วิธีคลายความโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวได้สบาย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โดดเดียว

ความรู้สึกเหงา อ้างว้าง โดดเดี่ยว บางครั้งก็ไม่ได้สัมพันธ์กับจำนวนผู้คนที่อยู่รอบตัวสักเท่าไหร่ พูดง่ายๆ คือถึงจะมีผู้คนรายล้อมอยู่รอบตัว แต่หากใจคุณเหงา คุณก็รู้สึกอ้างว้างอยู่ดี

การสลัด ความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย จะว่าง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะแท้จริงแล้ว การหลุดพ้นจากความเหงา ต้องอาศัย ใจตัวเอง เป็นหลัก “ใจ” ที่จะพาตัวเอง ออกไปทำสิ่งต่างๆ เพื่อสร้าง ความสุข สลัดความเหงา ให้กับตัวเองได้อย่างแท้จริง และหากใจคุณพร้อมที่จะหายเหงาแล้ว มาลองทำตาม ไอเดียแก้เหงา ที่เรานำมาฝากกันดูได้เลย

 รักและเป็นมิตรกับตัวเอง

ความรักในตัวเองจะทำให้คุณมีความมั่นใจพร้อมที่จะทำในสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองเสมอ หากความเหงามันทำให้เศร้าคุณก็จะพยายามดึงตัวเองออกมาจากความเหงา ไม่ติดอยู่ในวังวนนั้นให้ยิ่งทุกข์ใจ…และเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณก็คือ “ตัวคุณเอง” หากคุณรู้จักเป็นมิตรกับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่คนเดียว หรืออยู่ท่ามกลางคนมากมาย (แต่ไม่มีใครสนใจคุณ) คุณก็จะไม่เหงา เพราะคุณจะหาทางเยียวยาตัวเอง หรือหาสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ตัวเองหายเหงาได้เสมอ

 ออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย สามารถช่วย คลายเหงาได้ชะงัด เพราะขณะเคลื่อนไหวร่างกาย จิตใจจะ มุ่งมั่นจดจ่อ อยู่กับการออกกำลังกาย จนลืมเรื่องเหงาเศร้าซึม หลังออกเสร็จร่างกายก็สดชื่น แถมฮอร์โมน เอ็นโดรฟิน ที่เป็นสารแห่งความสุขซึ่งหลั่งออกมายังทำให้คุณมีความสุขขึ้นด้วย

 หางานอดิเรกที่ชอบ

การทำ กิจกรรมยามว่าง ที่ตัวเองชอบ จะทำให้รู้สึก เพลิดเพลิน จนลืมความเหงาไปได้ ลองหาสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ฟังเพลง ดูซี่รีย์ ฯลฯ ชอบอะไรก็ลงมือทำ แต่หากคิดไม่ออก ว่าอยากทำอะไร เราแนะนำให้ลองคิด ทบทวนดูว่าในอดีตสมัยเป็นเด็ก คุณเคยชอบ หรือมีความสุขเวลาทำอะไร ไม่แน่ว่าการย้อนคิดถึง ความสุขในวันวาน อาจทำให้คุณนึกออกว่าตอนนี้ จะทำอะไรให้ตัวเองมี ความสุขมากขึ้นก็ได้

 ฝึกสมาธิ

เคยมีงานวิจัยระบุว่า การนั่งสมาธิ ช่วยบรรเทาความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับ ความโดดเดี่ยว และโรคซึมเศร้าได้ เพราะการฝึกสมาธิ จะทำให้จิตใจสงบ รวมถึงเข้าใจตัวเอง ได้ลึกซึ้งว่า ความเหงา ของตัวเองเกิดจากอะไร จนสามารถปล่อยวาง และสุขสงบได้ การฝึกสมาธิ แม้จะยากในช่วงเริ่มต้น สำหรับคนที่ไม่เคย หรือไม่ได้ปฏิบัติมานาน ดังนั้นอาจเริ่มจาก หาหนังสือมาอ่าน และฝึกตาม หรือเข้าอบรม ตามสถานปฏิบัติธรรม ก็ตามแต่สะดวก

ใช้ชีวิตตามนี้ชีวิตก็มีความสุข

  1. ปล่อยให้หัวใจเป็นอิสระจากความเกลียดชัง

เพราะความเกลียดชังถือได้ว่าเป็น ศัตรูตัวร้ายที่คอยกักกันชีวิตให้ออกห่างจากคำว่าความสุข และในบางทีมันก็เปรียบเสมือนไฟเผาไหม้ที่คอยลุกโชนอยู่ในหัวใจของคนเราอีกด้วย ทางที่ดีควรหัดให้ชีวิตได้ปล่อยวางจากเรื่องราวต่างๆ และคนรอบข้างดูบ้าง ซึ่งมันอาจทำให้คุณค้นพบได้ว่า การมีความสุขมันไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เคยคิดเอาไว้แน่นอน

