพลังอำนาจของกรรมเก่า

2. อิสสรนิมมานเหตุวาท
อิสสรนิมมานเหตุวาท คือ ทิฏฐิที่แสดงให้เห็นว่า ความเป็นไปในชีวิตและสังคมมนุษย์ทั้งในส่วนที่จะก่อให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ ทั้งในส่วนที่ก่อความเจริญความเสื่อม ล้วนแต่ถูกกำหนดด้วยการบันดาลของเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่

3. อเหตุอปัจจยวาท
อเหตุอปัจจยวาท คือ ทิฏฐิที่แสดงให้เห็นว่า ความเป็นไปในชีวิตและสังคมมนุษย์ทั้งในส่วนที่จะก่อความสุขหรือความทุกข์ ทั้งในส่วนที่ก่อความเจริญหรือความเสื่อม ล้วนแต่เกิดขึ้นเองตามโชคชะตา ไม่มีเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดขึ้น

ทิฏฐิ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. สัมมาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นชอบ
2. มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นผิด

แก้ไขปัญหาในชีวิต ด้วยหลักธรรม

การแก้ปัญหาชีวิตด้วยธรรมะตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้แก้ปัญหาชีวิต ดังนี้

แก้โลภะ ความโลภด้วยการให้บริจาค การรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้แก่บุคคลอื่น เป็นการแบ่งความสุขให้แก่คนอื่น พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เนกาสี ลัภเต สุขัง การบริโภคคนเดียวไม่มีความสุข หมายความว่า การทำให้ตนมีความสุขคนเดียว ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง การแบ่งความสุขให้คนอื่นเสวยสุขด้วยจึงเป็นความสุขที่แท้จริง นอกจากนี้การให้เป็นการลดกิเลสคือความโลภให้น้อยลง เมื่อกิเลสคือความโลภน้อยลง ความทุกข์ในก็ลดลง ปัญหาชีวิตก็จะลดลง มีปัญหาชีวิตน้อยลง ความสุขก็จะเกิดขึ้น

แก้โทสะ ความโกรธด้วยเมตตา คิดช่วยให้คนอื่นมีความสุข ปรารถนาดีต่อคนอื่น มองคนอื่นในแง่ดี เราควรคิดเสมอว่าไม่มีใครทำถูกทุกอย่างโดยไม่ผิดพลาด คนที่ทำอะไรไม่ผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย ฉะนั้น เมื่อมีการทำงานก็ต้องมีความผิดพลาด เราควรให้อภัยซึ่งกันและกัน คนขี้โกรธ ขี้อิจฉาริษยา ชอบมองคนอื่นในแง่ร้าย มองไม่เห็นคุณงามความดีของคนอื่น พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนคนมีไฟอยู่ในหัวใจ โดยตรัสเป็นภาษาบาลีว่า โทสัคคิ กิเลสตัวโทสะนี้ทำให้เราร้อนรุ่มอยู่ตลอดเวลา บางคนมองคนอื่นว่าเป็นศัตรูไปหมด หรือมองเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่น การกระทำของตนถูกคนเดียว อยู่ร่วมกับใครทำงานกับใครไม่ค่อยได้ ไม่มีความสุขในการทำงาน หากสร้างเมตตาจิตให้เกิดขึ้นได้ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะอยู่ร่วมกับใครก็จะมีแต่ความสุข เพราะเอาชนะโทสะได้

แก้โมหะ ความเขลาความไม่ฉลาดด้วยการเจริญจิตภาวนา ปฏิบัติธรรมกรรมฐานหรือการฝึกสมาธิ ท่านที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจะได้รับผล ๓ อย่าง คือ ได้สติ สมาธิ ปัญญา สิ่งแรกที่เราได้จากการฝึกสมาธิคือตัวสติ เป็นคนมีสติ ไม่หลงไม่ลืมง่าย อยากทราบเรื่องอะไรระลึกได้เสมอ ที่สำคัญคือเราเป็นคนรู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไร ต่อมาเกิดสมาธิ มีความตั้งใจแน่วแน่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วเกิดปัญญาว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นผิดหรือถูก เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิทำให้เกิดสติปัญญา คนมีสติปัญญาย่อมไม่โง่เขลา ย่อมแก้ไขปัญหาชีวิตได้ แก้โมหะด้วยการฝึกสมาธิหรือเจริญภาวนา จึงเป็นการแก้กิเลสตัวโมหะที่ถูกวิธีและได้ผล

