การทำนายอายตนะจากวันเกิด

วันอาทิตย์
คนเกิดวันอาทิตย์มักเป็นคนอาภัพที่ต้องพลัดพรากจากบิดา-มารดา โดยทั่วไปแล้ว คนเกิดวันนี้จะเป็นคนสื่อสัตย์ ทั้งต่อนาย และมิตรสหาย เป็นคนพูดจามีหางเสียง เจรจาชอบตามกาลเวลา มักพูดตรงไปตรงมา และเป็นวาจาสัตย์ เป็นผู้มีเมตตา มีความเฉลียวฉลาด รู้จักเข้าหาคนได้ง่าย ชอบการเป็นผู้นำ แต่มีนิสัยโกรธง่าย หายเร็ว ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันอังคาร

วันจันทร์
คนเกิดวันจันทร์มักห่างจากบิดา-มารดาเหมือนกับคนเกิดวันอาทิตย์ ต้องพึ่งตนเองตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปแล้วมีนิสัยชอบความสนุกสนาน แต่เป็นคนใจเข้มแข็ง ทำอะไรทำจริง มีความทระนงในตัวสูง ไม่ขอพึงคนอื่นโดยง่าย ชอบพูดจาเป็นหลักวิชาการ และรู้จักเจรจาชอบตามกาลเวลา ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันพฤหัสบดี

วันอังคาร
คนเกิดวันอังคารมักพรั่งพร้อมด้วยความรักจากบิดา-มารดา แต่อาจพบปัญหากับพี่น้อง โดยทั่วไปเป็นคนมีสติปัญญาดี เฉลียวฉลาด พูดจาอ่อนหวาน มักโกรธง่าย บันดาลโทสะง่าย เป็นคนชอบในกามารมณ์นัก ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันอาทิตย์

วันพุธ
คนเกิดวันพุธมักห่างเหินจากบิดา-มารดา โดยทั่วไปมีนิสัยด่วนร้อน ทำอะไรวู่วาม มีใจนักเลง โกรธง่าย มักพูดตรงไปตรงมา และพูดจาขวานผ่าซาก ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันศุกร์

วันพฤหัสบดี
คนเกิดวันพฤหัสบดีมักได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว และญาติมิตร โดยทั่วไปมีนิสัยอ่อนโยน พูดจาเป็นกำลังสำคัญ คือ รู้จักพูด รู้จักเจรจาให้เอาตัวรอดหรือนำพาชีวิตรุ่งเรืองเพราะการเจรจา แต่มักทำคุณกลับได้โทษ ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันจันทร์

วันศุกร์
คนเกิดวันศุกร์มักห่างเหินจากญาติมิตรในวัยเยาว์ ชีวิตมักลำบากเพราะพี่น้อง โดยทั่วไปมีนิสัยเอาแต่ใจตนเอง อยากได้สิ่งนั้นต้องให้ได้ คนอื่นว่ากล่าวว่าไม่ได้ มีทิฏฐิสูง มีความทระนงสูง ไม่ยอมใครง่ายๆ แต่หากเป็นคนช่างพูด ช่างเจรจา ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันพุธ

วันเสาร์
คนเกิดวันเสาร์มักมีปัญหากับญาติมิตร โดยทั่วไปเป็นคนนิสัยใจนักเลง ใจร้อนวู่วาม นักแน่น ทระนง โกรธง่าย ใครด่า ใครหยามไม่ได้ เป็นคนชอบในสิ่งที่ท้าทาย ชอบผจญภัย ชอบหาสิ่งแปลกใหม่ทำ มักมีใจสำราญเป็นนิจ พูดจาไม่ยั้งคิด แต่พูดคำตรงไปตรงมา ทั้งนี้ วันที่เป็นศัตรูมักเป็นวันศุกร์

วันพุธกลางคืน (ราหู)
คนเกิดวันพุธตอนกลางคืน มักคล้ายคลึงทุกประการกับคนเกิดวันเสาร์

อายตนะ หมายถึง อะไร

กิเลส

อายตนะ หมายถึง เครื่องให้รู้ สิ่งที่ทำให้รับรู้ เหตุ หรือบ่อเกิด ซึ่งในที่นี้ หมายถึง เครื่องรู้หรือเหตุที่ทำให้เกิดการับรู้ คือ วิญญาณ