  1. ควบคุมจิตใจให้ปราศจากความกังวล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความกังวลคือสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ชีวิตของใครหลายคนมีความสุขลดน้อยลง ซึ่งถ้าหากเราสามารถควบคุมจิตใจและความรู้สึกไม่ให้เกิดความวิตกกังวลมากเกินไปกว่าเหตุได้ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่สามารถช่วยทำให้เข้าใจในความเป็นไปของชีวิตมากขึ้น รวมไปถึงอาจมีความสุขกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

  1. ใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ ในแบบธรรมดา

สุดท้ายแล้ว ความธรรมดาที่ไม่หวือหวาอะไรมากมายนัก น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถคงอยู่ได้อย่างยาวนานมากกว่าความพิเศษที่ก่อตัวขึ้นแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะฉะนั้น การใช้ชีวิตในแบบที่เรียบง่ายและธรรมดา อาจส่งผลให้ความสุขก่อตัวขึ้นได้ง่ายมากกว่า การแสวงหาสิ่งต่างๆ นอกกาย ที่ดูแล้วอาจไกลเกินเอื้อม

  1. เป็นผู้ให้มากกว่ารับ

ความสุขที่แท้จริงของการเป็นผู้ให้ อาจเป็นความสุขที่ไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนมากมายอะไรจากผู้รับ นอกเสียจากการได้ให้ในสิ่งที่เกิดประโยชน์แก่ผู้รับแค่เพียงเท่านั้น ดังนั้น ลองมาเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นผู้ให้ ให้มากกว่าการเอาแต่รอคอยสิ่งที่จะได้รับจากคนอื่นดูบ้าง เพราะมันอาจทำให้เรารู้ซึ่งถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้นะ

  1. คาดหวังให้น้อยลงหน่อย

ไม่ใช่ที่ว่า วิธีการป้องกันตัวเองให้หลุดพ้นจากความเจ็บปวด จะต้องกลายเป็นคนที่อยู่อย่างไร้ความหวัง แต่ขอเพียงคาดหวังให้น้อยลงอีกสักหน่อยแค่เท่านั้น ก็อาจจะสามารถช่วยป้องกันหัวใจให้เจ็บปวดน้อยลงตาม ซึ่งมันก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่ดี ที่จะทำให้รอดพ้นจากความรู้สึกแย่ๆ ทั้งหลายเหล่านั้นได้ด้วย

ออกกำลังการมีประโยชน์อย่างไร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ออกกำลังกาย

– ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สมรรถภาพการทำงานของหัวใจจะดีขึ้นมาก ถ้าออกกำลังกายอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอติดต่อกัน 3 เดือน ชีพจร หรือหัวใจจะเต้นช้าลง ซึ่งจะเป็นการประหยัดการทำงานของหัวใจ

– ลดไขมันในเลือด เพราะไขมันในเลือดสูงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
เพิ่ม HDL-C ในเลือด ซึ่งถ้ายิ่งสูงจะยิ่งดี จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
ลดความอ้วน (ไขมัน) เพิ่มกล้ามเนื้อ (น้ำหนักอาจไม่ลด)

– ป้องกัน และรักษาโรคเบาหวาน

– ช่วยลดความดันโลหิต (สำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง) ลดได้ประมาณ 10-15 ม.ม. ปรอท

– ช่วยทำให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนของโลหิต กล้ามเนื้อ เอ็น เอ็นข้อต่อ กระดูก ผิวหนังแข็งแรงยิ่งขึ้น

– ช่วยลดความเครียด ทำให้นอนหลับดียิ่งขึ้น ความจำดี เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ชะลออายุ

– ช่วยป้องกันอาการปวดหลัง (เพราะกล้ามเนื้อหลังแข็งแรงขึ้น)

– ป้องกันโรคกระดุกเปราะ โดยเฉพาะสุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน

– ร่างกายเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงานได้ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นการประหยัดการใช้แป้ง (glycogen) ซึ่งมีอยู่น้อย และเป็นการป้องกันโรคหัวใจ

– ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด เชื่อ ลำไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก

– ทำให้มีสุขภาพดี ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก จัดว่าเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ซึ่งหมายถึง การออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงมาก แต่ต้องใช้ออกซิเจน กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ (เช่น ขาหรือแขน) อย่างต่อเนื่อง นานพอ หนักและบ่อยครั้งพอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก จะทำให้หัวใจ ปอดและระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ได้แก่ การออกกำลังกายประเภท เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน กระโดนเชือก เต้นแอโรบิก ฯลฯ

