สาราณียธรรม 6 สำหรับฆราวาส

สาราณียธรรม 6 สำหรับฆราวาส
1. เมตตากายกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ ทำต่อกันด้วยเมตตา หมายถึง ทำสิ่งใดก็ทำด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเช่น แสดงไมตรีจิต และหวังดีต่อมิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน บุคคลรอบข้าง โดยช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ด้วยความเต็มอกเต็มใจ พร้อมกับประพฤติตนอย่างสุภาพ สม่ำเสมอ ให้ความเคารพ และจริงใจต่อผู้อื่นแม้ในยามหน้า และลับหลัง

2. เมตตาวจีกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ พูดกันด้วยเมตตา หมายถึง จะพูดอะไรก็พูดด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เช่น การให้ความรู้ หรือคำแนะนำที่ดีต่อผู้อื่น กล่าววาจาสุภาพ พูดจริง ไม่พูดเพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเองฝ่ายเดียว

3. เมตตามโนกรรม แห่งสาราณียธรรม 6 คือ คิดต่อกันด้วยเมตตา หมายถึง จะคิดสิ่งใดก็ให้คิดในสิ่งที่ดี และคิดด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เช่น ตั้งจิตปรารถนาที่จะทำคุณงามความดี คิดมั่นในการสร้างบุญกุศล และมีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความหวังดี

4. สาธารณโภคี แห่งสาราณียธรรม 6 คือ แบ่งปันสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรม หมายถึง แบ่งปันลาภผลที่ร่วมกัน หาร่วมกันทำโดยยุติธรรมแม้สิ่งของที่ได้มาจะน้อย แต่ก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วถึงกันนั้น คือ การร่วมสุข ร่วมทุกข์กัน

5. สีลสามัญญตา แห่งสาราณียธรรม 6 คือ มีความประพฤติเสมอภาคกัน หมายถึง ประพฤติสุจริตในสิ่งที่ดีงามอย่างสม่ำเสมอ ประพฤติตนอย่างมีระเบียบวินัยเหมือนผู้อื่น ไม่ประพฤติตนในทางแตกแยกจนเป็นที่ขัดข้องหมองใจต่อผู้อื่นหรือเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ

6. ทิฏฐิสามัญญตา แห่งสาราณียธรรม 6 คือ มีความเสมอภาคกันทางความคิด และเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น หมายถึง ปรับความคิดความเห็นให้มีเหตุมีผลถูกต้องเหมือนกับผู้อื่น และหมู่คณะภายใต้เหต และผลในทางที่ดีงาม พร้อมกับเคารพเหตุผล ยึดหลักความดีงามเป็นอุดมคติอย่างสม่ำเสมอ

ลักษณะของจาคะ การบริจาค การให้ทาน

ลักษณะของจาคะ คือ การสละหรือการบริจาคในสิ่งที่ตนมีทั้งในด้านทรัพย์สิน ความรู้ และอารมณ์ ทั้งที่ตนมีมากหรือมีเป็นส่วนน้อยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ลักษณะของการสละหรือบริจาค ได้แก่

1. การบริจาควัตถุ
การบริจาควัตถุ คือ การสละสิ่งของที่มีลักษณะที่เป็นรูปธรรม จับต้องต้องได้ อาทิ เงิน ทอง และข้าวปลาอาหาร เป็นต้น การสละซึ่งวัตถุ นั้น แบ่งเป็น 4 ลักษณะได้แก่
– การบริจาคเงินทองเพื่อแก่ผู้ยากไร้หรือการบริจาคเพื่อนำไปสร้างสิ่งต่างๆ เช่น วัดวาอาราม โรงเรียน ที่พักอาศัย เป็นต้น
– การบริจาคทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินทอง เช่น การบริจาคโฉนดที่ดินให้แก่วัดหรือใช้เพื่อเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นต้น
– การบริจาคข้าวปลาอาหารเพื่อเป็นสิ่งยังชีพ เช่น ข้าวสาร ปลา ถั่ว เป็นต้น
– การบริจาคยารักษาโรคที่ใช้สำหรับรักษาโรคต่างๆ เช่น ยารักษาไข้หวัด ยาแก้ปวด เป็นต้น
– การบริจาคสิ่งของเครื่องใช้เพื่อการดำรงชีพ เช่น ถ้วยชาม หมอนมุ้ง เป็นต้น
– การบริจาคทรัพย์เพื่อใช้ในการสัญจรเดินทาง เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เป็นต้น

