การพัฒนาตนโดยใช้ธรรมะ

ตามแนวคิดทางพุทธศาสตร์ การพัฒนาตนเป็นการเรียนรู้และการปฏิบัติเพื่อไปสู่ความพอดี หรือการมีดุลยภาพของชีวิต มีความสัมพันธ์อันกลมกลืนระหว่างการดำเนินชีวิตของบุคคล กับสภาพแวดล้อมและมุ่งการกระทำตนให้มีความสุขด้วยตนเอง รู้เท่าทันตนเอง เข้าใจตนเองมากกว่าการพึ่งพาอาศัยวัตถุ จึงเป็นแนวทางการพัฒนาชีวิตที่ยั่งยืน หลักการพัฒนาตนตามแนวพุทธศาสตร์ประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ทมะ สิกขา และภาวนา

ทมะ คือการฝึกนิสัยดั้งเดิมที่ยังไม่ได้ขัดเกลาให้เหมาะสม มีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่  การรู้จักข่มใจ ข่มระงับความเคยชินที่ไม่ดีทั้งหลายได้ ไม่ยอมให้กิเลสรบเร้า หลอกล่อ ชักนำไปสู่ความเลวร้ายได้ และ  การฝึกปรับปรุงตนเอง โดยทำคุณความดี ให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

สิกขา คือการศึกษา เพื่อให้รู้แจ้ง รู้จักประโยชน์ มองทุกอย่างเป็นการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง เป็นกระบวนการฝึกฝนตนเองในการดำเนินชีวิต เรียกว่า ไตรสิกขา มี 3 ประการ คือ

1. ศีลสิกขา
2. จิตสิกขา
3. ปัญญาสิกขา

ภาวนา คำนี้ตรงกับคำว่าพัฒนา ซึ่งประกอบด้วย กายภาวนา ศีลภาวนา และปัญญาภาวนา เทียบได้กับการพัฒนาทางกาย พัฒนาทางสังคม พัฒนาอารมณ์ และพัฒนาสติปัญญา

กายภาวนา หมายถึงการพัฒนาทางกายเพื่อให้เกิดการเจริญงอกงามในอินทรีย์ 5 หรือ ทวาร 5

ศีลภาวนา หมายถึงการพัฒนาการกระทำ ได้แก่การสร้างความสัมพันธ์ทางกายและวาจากับบุคคลอื่นโดยไม่เบียดเบียนกัน

จิตตภาวนา หมายถึงพัฒนาจิตใจ เพื่อให้จิตมีคุณภาพดี สมรรถภาพทางจิตดี และสุขภาพจิตดี

ปัญญาภาวนา หมายถึงการพัฒนาปัญญา ได้แก่การรู้เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง รู้เท่าทันสภาวะของโลกและชีวิต ทำให้จิตใจเป็นอิสระได้จนถึงขั้นสูงสุด ส่งผลให้อยู่ในโลกได้โดยไม่ติดโลก มีอิสระที่จะเจริญเติบโตงอกงามต่อไป

การพัฒนาตนเอง ให้ประสบความสำเร็จ

  • ไม่หยุดยั้งการพัฒนา

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ ลักษณะพฤติกรรม หรือแม้แต่วิธีการทำงาน คุณจะต้องเป็นผู้สำรวจและประเมินความสามารถตนเองอย่างสม่ำเสมอ หาข้อบกพร่อง ปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างเช่น ถ้าไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน คุณต้องศึกษาและเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ตนเองเก่งภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางในการทำงานใหม่ ที่เหมาะกับคุณ เพื่อให้การทำงานมีความง่ายสำหรับคุณ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากขึ้นได้

  • มุ่นเน้นความอดทน

ความอดทนเป็นพลังของความสำเร็จ การอดทนต่อคำพูด อดทนต่อพฤติกรรมการดูหมิ่น อดทนต่อความเครียดในการทำงาน เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ และเป็นแรงพลักดันให้คุณก้าวไปหาความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการทำงานไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็แล้วแต่ จะต้องพบกับผู้คนที่อาจจะมีคำพูดที่ไม่ดี หรือมีพฤติกรรมที่คุณไม่สามารถรับได้ แต่การที่คุณมีความอดทน อดกลั้น จะทำให้คุณสามารถประเชิญหน้ากับปัญหา ของคนเหล่านั้นได้ หน้าที่การงานของคุณก็จะไม่เสียและสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น เพียงแค่คุณไม่ใส่ใจกับปัญหาคนอื่น ๆ คุณก็สามารถพบกับความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

