วันตรัสรู้

            เจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ปีระกาก่อนพุทธศักราช 45 ปี เวลาช้าพระองค์ได้รับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาที่นำมาถวายที่โคนต้นโพธิ์ด้วยความสำคัญว่าเป็นเทวดาที่ตนได้บนบานกล่าวไว้ พระองค์ได้ทรงเสวยแล้วได้อธิษฐานตั้งจิตลอยถาดในแม่น้ำเนรัญชรา เวลาเย็นทรงรับหญ้าคาจากพราหมณ์ชื่อโสตถิยพราหมณ์ ทรงนำไปปูที่ต้นโพธิ์ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับนั่งผิวหน้าไปทางทิศตะวันออก พร้อมส่งอธิษฐานจิตว่าแม้พระโลหิตในร่างกายของเราจะเหือดแห้งไปพร้อมเนื้อหนังหากว่าไม่ทรงได้ตรัสรู้แจ้งในอริยสัจจะทำ นำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์ จะไม่ลุกจากอาสนะที่นั่ง

            ในขณะที่พระองค์นั่งบำเพ็ญเพียรทางจิตอยู่นั้นได้เกิดอุปมา 3 ข้อที่พระองค์ไม่เคยทรงสดับมาปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ว่า

ข้อ 1 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กายยังไม่ได้หลีกออกจากกามมีความกำหนัดรักใคร่ในกาม จิตใจยังไม่สงบยังชุ่มชื้นด้วยกาม สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแม้ได้รับทุกขเวทนา ที่เกิดเพราะความเพียรก็ยังไม่สามารถตรัสรู้ได้ เหมือนไม้สดที่ชุ่มชื้นด้วยยาง และบุคคลนำมาแช่ไว้ในน้ำเมื่อนำมาสีไฟก็ไม่เกิดไฟได้

ข้อ 2 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ถึงจะรีบออกจากกามแล้วแต่จิตใจยังยินดีอยู่ในกามจิตใจย่อมจะไม่สงบ แม้ทำความเพียรอย่างไรก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้เ หมือนไม้สดชื่นด้วยยางแม้จะอยู่บนบก แต่เมื่อนำมาสีไฟก็ย่อมไม่เกิดไฟได้ เพราะยังสดและชุ่มอยู่

ข้อ 3 ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลีกออกจากกาม จิตใจตัดขาดออกจากกาม จิตใจสงบแล้ว เปรียบเหมือนไม้ที่แห้งวางอยู่บนบก แต่เมื่อนำมาสีไฟก็ย่อมจะติดไฟเกิดไฟได้

              เมื่อตกกลางคืนพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญภาวนาทางจิต โดยเริ่มเข้ารูปฌานตั้งแต่ประถมชานไปจนถึงจตุตถฌาน เมื่อจิตเข้าถึงจตุตถฌาน กามราคะก็ดับไป จากนั้นส่งออกจากฌานและใช้ปัญญาพิจารณา จนกระทั่งพบความสำเร็จด้านความรู้ยิ่งใหญ่ 3 ประการซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนดังนี้

ยามที่ 1

เรียกว่าปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แปลว่าญาณแห่งความรู้ทำให้ระลึกชาติหนหลังได้ระลึกชาติถอยหลังเข้าไปได้ตั้งแต่ชาติ 1-2 ชาติจนหลายๆชาติร้อยชาติพันชาติหมื่นชาติแสนชาติได้เ ป็นกับว่าเป็นเท่านั้นมีชื่ออย่างนั้นมีโคตรมีผิวพรรณมีอาหารเสวยทุกข์สุขมีอายุเท่านั้น เกิดในตระกูลนั้นๆจุติจากชาตินั้นได้อุบัติในชาติโน้นเป็นอย่างนั้นๆ แล้วจึงได้เกิดมาเป็นชาตินี้

ยามที่ 2

เรียกว่ามัชฌิมายาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือรู้ในการจุติการเกิดและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ได้ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์กว่าจากสู่สามัญ เห็นปวงสัตว์ที่กำลังอุบัติเลวดีมีผิวพรรณงามมีผิวพรรณไม่งามได้ดีหรือตกยาก รู้ชัดว่าปวงสัตว์ที่เป็นเช่นนั้นเพราะตนได้ทำกรรมอะไรไว้จึงได้รับผลเช่นนั้น

ยามที่ 3

เรียกว่าปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณแปลว่า ทรงบรรลุตัดขาดจากกองกิเลสทั้งมวลคือได้ตรัสรู้เรื่องอริยสัจ 4 และมรรคมีองค์8 เห็นรู้ชัดว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ นี่เป็นสาเหตุทุกข์ ความดับทุกข์ และทางปฏิบัติสำหรับดับทุกข์ เหล่านี้เป็นอาสวะเมื่อรู้เห็นแจ้งชัด พระองค์จึงตัดกิเลสจนหมดสิ้นไปจิตหลุดพ้นกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ รู้ชัดแจ้งว่าชาตินี้สิ้นแล้วพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอันจะทำเช่นนี้ไม่มีอีกแล้วสิ้นความโลภโกรธหลงแล้ว