10 ความอัศจรรย์ที่ค้นพบจากการปฏิบัติธรรม

1. โทสะ เห็นง่าย เกิดง่าย     สร้างความสูญเสียรุนแรง แต่ในเบื้องต้นกำจัดง่ายกว่า โลภะ ราคะ และโมหะ

2. ลาภคือเงินทองวัตถุ     ยศคือตำแหน่งความสำคัญ สรรเสริญคือคำชื่นชม สุขคือความอิ่มใจ บรรดาสี่อย่างนี้ เงินทองคือส่วนที่สามารถสละง่ายที่สุด และที่เราต้องการเงินทอง ตำแหน่ง และคำสรรเสริญ ก็เพราะเราต้องการความสุข ดังนั้น ผู้ที่สามารถมีความสุขด้วยวิธีง่ายๆ จะมีความต้องการเงินทอง ตำแหน่ง และคำชื่นชมน้อยลงไปด้วย

3. การเกรงกลัวผู้มีอำนาจ เป็นเรื่องธรรมดาของปุทุชน    แต่เมื่อเรารู้สึกพอใจในสิ่งที่ตนมี และเรียนรู้ที่จะขยายขอบเขตความเมตตาไปได้ระดับหนึ่ง จิตใจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าประหลาด ใจจะไม่นึกกลัวผู้มีอำนาจอย่างไร้เหตุผล อีกทั้งยังรู้สึกเห็นใจผู้ที่ด้อยกว่าตน อยากช่วยเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ มิใช่ช่วยในฐานะผู้ที่วิเศษกว่าเขา ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะเพิ่มขึ้น ความอยากเป็นคนยิ่งใหญ่ เป็นคนสำคัญจะน้อยลง มีความภูมิใจ พอใจในความธรรมดาของชีวิต ทำให้ชีวิตมีความเรียบง่ายยิ่งขึ้น ซับซ้อนน้อยลง

4. การทำสมาธิ วิปัสสนา      คือเหตุแห่งการละวาง ไม่ใช่ผล สมาธิ วิปัสสนาไม่ใช่เป้าหมาย หากแต่เป็นกระบวนการที่นำไปสู่ผลลัพธ์ คือการละวาง การทำสมาธิ วิปัสสนาเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดความละวางได้ช้า จำเป็นต้องยึดมั่นหลักของความเมตตา ทาน และศีลควบคู่ไปด้วย จิตจึงมีกำลังสามารถละวางได้เพิ่มขึ้น

5. ข้าศึกร้ายแรงของการปฏิบัติธรรมคือการเพ่งโทษผู้อื่น    เนื่องจากทุกครั้งที่เพ่งโทษผู้อื่น อัตตาจะขยายเผ่าพันธุ์เพิ่มมากขึ้น บ้างครั้งการเพ่งโทษผู้อื่นก็มาในรูปความหวังดี การอบรมสั่งสอน ผลที่ได้จากการเพ่งโทษผู้อื่น ก็คือความอ่อนแอ ความตกต่ำของจิต จิตที่เพ่งโทษผู้อื่น จะกลายเป็นจิตที่มีความยโสโอหัง เป็นอัตตาที่มาในคราบของปัญญาซึ่งผู้สนใจการปฏิบัติธรรมไม่ควรบ่มเพราะให้เกิดขึ้น

6. การแสวงหาความสุข    จะทำให้เกิดความทุกข์ตามมา ต่อเมื่อหยุดแสวงหา ความสุขจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นความสุขอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเย็นเหมือนน้ำ นิ่ง และราบเรียบ เราอาจเรียกความสุขชนิดนี้ว่า ความเบิกบาน หนทางในการได้มานั้น จะต้องละวางทั้งความสุข และความทุกข์ แล้วความเป็นกลางของจิตจะเกิด เมื่อความเป็นกลางเกิด ความเบิกบานจะงอกงามขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องแสวงหา

7. หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์       คือการขูดเกลาความชั่วของตน เราอาจเรียกความชั่วนี้ว่า กิเลส เราสามารถขูดเกลากิเลสได้ผ่านการทำงาน การใช้ชีวิต การมีความรัก การมีครอบครัว รวมถึงการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ การขูดเกลากิเลสนี้เป็นหน้าที่อันดับหนึ่งของทุกคน ของมนุษยชาติ ทำอย่างไรความโลภ โกรธ หลงของเราจะลดลง ความรู้จักพอ สมาธิ ความขยันขันแข็งของเราจะเพิ่มมากขึ้น เราไม่สามารถแยกการขูดเกลากิเลสออกจากชีวิตได้ เพราะที่สุดแล้ว การขูดเกลากิเลสจะส่งผลโดยตรงต่อความเจริญก้าวหน้า และความสุขในชีวิตของเรา

8. ชีวิตที่เรียบง่ายนั้นไม่ได้ทำง่ายอย่างชื่อ     เพราะต้องใช้สติปัญญา และการตกผลึกชีวิตอย่างหนักหน่วงจึงเกิดขึ้นได้ ชีวิตที่เรียบง่าย คือชีวิตของผู้มีกิเลสน้อย เป็นวิถีทางของผู้แสวงหาความร่ำรวยด้วยการทำลายความโลภ จนเกิดเป็นความสันโดษ มักน้อย และความพอใจ หากต้องการชีวิตที่เรียบง่ายอย่าเพียงแค่คิด เพราะความคิดไม่สามารถเท่าทันกิเลสได้ จำเป็นต้องมีหลักสมาธิ วิปัสสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น วิถีแห่งความเรียบง่าย จึงเป็นอีกภาคหนึ่งของวิถีแห่งการภาวนาอย่างแท้จริง

9. เมื่อจิตเกิดการพัฒนา ชีวิตจะลงตัวมากขึ้น      ไม่ใช่เพราะมีเงินมากขึ้น หรือหน้าที่ก้าวหน้าขึ้น แต่เป็นเพราะว่า ผู้ฝึกฝนจิตใจ จะกลายเป็นผู้อยู่เหนือสถานการ์ดีร้าย มีเรื่องร้ายก็ไม่สะเทือน มีเรื่องดีก็ไม่หวั่นไหว โลกจะกระทบใจได้น้อยลง เป็นผู้อาศัยอยู่ในโลก แต่ไม่ไหลตามโลก จะอาศัยปัจจัยภายนอกเพื่อสร้างความสุขน้อยลงเป็นลำดับ เพราะมีความสุขที่ระเบิดได้เองจากภายใน

10. การปฏิบัติธรรม คือการสนใจตนเอง      เพ่งจ้องความเลวของตนเอง มิใช่การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น คือการน้อมนำสถานการณ์ต่างๆ มาสอนใจตนเองจนเกิดสติปัญญา เห็นความเคลื่อนไหว ไม่มั่นคงของชีวิต ทำให้สามารถละวางสิ่งต่างๆ ได้อย่างที่ควรจะเป็น