  • ทุ่มเทกับการทำงาน

การทำงานทุกอย่างต้องมีความตั้งใจ ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด หากทุกครั้งมีความตั้งใจทำงาน ผลงานก็ย่อมออกมาดีด้วยเช่นกัน สำหรับพนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เมื่อเวลาทำงานก็ต้องให้ความสนใจกับเรื่องงานมาเป็นอันดับแรก และให้ทำงานด้วยความสนุก ไม่ควรเครียดเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากงานที่ทำมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียกับงานที่คุณทำได้ การทุ่มเทกับการทำงานในทุกวัน ในไม่ช้าคุณก็จะประสบความสำเร็จกับการทำงานได้

  • พร้อมพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

นอกจากคุณจะทุ่มเทให้กับการทำงานแล้ว การปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เพิ่มความสามารถในการทำงานให้เกิดทักษะและมีความชำนาญในงานนั้น ๆ และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้มีความสอดคล้องกับตนเองได้อย่างเหมาะสม หากคุณสามารถทำได้อย่างนี้แล้ว ความสำเร็จก็จะเข้ามาหาคุณได้อย่างที่คุณต้องการ

  • เก็บเกี่ยวประสบการณ์

ทุกความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงาน ให้ถือเสียว่าเป็นประสบการณ์ให้คุณก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเริ่มทำงานด้วยความรอบคอบ หลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น หากคุณเริ่มทำงานด้วยจิตใจที่สงบ ไม่ว่าคุณจะเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ คุณก็สามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

แนวคิดที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์

1. ความมั่นใจในตัวเองสำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอก

จาก การศึกษา หลายงานแสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่มีความมั่นใจ และชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการมีหน้าตาที่หล่อเหลา และสามารถเอาชนะใจสาวๆ ได้มากกว่าด้วยล่ะ

นอกจากนี้ยังมี งานวิจัย ระบุเอาไว้อีกว่าคู่รักที่ประกอบไปด้วยผู้หญิงสวย ผู้ชายดูดีน้อยกว่า จะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จเรื่องชีวิตคู่มากกว่าคู่ที่ประกอบไปด้วยผู้ชายหล่อกับผู้หญิงที่สวยน้อยกว่า หรือคู่ที่มีหน้าตาดูดีเท่าๆ กัน

2. ผู้ชายจะฟังผู้หญิงพูดเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น

งานวิจัย ได้ระบุเอาไว้ว่าผู้ชายนั้นเป็นคนที่เลือกฟัง พวกเขาจะตั้งใจฟังคู่รักของตัวเองพูดเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น แต่หากเทียบการพูดคุยกับเพื่อนๆ พวกเขาจะตั้งใจฟังเป็นเวลา 15 นาที

แต่ก่อนที่จะไปต่อว่าหนุ่มๆ ทั้งหลาย งานวิจัยก็ได้ระบุเอาไว้ว่าสาวๆ น่ะใช้เวลาตั้งใจฟังเพื่อนของเธอนานกว่ายิ่งกว่านั่งฟังคนรักของตัวเองพูดมากกว่ากรณีของผู้ชายซะอีก

3. การเขียนสิ่งที่คุณกำลังคิดลงไปในกระดาษสามารถระบายความเครียดได้ดีกว่าการกิน

มี งานวิจัย มากกว่าหนึ่งงานระบุเอาไว้ว่าการเขียนเรื่องราวที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดใจ จะช่วยยกระดับอารมณ์ของคุณ แถมยังช่วยลดความกังวล และช่วยให้คุณเป็นอิสระจากอาการซึมเศร้า

แต่กลับกันถ้าหากคุณแก้ปัญหาเรื่องความเครียดด้วยการกิน มี การศึกษา ระบุเอาไว้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย แถมยังแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะหลังจากกินเสร็จแล้วจะทำให้คุณรู้สึกผิดและเครียดยิ่งกว่าเดิม

