ตัณหา 3 ประการ อันได้แก่ 
1.กามตัณหา คือ ความอยากในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามารมณ์
2. ภวตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น
3. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้ ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น คือ ต้องการผลักไสสิ่งที่มีอยู่แล้วให้พ้นตัว เช่น มีคนรักอยู่แล้ว เบื่อแล้ว อยากมีใหม่ ก็มีความอยากที่จะไม่มีคนเก่า เพื่อแสวงหามีคนใหม่ หรือมีรถยนต์อยู่แล้ว แต่อยากได้คันใหม่ ก็จะไม่อยากจะมีคันเก่าจอดไว้เป็นภาระ ต้องการผลักไสคันเก่าให้พ้นตัวด้วยการขายไป เป็นต้น

การประสบสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ ก็ไม่อยากประสบพบเจอ ปรารถนาการผลักไสออกไป ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ ชื่อว่า วิภวตัณหา วิภวตัณหา คือ ความอยากชนิดหนึ่งที่มีโทสะ(ความโกรธ) เป็นสภาวะ มีความปรารถนาผลักไส เป็นที่อยู่เป็นที่อาศัย วิภวตัณหา ไม่ใช่ความไม่อยากแต่เป็นความอยาก ที่ต้องใช้สำนวนว่า ” ไม่อยาก ” อธิบายความเพราะจะทำให้อธิบายศัพท์ วิภวตัณหา ได้ง่ายขึ้น วิภวตัณหา แปลว่า ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น แต่ในความไม่อยากนั่นแหละคือความอยาก อยากผลักไสไปให้พ้นตัว เพราะขึ้นชื่อว่าตัณหาคือความอยาก มีอกุศลจิตเป็นมูลฐานทั้งสิ้น

ตัณหา 3 อย่างนี้เป็นที่มาแห่งทุกขอริยสัจ (ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์)
ในอริยสัจ 4 ประการนั้น ทุกขอริยสัจเป็นไฉน ชาติ(การเกิด)เป็นทุกข์ ชรา(ความแก่)
เป็นทุกข์ มรณะ(ความตาย) เป็นทุกข์ โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญรำพัน) ทุกข์ โทมนัส (ความไม่สบายใจ)และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) เป็นทุกข์ ความประสบพบเจอกับสังขารหรือสัตว์ บุคคลอันไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์ บุคคลอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์ ฯ
การจะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยการเจริญมหาสติปัฎฐาน อันเป็นการเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐานนั่นเอง เพื่อถอนรากเหง้าแห้งอกุศลที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพาน ดับสนิทโดยไม่มีส่วนเหลือ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้