อายตนะ 12 อย่าง ประกอบด้วยอายตนะภายใน 6 อย่าง และอายตนะภายนอก 6 อย่าง ดังนี้
อายตนะภายใน 6 อย่าง
1. โสตายตนะ หมายถึง หู
2. จักขายตนะ หมายถึง ตา
3. ฆานะยตนะ หมายถึง จมูก
4. ชิวหายตนะ หมายถึง ลิ้น
5. กายายตนะ หมายถึง กาย
6. มนายตนะ หมายถึง ใจ

อายตนะภายนอก 6 อย่าง
1. รูปายตนะ หมายถึง รูป
2. สัททายตนะ หมายถึง เสียง
3. คันธายตนะ หมายถึง กลิ่น
4. รสยตนะ หมายถึง รส
5. โผฏฐัพพายตนะ หมายถึง สิ่งสัมผัสกาย
6. ธัมมายตนะ หมายถึง อารมณ์ที่เกิดกับใจ

ความสัมพันธ์ของอายตนะ 12 อย่าง หรือ 6 คู่
1. โสตายตนะ (หู) + รูปายตนะ (รูป) = โสตวิญญาณ (การได้ยิน อาทิ เสียงดัง เสียงไพเราะ)
2. จักขายตนะ (ตา) + สัททายตนะ (เสียง) = จักขุวิญญาณ (การเห็น อาทิ เห็นลักษณะรูปร่าง เห็นสีสัน)
3. ฆานะยตนะ (จมูก) + คันธายตนะ (กลิ่น) = ฆานวิญญาณ (การรับรู้กลิ่น อาทิ หอม เหม็น)
4. ชิวหายตนะ (ลิ้น) + รสยตนะ (รส) = ชิวหาวิญญาณ (การรู้รส อาทิ หวาน เค็ม เผ็ด)
5. กายายตนะ (กาย) + โผฏฐัพพายตนะ (สิ่งสัมผัสกาย) = กายวิญญาณ (รู้ในกายสัมผัส อาทิ ร้อน หนาว)
6. มนายตนะ (ใจ) + ธัมมายตนะ (อารมณ์ที่เกิดกับใจ) = มโนวิญญาณ (การนึกคิด อาทิ สงสาร โกรธ)

อายตนะแต่ละคู่ มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ประกอบขึ้นด้วยปัจจัยภายในหรือตัวเราเป็นที่ตั้ง คือ อายตนะภายในทั้ง 6 อย่าง ซึ่งแต่ละอย่างจะเกิดผัสสะ คือ ถูกกระทบ ด้วยอายตนะภายนอกทั้ง 6 อย่าง ที่ผ่านเข้ามา จนเกิดการรับรู้ คือ วิญญาณ ดังนั้น ผัสสะ ถือเป็นจุดเชื่อมของอายตนะภายใน และภายนอก เมื่อสัมผัสแล้วจึงทำให้เกิดวิญญาณ คือ การรับรู้ในสิ่งที่สัมผัส

อายตนะทั้ง 12 ถือเป็นองค์หนึ่งของขันธ์ 5 โดยแบ่งได้ 2 หมวด คือ
1. รูปธรรม ได้แก่ คู่อายตนะที่ 1-5
2. นามธรรม ได้แก่ คู่อายตนะที่ 6

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ หมวดภาวนา

1. ภาวนามัย (บุญอันเกิดจากการเจริญภาวนา)
ภาวนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการภาวนาจิตหรือขัดเกลาจิตให้มีสมาธิ ให้มีความสงบ และละซึ่งกิเลสแห่งโมหะ (ความหลง) ทั้งหลาย พร้อมส่งเสริมให้จิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในคลองธรรมทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

2. ธัมมัสสวนมัย (บุญอันเกิดจากการฟังธรรม)
ธัมมัสสวนมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรับฟังธรรม อันก่อให้เกิดปัญญา และทางรู้แจ้งแก่ตน ยังตนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันงาม สามารถละหรือลดซึ่งกิเลสทั้งปวง

3. ธัมมเทสนามัย (บุญอันเกิดจากการแสดงธรรม)
ธัมมเทสนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการแสดงหรือการสอนธรรมให้แก่ผู้อื่น สามารถเจริญธรรมนี้ทั้งที่เป็นสงฆ์หรือฆราวาส สงฆ์แสดงธรรมแก่ปุถุชนผู้รักษาศีล 5 และศีล 8 ฆราวาสแสดงหรือสอนธรรมแก่ผู้เยาว์ ทั้งนักเรียนหรือลูกหลานของตน ธรรมที่แสดงนั้น ย่อมส่งผลให้ผู้ฟังรู้แจ้ง หรือเข้าใจในธรรม และพร้อมที่จะลุซึ่งความทุกข์ได้ ผู้ที่แสดงธรรมนั้น ย่อมได้รับผลบุญที่ยังให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์

