มิจฉาทิฏฐิ

มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นหรือความเข้าใจที่นำไปสู่ความเสื่อม อันเกิดจากการไม่ยอมรับในการกระทำ และผลแห่งการกระทำของตน ทำให้ไม่มีความสำนึก ไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นจนเป็นเหตุ
ให้เกิดการประพฤติ ปฏิบัติที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่สอดคล้องกับศีลธรรมอันดีงาม

มิจฉาทิฏฐิ มาจากคำว่า
มิจฉา หมายถึง ผิด หรือ วิปริต
ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น หรือ ความเข้าใจ

ดูการละเล่น

มิจฉาทิฏฐิในสมัยพุทธกาล
1. สัสสตทิฏฐิ คือ เห็นว่าทุกสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน
2. อุจเฉททิฏฐิ คือ เห็นว่าทุกสิ่งเมื่อแตกดับแล้ว ก็จะดับสูญไปตลอดกาล ไม่มีการจุติหรือเกิดใหม่ และไม่เกิดสนองในผลแห่งกรรมที่ได้เคยทำไว้
3. อกิริยทิฏฐิ คือ ทฤษฎีที่มีความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ หรือ ไม่ควรจะทำ ด้วยเห็นว่าการกระทำในทุกสิ่งไม่มีผล เช่น หากต้องการทำชั่วแล้ว เมื่อไม่มีคนรู้เห็น ก็เชื่อว่าไม่ควรจะทำ หรือ หากต้องการทำดีแล้ว เมื่อไม่มีคนรู้เห็น ก็เชื่อว่าไม่ควรจะทำ เป็นต้น

ความเห็นว่าไม่ควรจะทำนี้ มีที่มาจากปูรณกัสสปะ ด้วยการปฏิเสธที่จะทำในสิ่งต่างๆ ทั้งความดี และความชั่ว ดังนั้น เมื่อกรรมเกิดขึ้น ย่อมไม่มีผลจากกรรมใดๆ จึงกล่าวว่า ไม่มีบุญ และบาปตามมาด้วยเช่นกัน

4. สัสสตทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าทุกสรรพสิ่งมีความเที่ยงแท้ยั่งยืน และคงอยู่ตลอดไป เช่น เห็นว่าคน และสัตว์เมื่อตายไปแล้ว ถึงแม้ว่าร่างกายจะเน่าเปื่อยไป แต่ดวงวิญญาณหรือเจตภูตถือเป็นธรรมชาติที่ไม่ดับสูญ ย่อมถือกำเนิดใหม่สืบไป

ความเห็นว่าเที่ยงนี้ สืบมาจากความเห็นที่ว่า “ทุกสรรพสิ่งไม่มีความเปลี่ยนแปลง ทุกชีวิตเมื่อตายไปแล้วสามารถกลับมาเกิดใหม่ได้ มิได้สูญหายไปไหน” แต่ความเชื่อนี้ ได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ในเวลาต่อมา ดังนี้
– ฝ่ายที่เห็นว่า คนตายตายจากอะไร จะต้องกลับไปเกิดเป็นอย่างนั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น คนที่ตายเป็นคนตาบอด พอตายไปก็จะไปเกิดเป็นคนตาบอดอีก
– ฝ่ายที่เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลง เช่น คนรวยตายไป หลังเกิดใหม่อาจเกิดเป็นคนจนได้ คือ ผลที่เกิดขึ้นในภายหลังสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นได้

5. อเหตุกทิฏฐิ คือ เห็นว่าสรรพสิ่งไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เป็นความเห็นจากมักขลิโคสาล ทิฏฐินี้ถือว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ความบริสุทธิ์ล้วนเกิดขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุปัจจัย

มิจฉาทิฏฐิทั้ง 5 แบบเหล่านี้ พระพุทธองค์ได้แจกแจงเป็น ทิฏฐิ 62 หรือ ทิฏฐิชาละ ที่เปรียบเสมือนเหมือนตาข่ายที่คอยดักให้เวียนว่ายตายเกิด

มิจฉาทิฏฐิในสังคมมนุษย์ปัจุบัน
1. มิจฉาวาจา คือ กระทำผิดทางวาจา อาทิ การพูดโกหก การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ เป็นต้น
2. มิจฉาวายามะ คือ ความพยายามในทางที่ผิด อาทิ การพยายามทำบาปหรืออกุศลทั้งปวงที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
3. มิจฉาวิมุตติ คือ หาทางหลุดพ้นที่ผิด อาทิ การล้างบาปตนเองด้วยการฆ่าคนอื่นบูชาพระเจ้า เพราะเชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยล้างปาปของตนได้ เป็นต้น
4. มิจฉาสติ คือ การระลึกผิด อาทิ การระลึกหรือจินตนาการถึงราคะ โทสะ โมหะให้เกิดขึ้นในจิตตน
5. มิจฉาสังกัปปะ คือ การดำริผิดหรือการกล่าวเจตนาให้ผู้อื่นรับรู้ อาทิ การกล่าวพยาบาทผู้อื่น
6. มิจฉาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพในทางที่ผิด อาทิ การลักทรัพย์ การยักยอกทรัพย์ผู้อื่น การขายสินค้าหนีภาษี เป็นต้น

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ
1. ปรโตโฆสะที่ไม่ดีงาม
ปรโตโฆสะที่ไม่ดีงาม หมายถึง ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่ดีงามหรือไม่ส่งเสริมให้เกิดความเห็น ความเชื่อในทางที่ถูก อาทิ การไม่ได้เล่าเรียน พ่อแม่ทะเลาะกันให้เห็น คบเพื่อนไม่ดี หรือ สถานที่เที่ยวราตรียามค่ำคืน เป็นต้น

2. อนิโยนิโสมนสิการ
อนิโยนิโสมนสิการ หมายถึง การไม่ทำใจให้แยบคาย หรือ ไม่รู้จักใช้ปัญญาพินิจวิเคราะห์ ทำให้ไม้รู้แจ้งถึงเหตุ และผลแห่งความจริง จนกลายเป็นคนเขลา ซึ่งถูกชี้นำไปในทางที่ผิดได้ง่าย ปัจจัยนี้ ล้วนมีเหตุมาจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ อาทิ การไม่ได้เล่าเรียน การไม่ได้อบรมสั่งสอนจากครูอาจารย์ เป็นต้น