การออกกำลังกายชนิดนี้ มักใช้ทั้งแป้ง และไขมันเป็นพลังงาน ดังนั้น ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกตลอดเวลา เพื่อสุขภาพ เมื่ออยู่ตัวแล้ว อาจเล่นกีฬาอย่างอื่นด้วย เพื่อความบันเทิงหรือสังคม แต่อย่าหยุดการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (ควรทำคนละวันกัน) เช่น ออกกำลังกายแบบแอโรบิก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ตีเทนนิส 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ตีกอล์ฟ 1 ครั้ง ฯลฯ

ไม่ใช่ว่าการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬาอะไรก็ได้จะดีต่อหัวใจ และหลอดเลือดเสมอไป การเล่นเทนนิสทุกวันอย่างเดียวยังอาจเสียชีวิตได้ เพราะเทนนิสไม่ใช่การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ต้องวิ่ง ๆ หยุด ๆ ไม่ได้วิ่งตลอดเวลา การวิ่งเร็วขึ้นมาทันทีอาจทำให้ร่างกายหลั่งสาร Cathecholamines ออกมาทันที ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ อาจมีอันตรายถึงเสียชีวิตได้

ผลดีของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกต่อการทำงานของหัวใจ

ทำให้หัวใจ หลอดเลือด และปอดแข็งแรง ทำให้เส้นเลือดที่ตีบแล้วหายตีบ หรือถ้าไม่หายร่างกายก็จะสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ชีพจรเต้นช้าลง ซึ่งจะเป็นการประหยัดการทำงานของหัวใจ ทำให้ร่างกายมีพลังสำรองมากขึ้น เผื่อจำเป็นต้องใช้ในยามฉุกเฉิน เพิ่ม HDL-C ในเลือด ป้องกันโรคกระดูกพรุน ทำให้ร่างกายนำไขมันมาใช้ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งนอกจาช่วยลดความอ้วนแล้วยังเป็นประโยชน์สำหรับนักกีฬาอีกด้วย เพราะร่างกายมีแป้งจำกัด ส่วนไขมันมีมาก

นอนอย่างไร ให้สุขภาพดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นอนหลับ

 สิ่งที่ต้องเข้าใจคือการนอนแบ่งเป็น2 ช่วง คือ

  1. ช่วงการนอนหลับแบบลูกตากรอกตัวไปมาช้าๆ สามารถแยกย่อยออกเป็น 3-4 ระยะ โดยที่ระยะแรกๆ จะเป็นช่วงที่เราเพิ่งเริ่มจะหลับหรือ สะลึมสะลือ ในช่วงนี้ร่างกายจะตอบสนองเร็วต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่นถ้าถูกปลุกให้ตื่น ก็จะตื่นทันที ไม่มีอาการงัวเงีย
  2. ช่วงการนอนหลับแบบลูกตากรอกตัวอย่างรวดเร็ว จะเป็นช่วงหลับลึก ร่างกายจึงจะตอบสนองต่อสิ่งภายนอกช้า ถ้าถูกปลุก จะตื่นลำบากและมีอาการง่วงซึม นอกจาก (ช่วง) นี้ ร่างกายจะได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมมากที่สุดจากฮอร์โมนแห่งการชะลอวัย Growth hormone ที่ถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาในปริมาณมากที่สุดในช่วงนี้

    Growth hormone หรือ ฮอร์โมนชะลอความแก่ คือสารที่ร่างกายหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง  เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง รวมไปถึงพัฒนาการด้านสมองและคงความหนุ่มสาวเพราะฉะนั้น ยิ่งมีฮอร์โมนตัวนี้เยอะ ร่างกายจะยิ่งแข็งแรง ถ้ามีน้อย ร่างกายเราก็เสื่อมเร็วขึ้น กระดูกจะบางลง เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน กล้ามเนื้อเล็กลงและขาดความทนทาน ริ้วรอยเพิ่มมากขึ้น ผมหงอกเร็วขึ้น เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง

    สารนี้จะหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองเมื่อเราหลับลึกเท่านั้น โดย จะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วง 24:00-1.30 น. ดังนั้น ถ้าเราอยากจะคงความอ่อนเยาว์ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรเข้านอนคือเวลา 22.00 น. อย่างช้าที่สุดไม่ควรเกิน 23.30 น. เพื่อที่จะได้รับGrowth hormone ที่มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอื่นๆที่ช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์มากที่สุดจากการพักผ่อนในแต่ละคืน เช่น