4. การฟังหรือร้องเพลงจนจบเพลง จะช่วยให้คุณเคลียร์สิ่งที่ติดอยู่ในหัวออกไปได้

หลายๆ ท่านคงจะเคยประสบกับปัญหา ‘เอียร์เวิร์ม’ หรือเสียงเพลงท่อนเดิมที่มันวนซ้ำๆ จนติดอยู่ในหัวของเรา พยายามจะไล่มันก็ไล่ไม่ออกสักกะที

จาก งานวิจัย ได้ระบุถึงวิธีการแก้เอาไว้แล้วว่าการฟังเพลงหรือร้องเพลงจนจบเพลงจะช่วยให้คุณจัดการกำจัดมันออกไปได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ติดอยู่ในหัวอีกด้วย

5. การเล่นเกม จะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับความฝันของตัวเองได้

จาก การศึกษา ระบุเอาไว้ว่าคนที่ชอบเล่นเกมจะสามารถบังคับ และทำให้ความฝันเป็นไปตามที่ต้องการ ซึ่งการเล่นเกมกับความฝันนั้นมีความเชื่อมโยงกันตรงที่เป็น ‘โลกเสมือนจริง’ เหมือนกัน ฉะนั้นมันจะทำให้คุณมีความเข้าใจ และสามารถจัดการกับมันได้มากกว่าคนที่ไม่เล่น

6. การจ้องตาจะทำให้การสนทนาดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ

หากคุณต้องการที่จะพูดกับคนอื่นนานๆ แต่ไม่มีเรื่องที่จะพูดแล้ว งานวิจัย ได้ระบุเอาไว้ว่าให้คุณถามคำถามกับคู่สนทนา จากนั้นก็จ้องตาเขามันจะทำให้เขาพูดไปเรื่อยๆ เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้เกิดความเงียบ

7. สีน้ำเงินเป็นสีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของคุณได้

มี งานวิจัย ระบุเอาไว้ว่าสีน้ำเงินเป็นสีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งยังช่วยสร้างบรรยากาศให้เกิดการกระตุ้นในการทำงานได้ดีอีกด้วย

8. การพูดถึงเป้าหมายของตัวเอง จะทำให้คุณเสียแรงจูงใจที่จะไปให้ถึงฝั่งฝัน

จาก งานวิจัย เผยว่าการที่คุณบอกเล่าถึงเป้าหมายความสำเร็จในชีวิตของตัวเองให้ผู้อื่นฟัง จะทำให้ความพยายามในการไปให้ถึงฝั่งฝันของคุณลดลง เพราะฉะนั้นเก็บเอาไว้คนเดียวจะดีกว่า

นั่นเป็นเพราะว่าการพูดถึงความสำเร็จบ่อยๆ มันจะสร้างความรู้สึกนึกคิดที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสำเร็จแล้ว หรือความพึงพอใจขึ้นมา จากนั้นเมื่อสมองของคุณคิดเห็นเป็นเช่นนั้น แรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่ฝันให้สำเร็จมันก็จะค่อยๆ หายไป

 

 

ทิศ6 ทิศเบื้อล่าง (บริวารหรือผู้รับใช้)

ทิศ6 ทิศเบื้อล่าง (บริวารหรือผู้รับใช้)

โลกธรรม

ทิศเบื้อล่าง คือ ผู้ที่เป็นบริวารที่คอยรับใช้หรือทำกิจให้เรา รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของเราด้วยเช่นกัน บริวารเหล่านี้ ได้แก่ ผู้รับใช้ คนงาน ผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่า เป็นต้น ดังนั้น บุคคลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นผู้ ที่อยู่ด้านล่างภายใต้การปกครองหรือการบังคับบัญชาของเรา

ทิศเบื้องล่างมีอุปการะต่อเรา คือ
1. เป็นผู้คอยช่วยเหลือกิจการงาน
2. เป็นผู้แสวงหาทรัพย์ และลาภมาสู่ตน
3. ปกป้อง คุ้มภัยให้แก่ตน
4. คอยดูแลทรัพย์สินให้แก่ตน

แนวทางปฏิบัติของผู้นำต่อทิศเบื้องล่าง
1. จัดการงานให้เหมาะสมแก่คน และแก่งาน
2. ให้ความเป็นธรรมแก่บริวารทั้งปวง
3. มอบค่าตอบแทนด้วยความเป็นธรรม
4. มอบอาหาร และน้ำดื่มอย่างสม่ำเสมอ
5. ให้รางวัลเพื่อเป็นกำลังใจเป็นนิจ
6. ไม่เอารัดเอาเปรียบในทุกด้าน
7. รักษาพยาบาลเมื่อเกิดยามเจ็บไข้