4. ทิฏฐุชุกรรม (บุญอันเกิดจากการทำความเห็นให้ตรง)
ทิฏฐุชุกรรม แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักคิด วิเคราะห์ด้วยจิตอันเป็นกุศล จิตเห็นพ้องในธรรม ภายใต้พื้นฐานของเหตุ และผลที่เป็นจริง

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ หมวดศีล

1. สีลมัย (บุญอันเกิดจากการรักษาศีล)
สีลมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล การตั้งมั่นอยู่ในศีล หรือประพฤติดี รู้จักประพฤติตน และควบคุมตนให้อยู่ในความปกติในธรรม เพื่อละซึ่งโทสะ (ความโกรธ) และโลภะ (ความโลภ) ปราศจากการกระทำด้วยกาย และวาจาอันผิดต่อคันรองคลองธรรม

2. อปจายนมัย (บุญอันเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตน)
อปจายนมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ และความเคารพ ทั้งต่อผู้ใหญ่ หัวหน้า ครูบาอาจารย์ บิดา-มารดา และผู้ทรงศีลทั้งปวง ซึ่งเป็นการลดซึ่งฐิติ และความเห็นผิดของตนให้น้อยลง

3. เวยยาวัจจมัย (บุญอันเกิดจากการขวนขวายในกิจโดยชอบ)
เวยยาวัจจมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากความเพียรในการแสวงหาประโยชน์แก่ตน และผู้อื่นโดยชอบ ด้วยการดำเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยสุจริต และตามคันรองคลองธรรม

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ หมวดทาน

1. ทานมัย (บุญอันเกิดจากการให้ทาน)
ทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการให้ทาน คือ บุญที่มาจาการสละซึ่งทรัพย์ สิ่งของ ความรู้ อวัยวะหรือชีวิตของตนให้แก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากทุกข์ เมื่อเขาลดหรือพ้นจากทุกข์แล้ว ย่อมยังให้กุศลที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นมาถึงตนด้วยเช่นกัน ประกอบกับจิตขณะให้ทานนั้น ประกอบขึ้นด้วยการละซึ่งความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว ย่อมยังผลแห่งจิตที่ละแล้วซึ่งกิเลสนั้น กลายเป็นส่วนบุญมายังตนเช่นกัน

2. ปัตติทานมัย (บุญอันเกิดจากการอุทิศ และร่วมอุทิศ)
ปัตติทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการตั้งจิตอุทิศส่วนบุญหรือผลกรรมที่ตนได้ทำมาให้แก่ผู้อื่น ผู้ที่มีบุพการี หรือสรรพสิ่งทั้งปวง และยังรวมหมายถึงจิตที่เกิดจากการยินดีที่ผู้อื่นที่ได้ร่วมทำกุศลหรืออุทิศกุศลนั้นๆ จิตที่เต็มเปี่ยมด้วยการตั้งมั่นในการอุทิศนี้ ย่อมมาจากจิตอันบริสุทธิ์ และเป็นจิตที่เกิดจากกุศล ดังนั้น บุญกุศลที่เกิดแต่จิตแห่งการอุทิศนี้จึงยังผลมาสู่ตนด้วยเช่นกัน

3. ปัตตานุโมทนามัย (บุญอันเกิดจากการอนุโมทนา)
ปัตตานุโมทนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 คือ บุญที่เกิดจากการตั้งจิตอนุโมทนาต่อความดีที่ผู้อื่นได้กระทำ จิตที่มีจิตอนุโมทนานี้ ย่อมเกิดจากจิตที่บริสุทธิ์ และเห็นชอบกับความดีของผู้อื่น จึงยังจิตให้เกิดแต่ความสงบ และความยินดีในกุศลนั้นๆ กุศลนั้นจึงเกิดแก่ตนด้วยเช่นกัน

ภาวนามัย

ภาวนามัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 3 เป็นบุญสำเร็จด้วยการภาวนา คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญด้วยสมาธิและปัญญา อาทิ การสวดมนต์ การฝึกสมาธิ การเจริญจิตให้มีสติอยู่เสมอ “ภาวนา” แปลว่า ทำให้เจริญ คือ ทำให้สภาพทางจิตใจมีความพร้อมในการรับรู้ การจำ การคิดวิเคราะห์ และการเห็นแจ้ง พร้อมมั่นฝึกพัฒนาจิตด้วยการภาวนาอยู่เป็นนิจ