  1. ก่อนนอน 2 ชั่วโมง ควรปิดโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ Electronic ต่างๆ ที่ส่งคลื่นรบกวนสมอง นอกจากนี้แสงสีฟ้า หรือ Blue light จากหน้าจอมือถือ ยังเข้าไปยับยั้งการหลั่งของ Melatonin หรือ ฮอร์โมนที่ช่วยให้เราหลับสนิท ทำให้การนอนของคุณขาดคุณภาพ จากงานวิจัย พบว่า Blue light ส่งผลให้Melatonin หลั่งออกมาได้น้อยลงถึง 22%
  2. ทำกิจกรรมที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย เช่น นั่งสมาธิ ถักไหมพรม ระบายสี
  3. ปิดไฟให้มืดสนิท ก่อนนอน
  4. ทานอาหารว่าง มื้อเบาๆ ที่มีส่วนผสมของสาร Tryptophan ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของSerotonin (สารสื่อประสาทที่ช่วยให้หลับสบายขึ้น) เช่น กล้วยหอม นมถั่วเหลือง

บุคคลที่ไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง

  1. คนสอดรู้สอดเห็น

เชื่อมั้ยว่า คนประเภทนี้ สามารถพบเจอได้อยู่ทั่วๆ ไป แม้แต่ในบางทีก็ดันเป็นคนใกล้ตัวของเราเองเนี่ยแหละ ซึ่งคนพวกนี้ นอกจากจะสร้างความน่ารำคาญ โดยการถามในเรื่องที่ไม่สมควรจะถามแล้ว ไม่แน่ว่า ยังอาจจะนำเรื่องของเราไปเปิดเผยให้คนอื่นฟังอีกด้วย

  1. คนที่มีนิสัยไม่ไว้หน้าใคร

คนที่ชอบหักหน้าคนอื่นต่อหน้าผู้คนมากหน้าหลายตา บางทีก็ไม่ควรเอาตัวเองเฉียดเข้าไปใกล้ซะเลยจริงๆ ไม่ใช่ว่ากลัวโดนหักหน้าหรอกนะ แต่เพราะนิสัยแบบนี้ มันดูน่ารังเกียจเกินกว่าจะเอาตัวเองเข้าไปใกล้ซะอีกเนอะ ว่าไหมล่ะ !?

  1. คนเอาแต่ใจ

คนที่มีพื้นฐานเป็นคนนิสัยเอาแต่ใจ แต่ดันนำมันมาใช้กับสังคมส่วนรวมแบบไม่แยกแยะนี่ ไม่รู้ว่าจิตใจทำด้วยอะไร เพราะคนประเภทนี้ มีความต้องการที่จะให้ผู้อื่นทำตามใจตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่สนไม่แคร์เลยว่าใครจะรู้สึกลำบากใจอย่างไรก็ช่าง

  1. คนที่คิดถึงแต่ตัวเอง

ลักษณะของคนเห็นแก่ตัวที่คอยคิดถึงแต่ตัวเอง จนลืมไปว่าคนรอบข้างเองก็มีความรู้สึก และมีหัวใจเหมือนกัน คนประเภทนี้ เชื่อเถอะว่า ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งรู้สึกแย่ แถมไม่ได้รับอะไรกลับมาแล้ว เผลอๆ ยังอาจถูกฉกฉวยผลประโยชน์ของเราไปเสียด้วยซ้ำ

  1. คนต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง

หรือที่ใครหลายคนเรียกอีกอย่างว่าเป็น ‘ งูพิษ ’ ซึ่งคนประเภทนี้ ถือได้ว่ามีความน่ากลัวเอาเสียมากๆ อยู่ใกล้อาจได้รับอันตรายจากการถูกแทงข้างหลังได้อย่างไม่รู้ตัว เพราะเราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า สิ่งที่แสดงออกกับความเป็นจริง แบบไหนถึงจะเรียกว่าจริงกันแน่ !?

  1. คนที่มีแฟนแล้ว

บุคคลที่ไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมากที่สุด หากไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นมือที่สาม แย่งแฟนชาวบ้านเขา ก็คือพวกคนที่มีแฟนแล้ว เพราะคนพวกนี้มักมองหาความซื่อสัตย์ และความจริงใจอะไรไม่ได้ รู้จักไปก็อาจจะมีแต่เสียเวลาเปล่า

  1. คนที่มองเห็นเราเป็นแค่ตัวเลือก

เราควรปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสถานะของการเป็นตัวเลือก แค่เพียงบางสถานการณ์จะดีเสียกว่า เพราะการปล่อยให้ตัวเองต้องตกเป็นตัวเลือกกับเรื่องไม่เป็นเรื่องนั้น นอกจากจะทำให้ไม่ได้รับการถูกเลือกแล้ว ยังอาจถูกมองว่า ‘มีค่าแค่เป็นตัวเลือก’ เท่านั้นอีกด้วย

  1. คนที่มองว่าตัวเองถูกเสมอ

การอยู่ใกล้กับคนที่เชิดชูแต่ความคิดของตัวเองว่าดี และถูกต้องอยู่เสมอนั้น อาจส่งผลให้เราไม่ได้แสดงออกถึงความคิดจริงๆ ของเราได้เลย ซึ่งนอกจากจะไม่ได้พูดหรือทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้ว ยังถูกกันท่าว่าความคิดที่แสดงออกมา ยังเป็นเรื่องที่ผิดอีกด้วย

  1. คนขี้น้อยใจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นิสัยขี้น้อยใจของคนบางคน ก็สามารถสร้างความน่ารำคาญให้เกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ ก็มักจะต้องแคร์ความรู้สึกของคนประเภทนี้ก่อน ซึ่งส่งผลให้ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตเอาเสียเลย

  1. คนขี้อวด

ความขี้อวดของคนบางคน ในบางครั้ง นอกจากจะดูไม่ได้น่าอิจฉาอะไรแล้ว ยังออกจะดูน่ารำคาญในสายตาของคนรอบข้างไปเสียด้วยซ้ำ ซึ่งคนประเภทนี้ หากอยู่ใกล้ๆ มากๆ อาจจะทำให้เรากลายเป็นคนเฉยชา เพราะความรำคาญจากการขี้อวดมากเกินไปก็เป็นได้

วิธีฝึกหาความสุขด้วยตนเอง

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก อย่าปล่อยให้จิตใจวนไปวนมากับความรู้สึกของตัวเอง เหมือนจมอยู่ในอ่าง ลองเปิดตามองไปรอบๆ แล้วมองให้เห็นว่า คนบนโลกนี้มีมากมายแค่ไหน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทุกข์บ้าง ผิดบ้าง เรื่องธรรมดา

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย ในแง่ของความสุข เราไม่จำเป็นต้องสะสมอะไรเพื่อให้มีความสุข วิธีมีความสุขของคนเรามีมากมายหลายอย่าง และเราไม่ควรเลือกวิธีที่สร้างภาระให้กับตนเอง

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หัดเว้นที่ว่างไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไร้ที่ติ การผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับปรุงตนเองไม่ให้ผิดพลาดบ่อยๆซ้ำๆซากๆ

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว คนที่พูดจาไม่ดี แม้ว่าคำพูดจะดูฉลาดหลักแหลมเพียงไรมันก็คือความโง่ชนิดหนึ่ง คนที่พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นนับเป็นคนหาความสุขได้ยากนัก

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาคิดมาก อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ อย่าไปหลงยึดไว้เกินความจำเป็น ให้รู้จักธรรมชาติของมัน การยึดติดกับวัตถุ บุคคล หรือความรู้สึกจนเกินเหตุ คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเราเกิดความทุกข์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ และต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคนปล่อยวางอะไรง่ายๆ เข้าไว้

การดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

ความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ  เป็นการมองชีวิต  มองตัวเอง  และมองผู้อื่น  ดังนั้นความสุขจึงเกิดขึ้นได้กับคนทุกชั้นไม่ว่า  ผู้ดี  มั่งมี  หรือยากจน  แนวความคิดทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข  อาจกล่าวสรุปได้เป็นข้อ ๆ  ดังนี้  คือ

  1. พยายามรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ  เป็นที่ทราบกันแล้วว่า  สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด  คนที่มีร่างกายแข็งแรง  สุขภาพดี  ย่อมมีจิตใจร่าเริง  สนุกสนาน  ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่แข็งแรง  ย่อมเจ็บป่วยเสมอ  ทำให้มีอารมณ์หงุดหงิด  รำคาญใจ  ดังนั้นเราจึงควรรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์  มีการพักผ่อนเพียงพอ  รักษาความสะอาดของร่างกายและเครื่องใช้  ตลอดจนหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ
  1. รู้จักตนเองอย่างแท้จริง ควรสำรวจตัวเองว่า  เป็นคนอย่างไร  มีความสามารถทางใด  แค่ไหน  มีความสนใจและต้องการสิ่งใด   มีอะไรเป็นข้อดีและข้อเสีย  พยายามทางแก้ไขข้อบกพร้องและส่งเสริมส่วนที่ดี  จะทำให้เราตั้งเป้าหมายของชีวิตได้เหมาะสมกับความเป็นจริง   ตลอดจนมีโอกาสพบกับความสำเร็จและความสมหวังได้มาก
  1. จงเป็นผู้มีความหวัง  เราควรตั้งความหวังไว้เสมอ  แม้เวลาที่ตกต่ำก็อย่าทอดอาลัย  จงคิดหวังเสมอว่าเราจะไม่อยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไป  สักวันหนึ่งเราอาจจะดีขึ้นได้
  1. ต้องกล้าเผชิญกับความกลัวและความกังวลใจต่างๆ ในชีวิตของเรานี้มีสิ่งต่าง ๆ มากมาย  ที่ทำให้กลัวเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก  ดังนั้น เมื่อรู้สึกกลัวอะไรต้องพยายามค้นหาความจริงว่าสิ่งนั้นคืออะไร  อย่าปล่อยจิตใจให้หวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล
  1. ไม่ควรเก็บกดอารมณ์ที่ตึงเครียด  ควรหาทางระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัวหรือไม่สบายใจ  โดยหาทางออกในสิ่งที่สังคมยอมรับและเป็นไปในทางที่พึงปรารถนา
  1. จงเป็นผู้มีอารมณ์ขัน  การมีอารมณ์ขันช่วยให้มีอารมณ์ผ่อนคลาย  ไม่ควรมองการไกลในแง่เอาเป็นเอาตายมากเกินไป
  1. การยอมรับข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดของตนเอง การรู้จักตนเองและเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง  จะช่วยให้เรายอมรับข้อบกพร่อง  หรือความผิดพลาดของตนเอง  และให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่นได้
  1. ต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนทำอยู่ การรู้จักพอใจในงานหรือสิ่งที่ตนทำอยู่  จะทำให้บุคคลนั้นเกิดอารมณ์สนุก  ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ทำให้ชีวิตน่าสนใจ  มีความกระตือรือร้นในการทำงาน  มีกำลังใจเข้มแข็งในการต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ  มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส  ทำให้ชีวิตมีความสุขและสดชื่นอยู่เสมอ
  1. มีความต้องการพอเหมาะพอควรและมีความยืดหยุ่นได้  ต้องมีเหตุผล  รู้จักความพอดีเกี่ยวกับความต้องการ  ความปรารถนา  ความทะเยอทะยาน  ควรมีความคิดใฝ่ฝันที่ใกล้เคียงกับความสามารถและความเป็นจริง  จะช่วยให้เราวางแผนต่าง ๆ  ไว้เป็นระยะ ๆ  เพื่อประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้
  1. อย่าพะวงเกี่ยวกับตนเองมากเกินไปหรืออย่าคิดถึงแต่ตัวเองตลอดเวลา เช่น  คิดว่าตัวเองจะต้องเด่น  ต้องดี  ต้องสำคัญกว่าผู้อื่น  การคิดแต่เรื่องของตัวเองจะทำให้เราไม่มีความสุขเลย  เพราะไม่ว่าเราจะคิดอะไร  ทำอะไรหรือไปที่ไหน  จะต้องตกอยู่ในภาวะของการแข่งขันตลอดเวลา

การพัฒนาตนโดยใช้ธรรมะ

ตามแนวคิดทางพุทธศาสตร์ การพัฒนาตนเป็นการเรียนรู้และการปฏิบัติเพื่อไปสู่ความพอดี หรือการมีดุลยภาพของชีวิต มีความสัมพันธ์อันกลมกลืนระหว่างการดำเนินชีวิตของบุคคล กับสภาพแวดล้อมและมุ่งการกระทำตนให้มีความสุขด้วยตนเอง รู้เท่าทันตนเอง เข้าใจตนเองมากกว่าการพึ่งพาอาศัยวัตถุ จึงเป็นแนวทางการพัฒนาชีวิตที่ยั่งยืน หลักการพัฒนาตนตามแนวพุทธศาสตร์ประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ทมะ สิกขา และภาวนา

ทมะ คือการฝึกนิสัยดั้งเดิมที่ยังไม่ได้ขัดเกลาให้เหมาะสม มีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่  การรู้จักข่มใจ ข่มระงับความเคยชินที่ไม่ดีทั้งหลายได้ ไม่ยอมให้กิเลสรบเร้า หลอกล่อ ชักนำไปสู่ความเลวร้ายได้ และ  การฝึกปรับปรุงตนเอง โดยทำคุณความดี ให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

สิกขา คือการศึกษา เพื่อให้รู้แจ้ง รู้จักประโยชน์ มองทุกอย่างเป็นการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง เป็นกระบวนการฝึกฝนตนเองในการดำเนินชีวิต เรียกว่า ไตรสิกขา มี 3 ประการ คือ

1. ศีลสิกขา
2. จิตสิกขา
3. ปัญญาสิกขา

ภาวนา คำนี้ตรงกับคำว่าพัฒนา ซึ่งประกอบด้วย กายภาวนา ศีลภาวนา และปัญญาภาวนา เทียบได้กับการพัฒนาทางกาย พัฒนาทางสังคม พัฒนาอารมณ์ และพัฒนาสติปัญญา