ทิศ6 ทิศเบื้องซ้าย (มิตรสหาย)

ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตรสหายทั้งที่เป็นมิตรสหายร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือ มิตรสหายในการงาน บุคคลเหล่านี้เป็นผู้คอยช่วยเหลือในยามประสบปัญหา และอุปสรรค คอยช่วยเหลือเกื้อกูล ดึงรั้งมือให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น

การเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เรียกว่า กัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่มีความรัก ความหวังดี ไม่หวังร้ายหมายมั่นบีบคั้นอาฆาต มีแต่หวังตั้งความปรารถนาให้มีแต่ความสุขความเจริญ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย เพื่อนเป็นผู้ช่วยขวนขวายในกิจการทั้งปวง ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย ย่อมช่วยให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคภยันตราย เพื่อนก็คอยให้ความช่วยเหลือไม่หลบหนี ช่วยผ่อนปรนแก้หนักให้เป็นเบา ช่วยปลอบโยนยามเศร้าหมอง ช่วยดูแลรักษาเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย คอยให้กำลังใจ เป็นต้น ดังนั้นความเป็นเพื่อนในทิศ 6 ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย ถึงปฏิบัติต่อ มิตรสหาย ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องซ้าย ดังนี้

1. เผื่อแผ่แบ่งปัน
2. พูดจามีน้ำใจ
3. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
4. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
5. ซื่อสัตย์จริงใจ

มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน
2. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
3. ในคราวที่มีภัย เพื่อนเป็นที่พึ่งได้
4. ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ยาก
5. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของเพื่อน

 

ทิศ6 ทิศเบื้องหลัง (บุตร ภรรยา และสามี)

ทิศเบื้องหลัง คือ บุตร ผู้เป็นทาญาติสืบสายโลหิต และภรรยา และสามี ผู้เป็นคู่ชีวิต บุคคลเหล่านี้ เป็นคนสำคัญที่คอยให้การสนับสนุน คอยส่งเสริม และให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง นอกจากนั้น ยังหมายรวมถึงบุคคลที่อยู่ในทิศอื่นๆที่มิใช่บุตร ภรรยา และสามี แต่ปฏิบัติตนคอยอุปการะเสมือนเป็นบุตร ภรรยาหรือสามี อาทิ ปู่ย่า ตายาย คูบาอาจารย์ เป็นต้น

ทิศเบื้องหลังผู้เป็นภรรยาที่มีอุปการะต่อเรา และควรปฏิบัติต่อเรา คือ
1. ไม่ประพฤตินอกใจ
2.ไม่ดูหมิ่นในวงศ์ตระกูลของสามี
3. จัดการงานเรือนให้ครบพร้อม
4. ต้อนรับขับสู้ญาติมิตรแขกเรื่อ
5. ช่วยรักษาทรัพย์ของสามีให้คงอยู่
6. ช่วยแบ่งเบาภาระในการงาน
7. คอยให้การสนับสนุน และเป็นกำลังใจ

ทิศเบื้องหลังผู้เป็นสามีที่มีอุปการะต่อเรา และควรปฏิบัติต่อเรา คือ
1. ไม่ประพฤตินอกใจ
2. เป็นผู้นำ และเสาหลักของครอบครัว ทั้งในการหาทรัพย์ และเลี้ยงดูครอบครัว
3. ไม่ดูหมิ่นในวงศ์ตระกูลของสามี
4. ปกป้องเราเมื่อยามมีภัย
5. นำเราไปสู่ความเจริญ
6. คอยเป็นกำลังใจ และส่งเสริมในกิจการงานที่ดี
7. มอบความรัก และมอบเครื่องอาภรตามวาระโอกาส

ทิศเบื้องหลังผู้เป็นบุตรที่มีอุปการะต่อเรา และควรปฏิบิติต่อเรา คือ
1. สืบทอดสายเลือด และดำรงวงศ์ตระกูลให้คงอยู่
2. ดูแลเราในยามแก่เฒ่า
3. ช่วยในกิจการงานให้รุ่งเรือง
4. ช่วยแบ่งเบาภาระในงานเรือน
5. เป็นดวงใจคอยประสานแก่บิดามารดา