ภาวนา

ประเภทของภาวนา
1. โลกียภาวนา คือ การภาวนาเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ในระดับการเข้าฌานสมาบัติที่ยังไม่ถึงฌานวิปัสสนา
2. โลกุตตรภาวนา คือ การภาวนาเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ในระดับการเข้าฌานวิปัสสนาเพื่อให้จิตเกิดความรู้แจ้ง เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน โดยเริ่มจากการเจริญสมถภาวนา เพื่อให้จิตใจตั้งมั่น แล้วใช้จิตพิจารณาความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา จนรู้แจ้งในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง คือ การเข้าสู่พระนิพพาน หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร

จุดมุ่งหมายของภาวนา
1. การมุ่งพัฒนาจิตใจ (จิตตภาวนา) จากจิตที่เกิดการภาวนาทำให้จิตมีสมาธิ จิตใจสงบ จิตละหรือลดซึ่งกิเลสทั้งปวง
2. การมุ่งพัฒนาปัญญา (ปัญญาภาวนา)
หลังจากการเจริญภาวนาแล้ว ย่อมพร้อมที่จะใช้ปัญญาในการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้รู้แจ้งในสิ่งต่างๆ รู้เห็นเหตุ และผล รู้เห็นความจริง และมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งปวง ที่เกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งหลาย เหล่านี้ จึงเรียกว่า การเกิดปัญญา

การภาวนา เป็นกุศลกรรมที่ช่วยกำจัดโมหะ คือ ความหลง และอวิชชา คือ ความไม่รู้ทั้งปวง ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ ภาวนาเมื่อทำแล้ว ย่อมได้บุญกุศล และมีความสุข เพราะในเบื้องต้นทำให้กิเลส คือ โมหะ สงบลงได้ และในเบื้องปลาย คือ ช่วยขจัดอวิชชา คือ ความไม่รู้ พร้อมนำปัญญามาให้แก่ตนได้

เมื่อจิตเกิดการภาวนาแล้ว ในทางพระพุทธศาสนา ย่อมเกิดอานิสงส์ หรือ มีผลแห่งกุศลกรรม 5 ประการ คือ
1) เป็นผู้มีจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คล้อยตามอารมณ์แห่งความหลง
2) เป็นผู้มีจิตใจร่าเริง แจ่มใส และพร้อมที่จะรับรู้ รับเอาสิ่งใหม่เข้ามาในชีวิต
3) เป็นผู้มีจิตใจเมตตา โอบอ้อมอารีย์ จิตมีความสงบ และสุขุม
4) เป็นผู้มีความพร้อมในการดำเนินชีวิต และปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมบนพื้นฐานศีลธรรมอันงาม
5) เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้ รู้จักเหตุ และผล

ทานมัยคืออะไร

ทานมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 3 เป็นบุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน หมายถึง การทำบุญด้วยการให้ทานหรือการสละเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ประกอบด้วย ทานวัตถุ คือ การให้เป็นทรัพย์ที่เป็นเงิน หรือทรัพย์สินที่เป็นสิ่งของตน เช่น การถวายสังฆทานแก่พระสงฆ์ และทานธรรม คือ ทานที่ให้ด้วยนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น การให้ความรู้ การสละอารมณ์ เป็นต้น

จาคะ5

ประเภทของทาน
1. ทานที่ยังเวียนว่ายในวัฏสงสาร ได้แก่
1.1 วัตถุทานหรือรูปธรรมทาน ได้แก่ การบริจาคทานด้วยทรัพย์สิน สิ่งของ อวัยวะ ที่สามารถจับต้องได้ และมีผู้รับทาน
1.2 นามธรรมทาน
– อภัยทาน คือ การให้อภัยแก่ผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา และใจ
– ธรรมทาน คือ การให้ความรู้ การสั่งสอนธรรมให้แก่ผู้อื่นเพื่อขจัดความทุกข์
2. ทานที่พ้นจากวัฏสงสาร คือ สุญญตาทาน ได้แก่ ทานที่ไม่ต้องมีผู้รับ คือ ทานที่เกิดจากการเสียสละทางอารมณ์ของตน ด้วยการละซึ่งกิเลส 3 ด้าน คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