กายภาวนา หมายถึงการพัฒนาทางกายเพื่อให้เกิดการเจริญงอกงามในอินทรีย์ 5 หรือ ทวาร 5

ศีลภาวนา หมายถึงการพัฒนาการกระทำ ได้แก่การสร้างความสัมพันธ์ทางกายและวาจากับบุคคลอื่นโดยไม่เบียดเบียนกัน

จิตตภาวนา หมายถึงพัฒนาจิตใจ เพื่อให้จิตมีคุณภาพดี สมรรถภาพทางจิตดี และสุขภาพจิตดี

ปัญญาภาวนา หมายถึงการพัฒนาปัญญา ได้แก่การรู้เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง รู้เท่าทันสภาวะของโลกและชีวิต ทำให้จิตใจเป็นอิสระได้จนถึงขั้นสูงสุด ส่งผลให้อยู่ในโลกได้โดยไม่ติดโลก มีอิสระที่จะเจริญเติบโตงอกงามต่อไป

การพัฒนาตนเอง ให้ประสบความสำเร็จ

  • ไม่หยุดยั้งการพัฒนา

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ ลักษณะพฤติกรรม หรือแม้แต่วิธีการทำงาน คุณจะต้องเป็นผู้สำรวจและประเมินความสามารถตนเองอย่างสม่ำเสมอ หาข้อบกพร่อง ปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างเช่น ถ้าไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน คุณต้องศึกษาและเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ตนเองเก่งภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางในการทำงานใหม่ ที่เหมาะกับคุณ เพื่อให้การทำงานมีความง่ายสำหรับคุณ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากขึ้นได้

  • มุ่นเน้นความอดทน

ความอดทนเป็นพลังของความสำเร็จ การอดทนต่อคำพูด อดทนต่อพฤติกรรมการดูหมิ่น อดทนต่อความเครียดในการทำงาน เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ และเป็นแรงพลักดันให้คุณก้าวไปหาความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการทำงานไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็แล้วแต่ จะต้องพบกับผู้คนที่อาจจะมีคำพูดที่ไม่ดี หรือมีพฤติกรรมที่คุณไม่สามารถรับได้ แต่การที่คุณมีความอดทน อดกลั้น จะทำให้คุณสามารถประเชิญหน้ากับปัญหา ของคนเหล่านั้นได้ หน้าที่การงานของคุณก็จะไม่เสียและสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น เพียงแค่คุณไม่ใส่ใจกับปัญหาคนอื่น ๆ คุณก็สามารถพบกับความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

  • ทุ่มเทกับการทำงาน

การทำงานทุกอย่างต้องมีความตั้งใจ ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด หากทุกครั้งมีความตั้งใจทำงาน ผลงานก็ย่อมออกมาดีด้วยเช่นกัน สำหรับพนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เมื่อเวลาทำงานก็ต้องให้ความสนใจกับเรื่องงานมาเป็นอันดับแรก และให้ทำงานด้วยความสนุก ไม่ควรเครียดเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากงานที่ทำมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียกับงานที่คุณทำได้ การทุ่มเทกับการทำงานในทุกวัน ในไม่ช้าคุณก็จะประสบความสำเร็จกับการทำงานได้

  • พร้อมพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

นอกจากคุณจะทุ่มเทให้กับการทำงานแล้ว การปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เพิ่มความสามารถในการทำงานให้เกิดทักษะและมีความชำนาญในงานนั้น ๆ และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้มีความสอดคล้องกับตนเองได้อย่างเหมาะสม หากคุณสามารถทำได้อย่างนี้แล้ว ความสำเร็จก็จะเข้ามาหาคุณได้อย่างที่คุณต้องการ

  • เก็บเกี่ยวประสบการณ์

ทุกความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงาน ให้ถือเสียว่าเป็นประสบการณ์ให้คุณก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเริ่มทำงานด้วยความรอบคอบ หลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น หากคุณเริ่มทำงานด้วยจิตใจที่สงบ ไม่ว่าคุณจะเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ คุณก็สามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

แนวคิดที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์

1. ความมั่นใจในตัวเองสำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอก

จาก การศึกษา หลายงานแสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่มีความมั่นใจ และชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการมีหน้าตาที่หล่อเหลา และสามารถเอาชนะใจสาวๆ ได้มากกว่าด้วยล่ะ

นอกจากนี้ยังมี งานวิจัย ระบุเอาไว้อีกว่าคู่รักที่ประกอบไปด้วยผู้หญิงสวย ผู้ชายดูดีน้อยกว่า จะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จเรื่องชีวิตคู่มากกว่าคู่ที่ประกอบไปด้วยผู้ชายหล่อกับผู้หญิงที่สวยน้อยกว่า หรือคู่ที่มีหน้าตาดูดีเท่าๆ กัน