เบญจศิล ศีลข้อที่ 5 ในศีล 5

สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน เวรมณี หมายถึง การเว้นจากการกระทำที่เป็นเหตุทำให้ขาดสติสัมปัชชัญญะด้วยเครื่องมึนเมา ทั้งในรูปของการดื่ม และการเสพในวิธีต่างๆ

ขอบเขตแห่งการกระทำทั้งที่เกิดโดยตรง และโดยอ้อม ที่ผู้รักษาศีลต้องละเว้นเพื่อให้รักษาศีลโดยบริบูรณ์ ประกอบด้วย 2 ด้าน ในทางตรง คือ
1. เว้นจากสุรา ที่เป็นน้ำที่ได้จากการกลั่น หรือเรียกว่า เหล้า
2. เว้นจากเมรัย ที่เป็นน้ำเมาที่ได้จาการหมัก และยังไม่ได้กลั่น เช่น เบียร์ ไวน์ สาโท และกระแช่ เป็นต้น

ทางอ้อม คือ เว้นจากยาหรือสารเสพติดให้โทษทุกชนิด เช่น ฝิ่น กัญชา ทินเนอร์ เป็นต้น และการลุศีลหรือการกระทำที่ทำให้ศีลขาดนั้น ประกอบด้วย 4 ประการ คือ
– เครื่องดื่มหรือสารนั้นทำให้มึนเมา และขาดสติ
– ผู้นั้นมีเจตนาที่จะดื่มหรือเสพของมึนเมา
– ผู้นั้นมีความพยายามที่จะดื่มหรือเสพ
– น้ำเมาล่วงไหลลำคอหรือสูดดมผ่านจมูก

เบญจศีล ศีลข้อที่ 4 ในศีล 5

มุสาวาทา เวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการพูดเท็จ การพูดโกหกเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับมุสา 4 อย่าง
1. มุสา แปลว่า เท็จ คือ ความไม่จริง ส่วน วาทะ คือ คำกล่าว/คำพูด รวมเรียกว่า การพูดเท็จ เป็นการแสดงออกด้วยอาการเท็จใน 2 ทาง คือ วาจาเท็จ คือ พูดเท็จ ส่วนอีกทาง คือ กายเท็จ ด้วยการประพฤติเท็จด้วยกายที่แสดงออกอันเป็นเท็จ เช่น การเขียนบันทึกที่เป็นเท็จเพื่อเป็นหลักฐาน การเขียนรายงานเท็จ การปลอมแปลงเอกสาร หรือ การพยักหน้าด้วยความเท็จ เป็นต้น

2. อนุโลมมุสา คือ การพูดในลักษณะ 5 อย่าง ด้วยไม่มีเจตนาจะกล่าวเท็จ หรือเพียงเพื่อให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บใจได้แก่
– พูดเสียดแทง พูดประชด เพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ
– พูดใส่ความผู้อื่นให้เจ็บใจด้วยความที่เกินจริง
– พูดด่าว่าให้เสียหาย เพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ
– พูดสับปลับกลับคำ ด้วยความคะนอง โดยมิได้ตั้งใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
– พูดคำหยาบ คำไม่สุภาพ

3. ปฏิสสวะ คือ การกล่าวรับคำผู้อื่น ด้วยเจตนาเพียงด้วยความชื่อสัตย์หรือสุจริตใจ แต่กลับมีจิตสำนึกไม่ทำตามคำที่กล่าวรับไว้ แต่ตนยังสามารถที่จะทำตามคำรับนั้นได้อยู่ ได้แก่
– การผิดสัญญาที่ตนได้นัดไว้กับผู้อื่น (ตนให้สัญญากับผู้อื่น มีการระบุการกระทำ และเวลาที่ชัดเจน)
– การคืนคำที่ตนได้รับปากไว้กับผู้อื่น (รับคำจากการขอของผู้อื่น ไม่มีการระบุการกระทำ และเวลาที่ชัดเจน)
– การเสียสัตย์ที่ตนปฏิญาณไว้ต่อตนหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

4. ยถาสัญญา 4 อย่าง ได้แก่
1. โวหาร คือ การพูดตามสำนวนโวหารที่มีผู้แต่งขึ้นเพื่อใช้ในการอุปมาอุปไมย หรือ โวหารต่างๆที่นิยมใช้จนเป็นธรรมเนียม เช่น ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เป็นต้น
2. นิยาย คือ การเล่านิยายที่ถูกแต่งมาหรือแต่งขึ้นเองเพื่อการสอนหรือความเพลิดเพลิน เช่น การเล่านิยาย เรื่องนางสิบสองให้เด็กฟัง
3. สำคัญผิด คือ การพูดด้วยการเข้าใจหรือสำคัญตนเองว่าถูก แต่ความจริงแล้วไม่ถูก
4. พลั้ง คือ การพูดด้วยอาการที่พลั้งเผลอ โดยมิได้ตั้งใจ