2. การบริจาคความรู้
การบริจาคความรู้ คือ การอุทิศตนในการถ่ายทอด และให้ความรู้แก่ผู้ที่ไม่มีความรู้ ได้แก่
– การให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ อาทิ ให้คำปรึกษาในด้านกฏหมาย ให้คำปรึกษาในด้านสุขภาพ ให้คำปรึกษาในด้านการประกอบอาชีพ เป็นต้น
– การสอนหนังสือแก่ผู้ด้อยโอกาส

3. การบริจาคอวัยวะ
การบริจาคอวัยวะ คือ การบริจาคอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของตนให้แก่ผู้ที่มีอวัยวะบกพร่อง ซึ่งอาจบริจาคอวัยวะในขณะที่ตนยังมีชีวิตอยู่หรือบริจาคอวัยวะหลังจากที่ตนเสียชีวิตไปแล้ว ได้แก่ การบริจาคดวงตา การบริจาคไต เป็นต้น

4. การบริจาค/สละทางด้านอารมณ์
การบริจาคทางด้านอารมณ์หรือเรียกให้เหมาะสม คือ การสละอารมณ์ ถือเป็นการสละอารมณ์ และความรู้สึกที่ไม่ดี ซึ่งมีลักษณะที่เป็นนามธรรม โดยอารมณ์ของปุถุชนทั่วไป ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง โดยอารมณ์ 3 อย่างนี้ ถือเป็นอารมณ์พื้นฐานที่ปุถุชนทั่วไปยังละไม่ได้ แต่สามารถลด และระงับอารมณ์เหล่านี้ได้หากมีการฝึกจิตด้วยธรรมต่างๆ อันจะนำมาซึ่งความสงบของจิตใจ และพร้อมที่จะระงับอารมณ์ความต้องการของตนได้ด้วยจิตที่ยินดี ดังนั้น ผู้ที่สามารถสละซึ่งอารมณ์เหล่านี้ได้ ย่อมแสดงถึงการลดความต้องการของตนได้ จึงถือเป็นการบริจาคหรือการให้อีกอย่างหนึ่งที่จับต้องไม่ได้ นอกจากนั้น ผลดีที่ตามมาสู่ตนนอกเหนือจากจิตใจที่สงบขึ้น ได้แก่
– เป็นผู้มีสุขภาพจิตที่ดี
– จิตมีสมาธิในการทำงาน และการประกอบอาชีพ
– เป็นผู้มีปัญญา และสามารถแก้ไขปัญหาได้ดี
– ผู้คนรอบข้างให้ความเคารพนับถือ
– ไม่มีศัตรู ไม่มีผู้ที่จะมาหวังร้าย
– ครอบครัวมีความอยู่เย็นเป็นสุข

ลักษณะของเจตคติ/ทัศนคติ

1. เจตคติ/ทัศนคติ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจากกระบวนการคิดด้วยการใช้ปัญญาในการพิจารณา จนนำมาซึ่งความรู้สึกในการตัดสินต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติตอบสนองออกมาในเวลาต่อมา
2. เจตคติ/ทัศนคติ ไม่คงตัวอยู่ตลอด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือ เมื่อเกิดเจตคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ย่อมมีตั้งอยู่ในขณะนั้น แต่เมื่อผ่านไปสักเวลาหนึ่ง เจตคติที่มีต่อสิ่งนั้น อาจเปลี่ยนแปลงไปในทางอื่น
3. เจตคติ/ทัศนคติ มีคุณสมบัติทำให้เกิดแรงจูงใจในการประเมินเพื่อที่จะเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

นอกจากนี้ เจตคติ/ทัศนคติ ยังแบ่งออกเป็น 2 มิติ
1. ทิศทาง 2 อย่าง
– ทางด้านบวก ได้แก่ ความรู้สึก และการแสดงออกในทางที่ดีที่แสดงถึงความพึงพอใจ ความเห็นพ้อง ความยินดี
– ทางด้านลบ ได้แก่ ความรู้สึก และการแสดงออกในทางที่ไม่ดีที่แสดงถึงความไม่พอใจ ความไม่เห็นพ้อง ความไม่ยินดี
2. ความเข้มข้น มี 2 ขนาด
– ความเข้มข้นมาก คือ การมีความใส่ใจหรือความพิถีพิถันต่อสิ่งนั้นมาก เช่น บางคนชอบวางของเป็นระเบียบ ไม่ชอบสิ่งของที่รกรุงรัง
– ความเข้มข้นน้อย คือ การไม่ค่อยใส่ใจหรือให้ความพิถีพิถันต่อสิ่งนั้นมากนัก เช่น บางคนชอบชอบแต่งตัวแบบเรียบง่าย ไม่ชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสวยงาม ไม่ชอบสวมเครื่องแต่งตัว