จุดมุ่งหมายของการให้ทาน
1. ทานเพื่อการอนุเคราะห์เกื้อกูล ด้วยการสงเคราะห์ผู้อื่นที่ยังต้องการความช่วยเหลือ คนที่ยังตกทุกข์ได้ยาก หรือประสบภัยเพื่อให้พ้นหรือบรรเทาจากความทุกข์นั้นๆ
2. ทานเพื่อบูชาคุณ
– การบำรุง เลี้ยงดูบิดา-มารดา หรือผู้มีพระคุณคนอื่นๆ
– การยกย่อง ชมเชย และสนับสนุนผู้ทำความดี ผู้ที่บำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวม
– การอุปถัมภ์พระสงฆ์หรือนักบวชในศาสนาให้มีกำลังสามารถปฏิบัติศาสนกิจต่างๆให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

ทานเมื่อทำแล้ว ย่อมได้บุญกุศล และมีความสุข เพราะทานสามารถขจัดกิเลสจากโลภะได้ ทำให้เกิดความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารีผู้อื่นด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ทั้งนี้ “ทานมัย” บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน มีอานิสงส์หรือ มีผลแห่งกุศลกรรม 5 ประการ คือ
1) เป็นที่รัก และเคารพของคนหมู่มาก
2) เป็นที่คบหาของคนดี
3) เป็นผู้มีชื่อเสียงดี และเป็นที่รู้จักของคนหมู่มาก
4) แกล้วกล้า และมั่นคงในท่ามกลางหมู่ชน
5) เมื่อตายแล้ว ก็ไปเกิดบนสวรรค์

ศีลมัยคืออะไร

ศีลมัย แห่งบุญกิริยาวัตถุ 3 บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล หมายถึง การทำบุญด้วยการรักษาศีล คือ ประพฤติตนให้ดีให้อยู่ในธรรมทั้งกาย วาจา และจิตใจ

ศีล แปลว่า ปรกติ คือ การปฏิบัติที่รู้จักควบคุมกาย วาจา และใจ ของตนไว้ให้บริสุทธิ์หรือมีความสงบ ศีล เป็นเครื่องควบคุมโทสะหรือความโกรธ เมื่อรักษาศีลได้ ย่อมได้บุญกุศล และคงไว้ซึ่งบุญเก่า กล่าวคือ เป็นการขจัด และลดกิเลส คือ ความโกรธมิให้เกิดขึ้นได้ พร้อมกับก่อเกิดบุญใหม่ คือ จิตใจมีความตั้งมั่น และมีความสงบ ไม่เกิดโทสะทั้งปวง และพร้อมที่จะรักษาศีลให้มั่นคงทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต

สาราณียธรรม6

ประเภทของศีล
1. โลกียศีล ได้แก่ ศีล 5 เป็นพื้นฐาน ซึ่งเป็นศีลพื้นฐานของปุถุชน ส่วนศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 เป็นศีลที่ขยายมาจากศีล 5 ผู้ที่เจริญในศีลทั้งหลายนี้ ยังคงเวียนว่ายในวัฏสงสาร
2. โลกุตตรศีล คือ ศีลที่รักษาเพื่อมุ่งให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ด้วยการรักษาศีลด้วยการใช้สติปัญญาในการวิปัสนาภาวนาเพื่อให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

จุดมุ่งหมายของการรักษาศีล
– เพื่อให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลทั้งปวง อันได้แก่ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 ตามความพร้อมที่ตนจะพึงรักษาได้
– เพื่อให้เป็นผู้มีความเพียรอันชอบในการดำเนินชีวิต หรือการประกอบอาชีพ
– เพื่อให้รู้จักใช้กายสัมผัสอย่างมีสติ อันมี หูสัมผัส ตาสัมผัส จมูกสัมผัส ลิ้นสัมผัส และกายสัมผัส
– เพื่อให้บริโภคทรัพย์ และปัจจัยทั้งหลายอย่างรู้คุณค่า

บุญกุศลที่เกิดจากการรักษาศีลนี้ ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวว่า มีอานิสงค์ หรือ มีผลแห่งกุศลกรรม 5 อย่าง คือ
1) เป็นผู้บริโภคทรัพย์ และบริวารที่ตามมาได้อย่างเต็มอิ่ม และด้วยความปกติสุข
2) เป็นผู้ที่หมู่มากรู้จัก และให้การสรรเสริญ
3) แกล้วกล้า และมั่นคงในท่ามกลางประชาชน
4) เป็นผู้มีสติ ดำเนินชีวิตโดยไม่มีอุปสรรค
5) เมื่อตายแล้ว ย่อมได้จุติบนสวรรค์