การกล่าวอนุโลมมุสา ปฏิสสวะ และยถาสัญญา ไม่จัดเป็นมุสาวาท ผู้ที่กล่าวย่อมไม่ศีลขาด แต่เพียงทำให้ศีลด่างพร้อยได้ และหากเป็นมุสาวาทที่ถือว่าศีลขาด ต้องพร้อมด้วยองค์ 4 ประการ คือ
– เป็นเรื่องเท็จ
– มีเจตนาในพูด
– มีการพูดหรือแสดงออกไปแล้ว
– ผู้ฟังเข้าใจในคำพูดหรือกิริยานั้นๆ

โทษหรือผลกรรมจากการกล่าวมุสาวาทจะมีมากมีน้อย ท่านให้พิจารณาผลหรือโทษจากการกล่าวเป็นสำคัญ กล่าวคือ หากสร้างความเสียหายมาก ย่อมได้รับผลกรรมมาก หากสร้างความเสียหายน้อย ย่อมได้รับผลกรรมน้อย ตามลำดับแห่งกรรมที่ผู้อื่นได้รับ

การละด้วยมุสาวาท ได้แก่
1. พึงละเว้นจากการพูดปด คือ การละเว้นจากคำพูดโกหกในเรื่องใดๆทั้งปวง
2. พึงละเว้นจากการทนสาบาน คือ ไม่ทนสาบานหรือรับคำเพียงเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ
3. พึงละเว้นจากการทำเล่ห์กะเท่ห์ คือ การไม่พูดอวดอ้างในสิ่งที่มิใช่ความจริงเพียงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ เช่น อวดอ้างว่าตนเป็นอรหันต์ อวดอ้างว่าตนเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เป็นต้น
4. พึงละเว้นจากการประพฤติมายา คือ การประพฤติด้วยอาการหลอกลวง เพียงเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ เช่น การแสร้งทำเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเจ็บ ซึ่งอาจเจ็บจริงหรือไม่เจ็บจริง หรือ เพียงเจ็บเล็กน้อย แต่ทำเป็นเจ็บมาก เป็นต้น
5. พึงละเว้นจากการพูดเลศ คือ การละเว้นจากการพูดเล่นสำนวน หรือ พูดคลุมเครือเพียงเพื่อให้อื่นคิดหลงผิด และเกิดประโยชน์แก่ตน เช่น นาย ก. มีบ้านอยู่ใกล้ป่าที่รู้เห็นนายทุนลักลอบตัดไม้ผิดกฎหมาย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบกลับพูดปัดไปหรือโยงแม่น้ำทั้งห้าในเรื่องอื่นเพียงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่รับรู้ถึงความจริง
6. พึงละเว้นจากการเสริมความ คือ ละเว้นจากการพูดเติมแต่งเรื่อง เพิ่มเติมเรื่องในทางที่ผิด ทำให้ผู้อื่นหลงเข้าใจผิดมากขึ้น เช่น การโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณมากเกินจริง การพูดหรือเล่าเรื่องผู้อื่นด้วยการเพิ่มเติมเรื่องในสิ่งที่เกินความ
7. พึงละเว้นจากการอำความ คือ เป็นการพูดที่ตรงข้ามกับการพูดเสริมความ พูดเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อจากเรื่องใหญ่ให้หลงเชื่อว่าเป็นเรื่องเล็ก

เบญจศีล ศีลข้อที่ 3 ในศีล 5

กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเมถุนทั้งปวง

1. หญิงต้องห้ามสำหรับชาย ได้แก่
– หญิงที่มีสามี และยังครองคู่กันอยู่ในปัจจุบัน
– หญิงที่มีผู้ปกครอง และดูแล เช่น บิดา มารดา และไม่เกิดความยินยอมทั้งจากฝ่ายหญิง และผู้ปกครอง
– หญิงที่จารีตห้าม เช่น แม่ แม่ยาย ย่า ยาย ลูก หลาน เหลน ที่อยู่ในวงศ์ศาคณาญาติของตน

หญิงทั้ง 3 ประเภทข้างต้น เมื่อชายประพฤติล่วงในกาม ด้วยการยินยอมหรือไม่ยินยอมของฝ่ายหญิง ย่อมทำให้ชายลุแก่ศีลหรือศีลขาด