2. ผู้ชายจะฟังผู้หญิงพูดเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น

งานวิจัย ได้ระบุเอาไว้ว่าผู้ชายนั้นเป็นคนที่เลือกฟัง พวกเขาจะตั้งใจฟังคู่รักของตัวเองพูดเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น แต่หากเทียบการพูดคุยกับเพื่อนๆ พวกเขาจะตั้งใจฟังเป็นเวลา 15 นาที

แต่ก่อนที่จะไปต่อว่าหนุ่มๆ ทั้งหลาย งานวิจัยก็ได้ระบุเอาไว้ว่าสาวๆ น่ะใช้เวลาตั้งใจฟังเพื่อนของเธอนานกว่ายิ่งกว่านั่งฟังคนรักของตัวเองพูดมากกว่ากรณีของผู้ชายซะอีก

3. การเขียนสิ่งที่คุณกำลังคิดลงไปในกระดาษสามารถระบายความเครียดได้ดีกว่าการกิน

มี งานวิจัย มากกว่าหนึ่งงานระบุเอาไว้ว่าการเขียนเรื่องราวที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัดใจ จะช่วยยกระดับอารมณ์ของคุณ แถมยังช่วยลดความกังวล และช่วยให้คุณเป็นอิสระจากอาการซึมเศร้า

แต่กลับกันถ้าหากคุณแก้ปัญหาเรื่องความเครียดด้วยการกิน มี การศึกษา ระบุเอาไว้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย แถมยังแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะหลังจากกินเสร็จแล้วจะทำให้คุณรู้สึกผิดและเครียดยิ่งกว่าเดิม

4. การฟังหรือร้องเพลงจนจบเพลง จะช่วยให้คุณเคลียร์สิ่งที่ติดอยู่ในหัวออกไปได้

หลายๆ ท่านคงจะเคยประสบกับปัญหา ‘เอียร์เวิร์ม’ หรือเสียงเพลงท่อนเดิมที่มันวนซ้ำๆ จนติดอยู่ในหัวของเรา พยายามจะไล่มันก็ไล่ไม่ออกสักกะที

จาก งานวิจัย ได้ระบุถึงวิธีการแก้เอาไว้แล้วว่าการฟังเพลงหรือร้องเพลงจนจบเพลงจะช่วยให้คุณจัดการกำจัดมันออกไปได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ติดอยู่ในหัวอีกด้วย

5. การเล่นเกม จะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับความฝันของตัวเองได้

จาก การศึกษา ระบุเอาไว้ว่าคนที่ชอบเล่นเกมจะสามารถบังคับ และทำให้ความฝันเป็นไปตามที่ต้องการ ซึ่งการเล่นเกมกับความฝันนั้นมีความเชื่อมโยงกันตรงที่เป็น ‘โลกเสมือนจริง’ เหมือนกัน ฉะนั้นมันจะทำให้คุณมีความเข้าใจ และสามารถจัดการกับมันได้มากกว่าคนที่ไม่เล่น

6. การจ้องตาจะทำให้การสนทนาดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ

หากคุณต้องการที่จะพูดกับคนอื่นนานๆ แต่ไม่มีเรื่องที่จะพูดแล้ว งานวิจัย ได้ระบุเอาไว้ว่าให้คุณถามคำถามกับคู่สนทนา จากนั้นก็จ้องตาเขามันจะทำให้เขาพูดไปเรื่อยๆ เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้เกิดความเงียบ

7. สีน้ำเงินเป็นสีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของคุณได้

มี งานวิจัย ระบุเอาไว้ว่าสีน้ำเงินเป็นสีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งยังช่วยสร้างบรรยากาศให้เกิดการกระตุ้นในการทำงานได้ดีอีกด้วย

8. การพูดถึงเป้าหมายของตัวเอง จะทำให้คุณเสียแรงจูงใจที่จะไปให้ถึงฝั่งฝัน

จาก งานวิจัย เผยว่าการที่คุณบอกเล่าถึงเป้าหมายความสำเร็จในชีวิตของตัวเองให้ผู้อื่นฟัง จะทำให้ความพยายามในการไปให้ถึงฝั่งฝันของคุณลดลง เพราะฉะนั้นเก็บเอาไว้คนเดียวจะดีกว่า

นั่นเป็นเพราะว่าการพูดถึงความสำเร็จบ่อยๆ มันจะสร้างความรู้สึกนึกคิดที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสำเร็จแล้ว หรือความพึงพอใจขึ้นมา จากนั้นเมื่อสมองของคุณคิดเห็นเป็นเช่นนั้น แรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่ฝันให้สำเร็จมันก็จะค่อยๆ หายไป