อบายมุข6 การเกียจคร้านการงาน

การเกียจคร้านในการงาน แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การอยู่นิ่ง ไม่ยอมทำการงานเพื่อหาเลี้ยงชีพตน และครอบครัว หรือไม่ยอมทำกิจอันเป็นหน้าที่ของตนอย่างเป็นนิจ เช่น ไม่หางานทำ ไม่ไปโรงเรียน เป็นต้น

เกียจคร้าน

โทษการเกียจคร้านการงาน
1. การงานคั่งค้าง ไม่สำเร็จ เพราะความขี้เกียจ ไม่ทำการงานที่ตนรับผิดชอบก็ย่อมนำมาซึ่งงานที่ไม่สำเร็จตามเวลาที่ตั้งไว้
2. ผู้ใหญ่ดุด่า ผู้อื่นนินทา เพราะการงานที่ไม่สำเร็จ ย่อมทำให้เกิดความเสียในชื่อเสียงหรือทรัพย์ของผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้าง
3. ครอบครัวยากจน ลูกเมียอดอยาก เพราะการที่ไม่ทำงาน ไม่ประกอบทำมาหากิน ย่อมไม่มีทรัพย์ที่จะมาจุนเจือครอบครัว
4. มักเกิดความแตกแยกในครอบครัว เพราะเมื่อไม่มีทรัพย์แล้วจากความขี้เกียจของตน ย่อมทำให้ผู้อื่นในครอบครัวดุด่า หรือแยกออกห่างเพียงเพื่อให้ตนอยู่รอดจนนำมาสู่การแตกแยกของครอบครัว
5. ไม่มีใครรับทำงาน ไม่มีงานทำ เพราะผู้ขี้เกียจย่อมไม่งานใดแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อนายจ้าง หากนายจ้างตกลงจ้างย่อมไม่เป็นผลดีต่องานของเขา

อุบายเลิกการเกียจคร้าน
1. ศึกษาให้รู้ถึงโทษแห่งการเกียจคร้าน
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะมีความขยัน มั่นเพียรในการงานหรือสิ่งที่ตนรับผิดชอบ
3. ออกห่างจากผู้เกียจคร้านเป็นนิจ

อบายมุข5 การคบคนชั่วเป็นมิตร

การคบคนชั่วหรือคนพาลเป็นมิตร แห่งอบายมุข 6 หมายถึง การยอมรับในความเป็นมิตรจากบุคคลอื่นที่ตนอาจแยกแยะได้หรือแยกแยะไม่ได้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร คนชั่วหรือคนพาลในที่นี้ ได้แก่ คนพาลการพนัน คนพาลนักเลงต่อยตี คนพาลฉ้อโกงหลอกลวง คนพาลเจ้าชู้ และคนพาลขี้เมา เป็นต้น

โทษการคบคนชั่วเป็นมิตร
1. ปลูกฝังความชั่วในตน เป็นนักเลงในทุกด้าน เพราะเมื่อยอมรับเป็นมิตรในคนพาลแล้วย่อมที่จะได้รับการเรียนรู้ การฝึกฝนในวิถีแห่งคนพาล จนนำมาประพฤติเป็นกิจของตนได้ง่าย
2. วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย เพราะเมื่อเป็นเช่นคนพาลแล้วย่อมกระทำเช่นคนพาลจนนำมาสู่ความเสื่อมเสียในวงศ์ตระกูล
3. ครอบครัวแตกแยก เพราะคนพาลมักไม่เป็นที่ชื่นชมของคนอื่นในครอบครัวหรือหากนำวิถีแห่งคนพาลมาใช้ในครอบครัว ก็ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งต่อผู้อื่นได้ง่าย
4. ถูกหลอกลวงได้ง่าย เมื่อยอมรับในมิตรของคนพาลแล้ว ย่อมต้องพบปะให้เกิดความคุ้นเคย คนพาลเหล่านั้นอาจหวังหลอกลวงในทรัพย์หรือประโยชน์จากเราเฉกเช่นคนพาลทั่วไป
5. ผู้คนนินทา ไม่มีผู้คบหา เพราะเมื่อคบคนพาลหรือนำวิธีแห่งคนพาลมาประพฤติแล้วมักทำให้ผู้อื่นรังเกียจ ไม่กล้าคบหา
ฯลฯ

อุบายเลิกคบคนชั่ว
1. ศึกษาให้รู้เห็นโทษแห่งการคบคนชั่ว
2. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะออกห่างจากคนชั่ว