2. ชายต้องห้ามสำหรับหญิง ได้แก่
– ชายอื่นทุกคนที่มีภรรยาครองคู่กันอยู่
– ชายที่จารีตห้าม เช่น ภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาอื่นๆ

สำหรับหญิงหรือชายที่มีพฤติกรรมเจตนาด้วยการพูดเกี้ยวพาราศีเพื่อหวังในกาม แม้จะไม่ทำให้ศีลขาด แต่ย่อมทำให้ด่างพร้อยได้ ทั้งนี้ การลุแก่ศีลหรือศีลขาดย่อมเกิดจากปัจจัยที่ครบทั้ง 4 ประการ คือ
1. หญิงหรือชายนั้นเป็นผู้ต้องห้าม
2. มีเจตนาต้องการเสพกาม
3. มีการกระทำแห่งกิจในกาม และอวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าสู่ของอีกฝ่ายเพียงเท่าเมล็ดงา

เบญจศีล ศีลข้อที่ 2 ในศีล 5

อทินนาทานา เวรมณี หมายถึง การละเว้นด้วยการถือเอาหรือลักขโมยสิ่งของคนอื่นที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ด้วยการยินยอม

ขอบเขตแห่งการกระทำทั้งที่เกิดโดยตรง และโดยอ้อม ที่ผู้รักษาศีลต้องละเว้นเพื่อให้รักษาศีลโดยบริบูรณ์ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ โจรกรรม อนุโลมโจรกรรม และฉายาโจรกรรม

1. เว้นจากการโจรกรรม
เว้นจากการโจรกรรม หมายถึง เว้นจากการจับเอาหรือถือเอาสิ่งของของผู้อื่น โดยที่ผู้อื่นมิได้ยินยอม ประกอบด้วยการละเว้นในเจตนาแห่งโจรกรรม 14 ประการ คือ
– เว้นจากการลัก คือ เว้นจาการถือเอาหรือจับเอาทรัพย์สินของผู้อื่นที่เมื่อเจ้าของเขาไม่เห็น ที่เรียกว่า ขโมย
– เว้นจากการฉก คือ เว้นจากการชิงหรือแย่งเอาทรัพย์สินจากเจ้าของ ที่เรียกว่า ชิงทรัพย์ หรือ วิ่งราว
– เว้นจากการกรรโชก คือ เว้นจากการข่มขู่แก่ผู้อื่นเพื่อให้เขากลัว และมอบทรัพย์ให้แก่ตน หรือที่เรียกว่า การกรรโชกทรัพย์
– เว้นจากการปล้น คือ เว้นจากการข่มขู่ด้วยอาวุธเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งอาจทำคนเดียวหรือร่วมกับคนอื่น
– เว้นจากการตู่ คือ เว้นจากการอ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานหรือความเป็นจริง เช่น เก็บกระเป๋าเงินได้บนถนน แล้วอ้างว่าเป็นกระเป๋าเงินของตน
– เว้นจากการฉ้อฉล คือ เว้นจากการอ้างหลักฐานเท็จเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินแก่ตน เช่น ทำเอกสารสิทธิ์ในที่ดินปลอมซ้อนทับที่ดินผู้อื่น และอ้างสิทธิ์ในที่ผืนนั้น
– เว้นจากการหลอก คือ เว้นจากการแต่งเรื่องเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อแล้วให้ทรัพย์แก่ตน
– เว้นจากการลวง คือ เว้นการใช้เครื่องมือ หรือ สื่อ เพื่อนำเสนอหวังให้ผู้อื่นเชื่อแล้วให้ทรัพย์แก่ตน
– เว้นจากการปลอม คือ เว้นจากการทำของปลอมหรือลอกเลียนแบบ เพื่อให้สิ่งของของตนขายได้หรือนำไปแลกทรัพย์สินที่มีค่ากว่าแก่ตน
– เว้นจากการตระบัด คือ เว้นจากการผิดคำพูดหรือคำสัญญาที่ให้ไว้เพื่อหวังทรัพย์สินจากผู้อื่น
– เว้นจากการปิดบัง คือ เว้นจากการปกปิดหรือซ่อนทรัพย์ของผู้อื่นจนเจ้าของทรัพย์หาไม่พบแล้วยึดครองเป็นของตน
– เว้นจากการสับเปลี่ยน คือ เว้นจากการสับเปลี่ยนทรัพย์ของตนกับทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อหวังทรัพย์ของผู้อื่นที่มีค่ากว่า
– เว้นจากการลักลอบ คือ เว้นจากการหลีกเลี่ยงหรือหลบหลีกการจ่าย เช่น การเลี้ยงภาษี
– เว้นจากการยักยอก คือ เว้นจากการเอาทรัพย์ของผู้อื่นด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ของตน
– เว้นจาการฟอกทรัพย์ คือ เว้นจากการเปลี่ยนแหล่งที่มาของทรัพย์สินจากทรัพย์สินที่ได้มาด้วยการไม่สุจริตเป็นทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฏหมาย

2. ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม
ความเลี้ยงชีพอนุโลมโจรกรรม หมายถึง การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ในทางทุจริต ที่ถือไม่เป็นการโจรกรรม มี 3 ประการ คือ
– เว้นจากการสมโจร หรือ ส่งเสริมให้คนอื่นทำการโจรกรรม
– เว้นจากการปอกลอก หรือ แสร้งทำคบคนอื่นเพื่อหวังประโยชน์แก่ทรัพย์สิน
– เว้นจากการรับสินบน หรือ รับเอาทรัพย์ที่เขาให้เพื่อเอื้อประโยชน์แก่เขาในทางที่ผิด

3. เว้นจากกิริยาเป็นฉายาโจรกรรม
เว้นจากกิริยาเป็นฉายาโจรกรรม หมายถึง การละเว้นจากการกระทำต่อทรัพย์สินหรือสิ่งของของผู้อื่นที่อาจทำให้เกิดความสูญหาย สูญหาย หรือลดน้อยลงเพียงเพื่อให้ทรัพย์สินนั้นตกอยู่กับตน ประกอบด้วย 2 ประการ คือ
– เว้นจาการเบียดเบียน ได้แก่ เว้นจากการกระทำที่เป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเกิดความเสียหาย เช่น ลอบเผาบ้าน ลอบเผาไร่อ้อย เป็นต้น
– เว้นจากการหยิบฉวย ได้แก่ เว้นจากการหยิบเอาสิ่งของผู้อื่นมาด้วยการไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของ เช่น หยิบเอาเหรียญสิบของเพื่อนที่วางอยู่บนโต๊ะไปใช้โดยไม่บอกเพื่อนให้ทราบ

เบญจศีล ศีลข้อที่ 1 ในศีล 5

ปาณาติปาตา เวรมณี หมายถึง การละเว้นต่อการทำลายชีวิตของคน และสัตว์

จุดมุ่งหมาย : เพื่อขัดเกลาจิตใจให้เกิดมีความเมตตา มองเห็นชีวิต และความสุขทางกาย และจิตใจของผู้อื่น และสัตว์ต่างๆเหมือนกับชีวิตของตน

ขอบเขตแห่งการกระทำทั้งที่เกิดโดยตรง และโดยอ้อม ที่ผู้รักษาศีลต้องละเว้นเพื่อให้รักษาศีลโดยบริบูรณ์ คือ
1. เว้นการฆ่า ด้วยการทำให้คนหรือสัตว์ตายไป ทั้งจากตนเองหรือการใช้ให้ผู้อื่นกระทำแทน
2. เว้นการทำร้ายร่างกายจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ
3. เว้นการทรมานกรรมทั้งทางร่างกาย และจิตใจ เช่น การไม่ใช้งานทั้งคน และสัตว์เกินกำลัง การไม่กักขังหรือรั้งหน่วงเหนี่ยว การทรมานสัตว์เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อให้ลุแก่ความต้องการ การจับสัตว์ตีกัน ทั้งนี้ ผู้ที่ลุแก่ศีลหรือศีลขาดจะต้อง ปาณาติบาต ด้วยองค์ประกอบ 5 ประการ คือ
– คนหรือสัตว์นั้นยังมีชีวิต
– ผู้กระทำมีสติรับรู้ว่า คนหรือสัตว์นั้นยังมีชีวิต
– ผู้กระทำมีเจตนาจะฆ่าหรือทำให้ชีวิตคนหรือสัตว์ตายไป
– ผู้กระทำมีความพยายามจะฆ่าหรือทำให้ชีวิตดับหาย
– คนหรือสัตว์นั้นที่ถูกกระทำได้ตายไป

ทั้งผู้กระทำ และฝ่ายที่ถูกกระทำรวมเป็นองค์เดียวกันจนครบทั้ง 5 ประการข้างต้น ถือว่าผู้กระทำลุแก่ศีลหรือศีลขาด ถ้าหากขาดประการหนึ่งแต่ยังผลให้คนหรือสัตว์ตายไป ย่อมทำให้ศีลขาดได้เช่นกัน