 

ทิศ6 เบื้องขวา (ครูบาอาจารย์)

ทิศเบื้องขวา คือ ครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้สอนหนังสือวิชาในวัยเรียน นอกจากนั้น ยังหมายรวมถึงบุคคลต่างๆที่คอยสอน คอยอบรม ให้ความรู้แก่เราที่มิใช่ผู้สอนในห้องเรียนด้วยเช่นกัน

ครูอาจารย์

ทิศเบื้องขวาอุปการะต่อเรา คือ
1. ฝึกฝนให้เป็นคนดี ไม่ประพฤติในความชั่ว
2. อบรม สอนวิชาให้รู้แจ้ง
3. ให้วิชา และแนะแนวทางดำเนินชีวิต
4. ยกย่องเมื่อเป็นเลิศในวิชาแก่หมู่ชน

แนวทางปฏิบัติต่อทิศเบื้องขวา
1. ให้ความเคารพต่อครูบาอาจารย์
2. เชื่อฟังในคำสอน
3. คอยช่วยกิจการงานสอน
4. บำรุงท่าน บำรุงสถานศึกษาตามโอกาส

ทิศ6 ทิศเบื้องหน้า

ทิศเบื้องหน้า

ทิศเบื้องหน้า (บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย)
ทิศเบื้องหน้า ในตำราแต่ก่อนระบุเพียงบิดามารดาผู้ที่ให้กำเนิด และเลี้ยงดูส่งเสียเรามาจนเติบใหญ่ แต่ในความจริงแล้วทิศเบื้องหน้ายังหมายถึงบุคคลอื่นที่คอยอุปการะเลี้ยงดูเราให้เติบใหญ่ นั่นหมายความรวมถึงปู่ย่า ตายายหรือบุคคลอื่นที่เป็นญาติเราด้วยเช่นกัน เพราะสังคมปัจจุบันนี้ ทิศเบื้องหน้าที่เป็นบิดามารดาอาจไม่ใช่ผู้ที่คอยเลี้ยงดูส่งเสียเราให้เติบใหญ่ก็ได้ ดังนั้นแล้ว ผู้ที่มีอุปการะต่อการเลี้ยงดูส่งเสียเราจึงจัดเป็นผู้ที่อยู่ในทิศเบื้องหน้าด้วยเช่นกัน

ทิศเบื้องหน้ามีอุปการะต่อเรา คือ
1. เลี้ยงดูให้เติบใหญ่
2. อบรมสั่งสอนไม่ให้ประพฤติชั่ว
3. อบรมสั่งสอนให้กระทำแต่ความดี
4. อบรมให้ความรู้ ให้ปัญญา
5. อุปการะทรัพย์สิน เงินทอง
6. ส่งเสียให้สำเร็จการศึกษา
7. หาคู่ครองอันเหมาะสมให้ (ข้อนี้ปัจจุบันมีบทบาทน้อยมาก เพราะส่วนมากเป็นการตัดสินใจของคู่สามีภรรยากันเอง)

แนวทางปฏิบัติต่อทิศเบื้องหน้า
1. พึงอุปการะเลี้ยงดูท่านเมื่อยามแก่เฒ่า
2. ดำเนินในกุศลธรรม และอุทิศส่วนบุญให้แก่ท่านเมื่อล่วงลับไปแล้ว
3. ช่วยกิจการงานของท่านอย่างมั่นเพียร
4. ประพฤติตน และดำรงอยู่ในศีลธรรมอันงาม รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอยู่เป็นนิจ
5. ใช้ทรัพย์ที่ท่านมอบให้อย่างรู้เห็นคุณค่า