เจตคติ/ทัศนคติ

เจตคติ หรือ ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ภายใต้การใช้ปัญญาในการคิดพิจารณาเพื่อแสวงหาข้อมูล และข้อเท็จจริงในสิ่งนั้นๆ โดยปัญญานั้นเป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้ในตำรา คำสอน และการลงมือปฏิบัติ

ความสำคัญของเจตคติ/ทัศนคติ
1. เจตคติ/ทัศนคติ เป็นปฏิสัมพันธ์ คือ เจตคติใช้เป็นฐานสำหรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคลและระหว่างบุคคลต่อสังคม เมื่อบุคคลมีความสัมพันธ์ติดต่อกับบุคคลอื่นเขาจะเรียนรู้ไปด้วยว่า เจตคติของผู้ที่ติดต่อด้วยนั้น เหมือนหรือแตกต่างไปจากเจตคติของเขาเองการประเมินเจตคติระหว่างกันในลักษณะนี้ ช่วยกำหนดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันกันในอนาคต นอกจากนี้ เจตคติยังเป็นฐานของปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสังคมด้วย เช่น เจตคติที่บุคคลมีต่อประเด็นต่าง ๆ ในสังคม อาทิ การทำแท้ง จะทำให้เขามีแนวโน้มที่จะเลือก หรือไม่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีนโยบายสนับสนุนการออกกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งในรัฐสภา

2. เจตคติ/ทัศนคติ เป็นเครื่องมือในการพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่
– การเลือกตั้ง มักมีสถาบันทางการศึกษาใช้แบบสอบถามในการสำรวจทัศนคติของผู้คนในการเลือกนักการเมือง หรือเลือกพรรค ซึ่งจะคาดเดาได้ว่า ใครจะได้รับเลือก พรรคใดจะได้รับเลือก
– ถูกนำไปใช้ในการสำรวจเจตคติต่องานว่า คนทำงานมีความพึงพอใจในงานหรือไม่ เพียงใด
– ใช้เป็นข้อมูลทำนายอัตราการเข้า-ออกของพนักงาน และการขาดงานได้เจตคติเกิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์บุคคล

กัลยาณธรรม 5 ประการ

กัลยาณธรรม หมายถึง ธรรมอันดี ธรรมที่ดีงาม ธรรมของกัลยาณชนเพราะกำจัดธรรมที่ไม่สะอาดมีราคะ โทสะ โมหะได้ และธรรมทั้ง 5 ประการ หรือเรียกว่า เบญจกัลยาณธรรม ประกอบด้วย
1. เมตตากรุณา
2. สัมมาอาชีวะ
3. กามสังวร
4. สัจจะ
5. สติสัมปชัญญะ

ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ควรประพฤติคู่ไปกับการรักษา เบญจศีล อ่านเพิ่มเติม ศีล 5

หลักของการมีเบญจกัลยาณธรรม ที่สำคัญเป็นต้นนั้น ได้แก่ทฤษฎีปัจจยาการตามทฤษฎีนี้ สอนว่าเป็นอาการที่เป็นปัจจัยแก่กัน ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท การสืบภพชาติของสัตว์เปรียบเหมือนกับวงล้อแห่งเหตุผล นั่นคืออวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ 6 อายตนะ 6 เป็นเหตุให้เกิดผัสสะ ผัสสะเป็นเหตุให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นเหตุให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดอุปาทาน อุปาทานเป็นเหตุให้เกิดภพ ภพเป็นเหตุให้เกิดชาติ ชาติเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้ากำจัดผลอันสุดท้ายให้หมดสิ้นได้ ก็เท่ากับได้กำจัดเหตุเบื้องต้นด้วย

