สติสัมปชัญญะในพระไตรปิฎก

ธรรมอันน่าอัศจรรย์ 20 ประการ ของพระพุทธองค์ พระอานนท์อธิบายธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์ว่า พระโพธิสัตว์

1.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ และไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต
2.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ จึงได้อาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต
3.  เป็นผู้อาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตตลอดกัปของอายุ
4.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะมาตั้งแต่ขณะจุติลงจากสวรรค์มาสู่ครรภ์ของพระมารดา
5.  ขณะลงมาจุติจากสวรรค์สู่พระครรภ์มารรดา ได้เกิดแสงสว่างทั่วทั้งเทวภูมิ มารภูมิ พรหมภูมิ โลกภูมิที่ประจักษ์ต่อหมู่มนุษย์ สัตว์ และเทวดา เกินกว่าเทวานุภาพทั้งปวง
6.  เวลาลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา เทพบุตร 4 องค์ เข้าไปอารักขา โดยอยู่ประจำทั้ง 4 ทิศ มิให้มนุษย์หรืออมนุษย์ เบียดเบียนพระโพธิสัตว์หรือพระมารดา
7.  พระมารดาทรงศีล 5 คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ไม่ถือเอาสิ่งของผู้อื่นที่เจ้าของไม่ได้ให้ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่เสพน้ำเมา เมรัย
8.  พระมารดาไม่ทรงรู้สึกทางกามารมณ์ในขณะตั้งพระครรภ์ ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงเกินได้
9.  พระมารดาพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 ในขณะตั้งพระครรภ์
10.  พระมารดาไม่มีอาการเจ็บพระครรภ์ และรับรู้ถึงพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในพระครรภ์
11.  เมื่อพระองค์ทรงประสูติได้ 7 วัน พระมารดาได้ทรงสวรรคต และพระมารดาทรงได้ไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต
12.  พระองค์ทรงประสูติจากพระครรภ์พระมารดาที่มีอายุพระครรภ์เพียงครบ 10 เดือน เท่านั้น
13.  ขณะประสูติ พระมารดามิได้นอนประสูติ แต่ทรงประทับยืนประสูติ
14.  หลังจากการประสูติออกมาแล้วมีทวยเทพทำพิธีต้อนรับ
15.  ขณะที่พระมารดาทรงยืนประสูติ พระองค์ได้ทรงประสูติออกมา โดยไม่สัมผัสกับแผ่นดินด้วยมีทวยเทพ 5 องค์ ช่วยกันประคอง และวางพระองค์ไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดา
16.  เวลาที่พระองค์ประสูติ พระองค์ไม่สัมผัสด้วยน้ำเมือกเลือด
17.  หลังจากประสูติแล้ว มีธารน้ำในอากาศ คอยไหลชำระพระกายพระองค์ และพระมารดา
18.  หลังจากประสูติแล้ว พระองค์ทรงได้ประทับยืน และทรงเสด็จดำเนินได้ 7 ก้าว พร้อมกับเปล่งอาสภิวาจาในความหมายว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เจริญ ชาตินี้จึงเป็นชาติสุดท้าย ชาติหรือภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว
19 .  หลังจากทรงกล่าวเช่นนั้นแล้ว ได้เกิดแสงสว่างพร้อมทั้งภูมิต่างๆ และเกิดแผ่นดินไหว 10 สหัสสี และครั้น เมื่อพระอานนท์อธิบายจบ พระพุทธองค์ทรงเพิ่มข้อที่ 20 ว่า
20.  เพราะเหตุนั้น เธอจงจำธรรมอันน่าอัศจรรย์นี้ไว้ เวทนา สัญญา วิตกของตถาคตย่อมปรากฏเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป