เบญจศีล ศีลข้อที่ 4 ในศีล 5

มุสาวาทา เวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการพูดเท็จ การพูดโกหกเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับมุสา 4 อย่าง
1. มุสา แปลว่า เท็จ คือ ความไม่จริง ส่วน วาทะ คือ คำกล่าว/คำพูด รวมเรียกว่า การพูดเท็จ เป็นการแสดงออกด้วยอาการเท็จใน 2 ทาง คือ วาจาเท็จ คือ พูดเท็จ ส่วนอีกทาง คือ กายเท็จ ด้วยการประพฤติเท็จด้วยกายที่แสดงออกอันเป็นเท็จ เช่น การเขียนบันทึกที่เป็นเท็จเพื่อเป็นหลักฐาน การเขียนรายงานเท็จ การปลอมแปลงเอกสาร หรือ การพยักหน้าด้วยความเท็จ เป็นต้น

2. อนุโลมมุสา คือ การพูดในลักษณะ 5 อย่าง ด้วยไม่มีเจตนาจะกล่าวเท็จ หรือเพียงเพื่อให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บใจได้แก่
– พูดเสียดแทง พูดประชด เพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ
– พูดใส่ความผู้อื่นให้เจ็บใจด้วยความที่เกินจริง
– พูดด่าว่าให้เสียหาย เพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ
– พูดสับปลับกลับคำ ด้วยความคะนอง โดยมิได้ตั้งใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
– พูดคำหยาบ คำไม่สุภาพ

3. ปฏิสสวะ คือ การกล่าวรับคำผู้อื่น ด้วยเจตนาเพียงด้วยความชื่อสัตย์หรือสุจริตใจ แต่กลับมีจิตสำนึกไม่ทำตามคำที่กล่าวรับไว้ แต่ตนยังสามารถที่จะทำตามคำรับนั้นได้อยู่ ได้แก่
– การผิดสัญญาที่ตนได้นัดไว้กับผู้อื่น (ตนให้สัญญากับผู้อื่น มีการระบุการกระทำ และเวลาที่ชัดเจน)
– การคืนคำที่ตนได้รับปากไว้กับผู้อื่น (รับคำจากการขอของผู้อื่น ไม่มีการระบุการกระทำ และเวลาที่ชัดเจน)
– การเสียสัตย์ที่ตนปฏิญาณไว้ต่อตนหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

4. ยถาสัญญา 4 อย่าง ได้แก่
1. โวหาร คือ การพูดตามสำนวนโวหารที่มีผู้แต่งขึ้นเพื่อใช้ในการอุปมาอุปไมย หรือ โวหารต่างๆที่นิยมใช้จนเป็นธรรมเนียม เช่น ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เป็นต้น
2. นิยาย คือ การเล่านิยายที่ถูกแต่งมาหรือแต่งขึ้นเองเพื่อการสอนหรือความเพลิดเพลิน เช่น การเล่านิยาย เรื่องนางสิบสองให้เด็กฟัง
3. สำคัญผิด คือ การพูดด้วยการเข้าใจหรือสำคัญตนเองว่าถูก แต่ความจริงแล้วไม่ถูก
4. พลั้ง คือ การพูดด้วยอาการที่พลั้งเผลอ โดยมิได้ตั้งใจ

การกล่าวอนุโลมมุสา ปฏิสสวะ และยถาสัญญา ไม่จัดเป็นมุสาวาท ผู้ที่กล่าวย่อมไม่ศีลขาด แต่เพียงทำให้ศีลด่างพร้อยได้ และหากเป็นมุสาวาทที่ถือว่าศีลขาด ต้องพร้อมด้วยองค์ 4 ประการ คือ
– เป็นเรื่องเท็จ
– มีเจตนาในพูด
– มีการพูดหรือแสดงออกไปแล้ว
– ผู้ฟังเข้าใจในคำพูดหรือกิริยานั้นๆ

โทษหรือผลกรรมจากการกล่าวมุสาวาทจะมีมากมีน้อย ท่านให้พิจารณาผลหรือโทษจากการกล่าวเป็นสำคัญ กล่าวคือ หากสร้างความเสียหายมาก ย่อมได้รับผลกรรมมาก หากสร้างความเสียหายน้อย ย่อมได้รับผลกรรมน้อย ตามลำดับแห่งกรรมที่ผู้อื่นได้รับ

การละด้วยมุสาวาท ได้แก่
1. พึงละเว้นจากการพูดปด คือ การละเว้นจากคำพูดโกหกในเรื่องใดๆทั้งปวง
2. พึงละเว้นจากการทนสาบาน คือ ไม่ทนสาบานหรือรับคำเพียงเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ
3. พึงละเว้นจากการทำเล่ห์กะเท่ห์ คือ การไม่พูดอวดอ้างในสิ่งที่มิใช่ความจริงเพียงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ เช่น อวดอ้างว่าตนเป็นอรหันต์ อวดอ้างว่าตนเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เป็นต้น
4. พึงละเว้นจากการประพฤติมายา คือ การประพฤติด้วยอาการหลอกลวง เพียงเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ เช่น การแสร้งทำเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเจ็บ ซึ่งอาจเจ็บจริงหรือไม่เจ็บจริง หรือ เพียงเจ็บเล็กน้อย แต่ทำเป็นเจ็บมาก เป็นต้น
5. พึงละเว้นจากการพูดเลศ คือ การละเว้นจากการพูดเล่นสำนวน หรือ พูดคลุมเครือเพียงเพื่อให้อื่นคิดหลงผิด และเกิดประโยชน์แก่ตน เช่น นาย ก. มีบ้านอยู่ใกล้ป่าที่รู้เห็นนายทุนลักลอบตัดไม้ผิดกฎหมาย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบกลับพูดปัดไปหรือโยงแม่น้ำทั้งห้าในเรื่องอื่นเพียงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่รับรู้ถึงความจริง
6. พึงละเว้นจากการเสริมความ คือ ละเว้นจากการพูดเติมแต่งเรื่อง เพิ่มเติมเรื่องในทางที่ผิด ทำให้ผู้อื่นหลงเข้าใจผิดมากขึ้น เช่น การโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณมากเกินจริง การพูดหรือเล่าเรื่องผู้อื่นด้วยการเพิ่มเติมเรื่องในสิ่งที่เกินความ
7. พึงละเว้นจากการอำความ คือ เป็นการพูดที่ตรงข้ามกับการพูดเสริมความ พูดเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อจากเรื่องใหญ่ให้หลงเชื่อว่าเป็นเรื่องเล็ก