ส่วนหลักปฏิบัติที่สำคัญนั้นที่พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนชาวโลก เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงในอมฤตธรรม สามารถดำเนินชีวิไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธเจ้า เรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์” มี 3 ข้อคือ
1. การไม่ทำความชั่วทั้งปวง
2. บำเพ็ญความดีให้เพียบพร้อม
3. การทำจิตของตนให้ผ่องใส

ประโยชน์ของการมีเมตตากรุณา

1. ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
เมื่อตื่นก็เป็นสุข เมื่อหลับก็เป็นสุขและไม่ฝันร้าย คือผู้ปฏิบัติเมตตาภาวนาตื่นขึ้นมาทำธุรกิจต่างๆ ด้วยจิตใจเบิกบาน และเวลานอนก็นอนอย่างคนที่มีความสุขสดชื่น ฝันเห็นแต่สิ่งดีๆ ไม่มีความลามกหรือสิ่งที่จะนำไปสู่เหตุร้ายเป็นที่รักของมนุษย์ อมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย คือ เมื่อบุคคลเจริญเมตตาภาวนาจะเป็นคน มีความรักให้แก่คน สัตว์ และเทวดาทั้งหลาย ไม่ว่าจะคิดทำ หรือพูดก็ประกอบไปด้วยความเมตตา ความบริสุทธิ์ และความหวังในการยังประโยชน์แก่ผู้อื่น ดังนั้น ผู้ที่พบเห็นต่างก็จะเห็นคุณค่าและรักใคร่พอใจ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เปรต หรืออสุรกายก็รักใคร่ไม่ทำร้าย อีกทั้งเทวดาจะช่วยคุ้มครองป้องกันให้พ้นจากอันตราย และให้พบความสำเร็จในชีวิต ไฟ ยาพิษ หรืออาวุธไม่สามารถทำอันตรายได้ คือ บุคคลซึ่งเจริญด้วยเมตตาภาวนาจะมีพลังแห่งเมตตาคุ้มครองตัวอยู่ ดังนั้น ก็จะไม่มีศัตรูมุ่งทำร้าย อันตรายที่จะเกิดจากไฟ
อาวุธ และยาพิษก็ไม่มีไปด้วย

2. ประโยชน์ต่อตนเอง
ผู้เจริญเมตตา ย่อมมีผิวหน้าสดใส จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เร็ว และเมื่อถึงเวลาตายก็จะมีสติสัมปชัญญะดี คือ เมื่อเป็นผู้มีจิตใจดี ผิวหน้าก็จะผ่องใส ผิวพรรณทั่วไปก็เปล่งปลั่งความสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้รวดเร็ว ไม่ฟุ้งซ่านไม่เฉื่อยชา เป็นจิตใจที่สะอาด ไม่ขุ่นมัว ไม่มัวหลงใหลในกิเลสมีความน่ารักน่าเข้าใกล้ เมื่อถึงเวลาเสียชีวิตก็จะมีสติสัมปชัญญะดี ไม่หลงฟั่นเฟือน เนื่องจากได้กระทำความดีมีเมตตามามาก

ประโยชน์หรืออานิสงส์ของความเมตตามีทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่น ในด้านประโยชน์แก่ตนเองนั้น หมายถึง การมีเมตตาเป็นพื้นฐานจิตใจ ทำให้มีจิตใจดีงาม ปราถนาดี ต่อบุคคลและสัตว์อื่น เมื่อมีจิตใจดีก็ย่อมมีความประพฤติและคำพูดที่ประกอบด้วยเมตตา เมื่อคิด พูด และทำด้วยจิตที่เมตตา ก็จะทำให้บุคคลนั้นไม่เบียดเบียนใคร หลับ และตื่นเป็นสุข นอนไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาคุ้มครอง และอันตรายอื่นใดก็ทำร้ายมิได้

3. ประโยชน์ต่อตนเองกับสังคม
ประโยชน์จากการมีความเมตตาต่อสังคมนั้น คือ เมื่อคนส่วนมากในสังคมมีความเมตตาในจิตใจ จะไม่มีการทำร้ายกัน ไม่มีการทุจริตฉ้อโกง ไม่มีการผิดประเวณี ไม่มีการพูดเท็จ และไม่เสพสิ่งเสพย์ติดให้โทษ เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ คนในสังคมจะเต็มไปด้วยความสุข ไม่มีศัตรู มีแต่ความเป็นเพื่อน มีความรักทุกๆคนเสมอเหมือนกันโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังอันจะทำให้สังคมประเทศชาติมีแต่ความเจริญก้าวหน้าไปด้วย