สังโยชน์ 10 หรือ กิเลส 10

1. สังกายทิฏฐิ คือ การยึดมั่นในร่างกายว่าเป็นของตน ไม่มีวันดับหาย
2. วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ คือ เห็นผิด เชื่อผิด เชื่อในหลักการอื่นที่ไม่มีเหตุ และผล
3. สีลัพพตปรามาส คือ การสำคัญผิดหรือประพฤติในศีล
4. กามราคะ คือ การยึดมั่นในกามารมณ์ คือ ความต้องการของตน เป็นโลภะ คือ ความโลภ
5. ปฏิฆะ คือ ความขุ่นเคือง แสดงพยาบาท เป็นโทสะ คือ ความโกรธ
6. รูปราคะ คือ ยึดมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เป็นโมหะ คือ ความหลง
7. อรูปราคะ คือ ยึดมั่นในสิ่งไม่มีรูป เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ เช่น คำสรรเสริญ ความรัก อารมณ์ปรารถนาของตน เป็นต้น (กำหนดละโดยใช้อุเบกขา แห่งพรหมวิหาร 4)
8. มานะ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในนามสมมุติที่เขาตั้งให้ (ตำรวจ ครู) และสำคัญตนว่าดีกว่า ต่ำกว่า หรือแตกต่างจากเขาอย่างไร
9. อุทธัจจะ คือ มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ
10. อวิชชา คือ ความไม่รู้ความจริงอันประเสริฐ คือ อริยสัจ 4

ลำดับฌานแห่งการบรรลุ
1. โสดาบัน คือ ผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์ในข้อ 1- 3 เพียงครั้งเดียว แต่ยังไม่บรรลุฌานอื่นที่สูงกว่า ผู้บรรลุฌานนี้ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ
2. สกิทาคามี คือ ผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์ในข้อ 1- 3 ด้วยการสั่งสมในชาติเดียวหรือหลายชาติ จนเกือบละแล้วซึ่งราคะ โทสะ โมหะ แต่ยังไม่บรรลุฌานอื่นที่สูงกว่า ผู้บรรลุฌานนี้ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ
3. อนาคามี คือ ผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์ในข้อ 1 – 5 ผู้บรรลุฌานนี้ ด้วยการสั่งสมในชาติเดียวหรือหลายชาติ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ ทั้งนี้ ระดับอนาคามีต่างจากระดับสกิทาคามีในเพียงข้อ 4 และ5 ซึ่งผู้ที่ละแล้วซึ่งข้อ 4 มักเป็นผู้สละแล้วซึ่งการครองเรือน คือ ออกบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา
4. อรหันต์ คือ ผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ เรียกว่า บรรลุอรหันต์หรือเข้าสู่พระนิพพาน ผู้บรรลุฌานนี้ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ

โทสะกิเลส

โทสะกิเลส หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตเกิดความขุ่นเคือง เกิดความแค้นเคืองต่อสิ่งที่มากระทบต่อจิตนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การระบายซึ่งโทสะออกมาเป็นพฤติกรรมอันรุนแรง

ประเภทของโทสะ
1. อสังขาริก คือ โทสะที่เกิดขึ้นเพราะตนเอง
2. สสังขาริก คือ โทสะที่มีผู้อื่นเป็นเหตุหรือยุยงให้เกิด

กิเลสอื่นๆที่เป็นโทสะกิเลส
– อรติ คือ เกิดการไม่ชอบ
– ปฏิฆะ คือ เกิดการขัดใจ
– โกธะ คือ เกิดการโกรธ
– พยาบาท คือ เกิดการอาฆาต
– ฯลฯ

การประพฤติตามโทสะ
1. กายกรรม 2 ทาง คือ
– ปาณาติบาต คือ ยังให้ชีวิตผู้อื่นดับ
– อทินนาทาน คือ ลักขโมยทรัพย์ของผู้อื่น
2. วจีกรรมมี 4 อย่าง คือ
– มุสาวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– ปิสุณวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– สัมผัปปลาปวาท ดังที่กล่าวข้างต้น
– ผรุสวาท คือ การกล่าวด้วยคำหยาบ
3. มโนกรรม คือ การเกิดความพยาบาท อาฆาตแค้นในจิตใจ

โทษของโทสะนี้ รุนแรงนัก เพราะหากเกิดโทสะโดยมิได้ควบคุมอารมณ์ให้อยู่แล้ว ก็ย่อมที่ระบายหรือแสดงออกซึ่งโทสะนั้นออกมาทางกาย คือ การทำร้าย การทุบตีข้าวของ ออกมาทางวาจา คือ การกล่าวคำหยาบที่ผู้อื่นฟังไม่รื่นหู เป็นต้น

วิธีกำจัดกิเลส
วิธีกำจัดกิเลสที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ คือ การยังตนให้อยู่ในไตรสิกขา 3 คือ
1. ศีล คือ การรักษาศีล
2. สมาธิ คือ การตั้งจิตให้สงบ
3. ปัญญา คือ การยังจิตให้รู้แจ้ง