ความเมตตาส่งผลประโยชน์สูงสุดให้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้มีจิตใจสูงขึ้น เมื่อละจากโลกนี้ไป ย่อมไปเกิดในพรหมโลก และหากบำเพ็ญสมถะวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นปัจจัยให้บรรลุถึงนิพพานได้

เมตตา และกรุณา

เมตตา หมายถึง การมีจิตแห่งความรักใคร่ ความห่วงใย ความสงสาร ความปรารถนาดี ความเป็นมิตร ความอนุเคราะห์โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุขหรือให้พ้นจากทุกข์โดยไม่คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน

กรุณา หมายถึง การกระทำหรือปฏิบัติภายใต้จิตที่เกิดจากความรัก ความสงสารเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุขหรือพ้นจากทุกข์ เช่น การให้ทานแก่ผู้ยากไร้ การช่วยเหลือค่าเล่าเรียน การให้ความรู้แก่ผู้อื่นในการประกอบอาชีพ เป็นต้น

เมตตากรุณา หมายถึง การปฏิบัติเพื่อต้องการช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข ให้พ้นจากทุกข์ มีความสุขความเจริญ ด้วยการแสดงความมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่นด้วยความเต็มใจ แสดงอาการทางวาจาต่อผู้อื่นอย่างนุ่มนวล การไม่เอาเปรียบไม่เบียดเบียนผู้อื่น การรู้จักให้อภัยร่วมบริจาคทรัพย์สินเพื่อส่วนรวม และเสียสละเวลาปฏิบัติกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมตามสมควรตามสถานการณ์ และตามความสามารถของตน โดยไม่หวังผลตอบแทน

พฤติกรรมที่แสดงถึงความเมตตากรุณา
– ไม่ฆ่า ทุบตี ทำร้าย หรือ ทำให้เกิดความเจ็บปวดด้วยลักษณะใดๆ
– ไม่พูดข่มขู่ ไม่พูดดูหมิ่น หรือพูดเสียดสีผู้อื่นจนทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกเสียใจ หรือ โกรธแค้น
– ไม่เบียดเบียนทั้งทางกายหรือทรัพย์สินจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
– ไม่ยอมรับส่วนแบ่งในสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว และไม่จำเป็น
– เสียสละในส่วนแบ่งของตนให้กับผู้ที่ขาดแคลน และมีความจำเป็นกว่า
– เลือกรับฟังในคำพูดที่ก่อให้เกิดไมตรี
– เสนอตัวช่วยเหลือแนะนำทบทวนให้แก่ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ
– แสดงความยินดีในความสุข ความสำเร็จของผู้อื่น
– ให้ผู้อื่นยืมอุปกรณ์สิ่งของ เมื่อตนไม่จำเป็นต้องใช้
– ไม่รังแกสัตว์
– พูดสุภาพอ่อนโยนต่อบุคคลทั่วไป
– แสดงความเคารพนบน้อมต่อผู้ใหญ่
– แบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ และช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นตามกำลังของตน
– พูดปลอบโยน และให้กำลังใจเมื่อผู้อื่นมีทุกข์
– ไกล่เกลี่ยความแตกแยกในหมู่คณะ
– ไม่เอาคำพูดที่ไม่ดีจากคนอื่นมาเล่าให้เพื่อนฟัง
– แสดงความเป็นเพื่อนต่อผู้อื่นที่เพิ่มรู้จัก
– แนะนำอธิบายคนอื่น ๆ ในการเรียน และการปฏิบัติตน
– ลงมือช่วยเพื่อนเมื่อได้รับการขอร้อง
– เมื่อทำงานร่วมกันก็รับผิดและช่วยกันแก้ไขร่วมกัน
– ไม่นำเอาผลงานของผู้อื่น มาเป็นผลงานของตนเอง
– บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม และชักชวนผู้อื่นให้ปฏิบัติเพื่อส่วนรวม
– พูดมีเหตุผล
– ไม่นำเอาของส่วนรวมมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว

สติสัมปชัญญะ ความระลึกได้ และความรู้ตัว

สติสัมปชัญญะ หมายถึง ความระลึกได้ และการรู้สึกตัวอยู่เสมอ ทั้งในขณะคิด ขณะพูด และในขณะกระทำสิ่งใดๆ ด้วยความระลึกในขณะนั้นว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ โดยมิให้ความคิด และการกระทำมัวเมาอยู่ภายใต้ความประมาท

ลักษณะผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ
1. รู้ตัวว่า สิ่งนั้นที่ตนกำลังทำอยู่จะเป็นประโยชน์หรือไม่
2. รู้ตัวว่า สิ่งนั้นที่ตนกำลังทำอยู่จะเหมาะกับตนหรือไม่
3. รู้ตัวว่า สิ่งนั้นที่ตนกำลังทำอยู่จะเป็นความทุกข์หรือสุขอย่างไร
4. รู้ตัวว่า สิ่งนั้นที่ตนกำลังทำอยู่จะเป็นความงมงายหรือไม่
5. รู้ตัวว่า สิ่งนั้นที่ตนกำลังทำอยู่จะสำเร็จหรือไม่ หรือ เป็นเรื่องเลื่อนลอย ไร้สาระ

สติกับสัมปชัญญะ ธรรมะ 2 ประการนี้ ต่างกันตรงที่
1. สติระลึกถึงเรื่องที่ล่วงมาแล้วและที่ยังมาไม่ถึง (อดีตกาลและอนาคตกาล)
2. สัมปชัญญะ รู้ตัวในขณะที่กำลังทำ พูด คิดอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สติ และสัมปชัญญะ ต่างก็ช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน คือ เมื่อสติระลึกขึ้นมาแล้วว่า จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ลงมือกระทำ พูด และคิด ในสิ่งนั้นด้วยความรู้ตัวอยู่เสมอ เช่น เราจะหยิบปากกามาเขียนหนังสือ การนึกหรือการระลึกขึ้นมาได้ว่า ปากกามีรูปร่างอย่างนั้น ตัวหนังสือหรือข้อความที่จะเขียนต่อไปจะว่าด้วยเรื่องนั้นๆแล้วก็ไปหยิบปากกามาได้ถูก และเขียนหนังสือ การนึกหรือการระลึกขึ้นมาได้ว่า ปากกามีรูปร่างอย่างนั้นตัวหนังสือหรือข้อความที่จะเขียนต่อไปจะว่าด้วยเรื่องนั้นๆแล้วก็หยิบปากกามาได้ถูก และเขียนได้ถูกต้อง ขณะที่กำลังหยิบปากกามาก็รู้ว่าตนกำลังหยิบปากกามาเมื่อกำลังเขียนอยู่ก็รู้ว่าตนกำลังเขียนเรื่องอะไรอยู่

โสรัจจะ แตกต่างกับขันติ อย่างไร

โสรัจจะ หมายถึง ความสงบเสงี่ยมหรือความเรียบร้อยของร่างกาย ที่เป็นกระบวนการต่อมาหลังจากเกิดขันติ (ความอดทน) ด้วยการควบคุมกิริยาอาการ ทั้งทางร่างกาย และวาจา ไม่ให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากภายใน และภายนอกที่เข้ามากระทบกระทั่ง

โสรัจจะ เป็นธรรมะที่คู่กับ ขันติ คือ โสรัจจะ เป็นความสงบเสงี่ยม เมื่อมีขันติก็สามารถที่จะอดทนต่อเหตุการณ์หรือสิ่งที่มายั่วยุไม่ให้โต้ตอบต่อสิ่งนั้น พร้อมกับระงับอารมณ์โกรธ และความไม่พอใจได้ เราก็จะต้องสามารถจัดการกับกิริยาอาการ คำพูด และสีหน้าของเราให้สงบเสงี่ยมยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การกระทำตนเช่นนี้ เรียกว่า มีโสรัจจะ

ขันติ หมายถึง ความอดทน คือ เป็นธรรมสำหรับข่มอารมณ์หรือจิตใจที่จะทนได้ต่อความยากลำบาก ความเจ็บปวด ความโมโหโทโส ความเครียดแค้น ด้วยการมีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นในสิ่งที่เข้ามากระทบกระทั่งทั้งทางกาย วาจา และใจ อันเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

ส่วน โสรัจจะ เป็นตัวข่มพฤติกรรมที่กระตุ้นมาจากจิตใจให้สงบ ทำให้ดูเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช่น เมื่อถูกผู้อื่นด่าทอ ผู้นั้นสามารถทนได้ และไม่แสดงกิริยาหรือกล่าวคำตอบโต้ โดยการข่มความโกรธไว้ แต่ขณะเดียวกันภายในจิตใจก็ยังขุ่นเคืองอยู่ จนแสดงออกด้วยไม้มือสั่น เดินกระวัดกระเวี่ยง อย่างนี้เรียกว่า มีขันติ แต่ยังขาดโสรัจจะ แต่หากผู้นั้นข่มใจให้เย็น ไม่แสดงออกด้วยไม้มือสั่น แสดงว่าผู้นั้น มีทั้งขันติ และโสรัจจะ

ดังนั้น ข้อแตกต่างของขันติ และโสรัจจะ คือ
1. ขันติ คือ ความอดทน ที่เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นในจิต คือ สภาวะที่จิตเกิดกระบวนการคิดไตร่ตรองหรือการหักห้ามจิต ไม่ให้คิดต่อเพื่อทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้า
2. โสรัจจะ คือ ขั้นต่อมาหลังจากที่เกิดความอดทนได้ ด้วยการความคุมอารมณ์ไม่ให้ร่างกายแสดงออกตอบโต้ต่อสิ่งเร้าภายนอก และภายในที่มากระทบทั้งจิตใจ และร่างกาย
– สิ่งเร้าภายนอก เช่น คำด่าทอ (ไม่ด่าตอบ) มือถือรุ่นใหม่ (ไม่ซื้อ)
– สิ่งเร้าภายใน เช่น การเจ็บป่วยของร่างกาย (ไม่ร้องโอดครวญ)

ความสำคัญของขันติในระดับบุคคล และสังคม

ความสำคัญของขันติ
ขันติความอดทน เป็นคุณธรรมที่มีความสำคัญพื้นฐานของการดำเนินชีวิตเพื่อที่จะให้มนุษย์เรามีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสังคมได้ รวมทั้งเป็นพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองไปสู้เป้าหมายสูงสุดในชีวิต โดยความสำคัญแบ่งได้ ดังนี้

1. ความสำคัญในระดับบุคคล
ปุถุชนเราจำเป็นต้องใช้ขันติ เป็นพื้นฐานในการพัฒนาตนเองในทุกๆ ด้าน เพราะถ้าขาดขันติ ความอดทนแล้ว การพัฒนาจะไม่มีทางสำเร็จได้ แม้แต่ผู้ที่พัฒนาตนเองจนได้รับการยกย่องว่า เป็นมหาบุรุษ ยังต้องมีขันติ เป็นคุณธรรมประจำตัว 10 ประการ คือ
1. ทมะ คือ การฝึกฝนตนให้อยู่ในธรรมอยู่เสมอ
2. สังยมะ คือ การสำรวมระวังกาย วาจา ใจ ให้ประพฤติอยู่ในธรรมเสมอ
3. ขันติ คือ ความอดทน
4. สังวร คือ การสำรวมกาย วาจา และใจ ไม่ให้คล้อยตามในสิ่งที่เป็นอปมงคล
5. นิยมะ คือ การเห็นชอบในบุญกุศล
6. อโกธะ คือ การหักห้ามความโกรธ
7. อวิหิงสา คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
8. สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ ทั้งกาย วาจา และใจ
9. โสเจยยะ คือ การมั่นรักษากาย วาจา และใจให้สะอาด บริสุทธิ์
10. เมตเตยยะ คือ การยึดมั่นในเมตตา

2. ความสำคัญในระดับครอบครัว และสังคม
ไสว ได้อธิบายว่า บุคคลผู้เป็นฆราวาส คือ เป็นบุคคลผู้มีเหย้ามีเรือน มีครอบครัว ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คฤหัสถ์นั้น จะเป็นคนมีฐานะมั่นคง เป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขตามวิสัยของชาวบ้านทั่วไป ซึ่งจะต้องเรียนรู้ และปรับปรุงตัวเองด้วยการปลูกฝังคุณธรรมในจิตใจ พร้อมยึดมั่น และถือปฏิบัติตามธรรมของฆราวาสมั่นคง คือ มีคุณธรรมสำหรับการครองเรือน หรือที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม 4 ประการ คือ
– สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ และจริงใจต่อกัน
– ทมะ คือ การรู้จักข่มจิตหรืออารมณ์ของตน
– ขันติ คือ ความอดทน
– จาคะ คือ การรู้จักสละหรือบริจาคสิ่งของหรือทรัพย์สินของตนแก่ผู้อื่น