สติสัมปชัญญะในพระไตรปิฎก

ธรรมอันน่าอัศจรรย์ 20 ประการ ของพระพุทธองค์ พระอานนท์อธิบายธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์ว่า พระโพธิสัตว์

1.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ และไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต
2.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ จึงได้อาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต
3.  เป็นผู้อาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตตลอดกัปของอายุ
4.  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะมาตั้งแต่ขณะจุติลงจากสวรรค์มาสู่ครรภ์ของพระมารดา
5.  ขณะลงมาจุติจากสวรรค์สู่พระครรภ์มารรดา ได้เกิดแสงสว่างทั่วทั้งเทวภูมิ มารภูมิ พรหมภูมิ โลกภูมิที่ประจักษ์ต่อหมู่มนุษย์ สัตว์ และเทวดา เกินกว่าเทวานุภาพทั้งปวง
6.  เวลาลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา เทพบุตร 4 องค์ เข้าไปอารักขา โดยอยู่ประจำทั้ง 4 ทิศ มิให้มนุษย์หรืออมนุษย์ เบียดเบียนพระโพธิสัตว์หรือพระมารดา
7.  พระมารดาทรงศีล 5 คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ไม่ถือเอาสิ่งของผู้อื่นที่เจ้าของไม่ได้ให้ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่เสพน้ำเมา เมรัย
8.  พระมารดาไม่ทรงรู้สึกทางกามารมณ์ในขณะตั้งพระครรภ์ ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงเกินได้
9.  พระมารดาพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 ในขณะตั้งพระครรภ์
10.  พระมารดาไม่มีอาการเจ็บพระครรภ์ และรับรู้ถึงพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในพระครรภ์
11.  เมื่อพระองค์ทรงประสูติได้ 7 วัน พระมารดาได้ทรงสวรรคต และพระมารดาทรงได้ไปจุติในสวรรค์ชั้นดุสิต
12.  พระองค์ทรงประสูติจากพระครรภ์พระมารดาที่มีอายุพระครรภ์เพียงครบ 10 เดือน เท่านั้น
13.  ขณะประสูติ พระมารดามิได้นอนประสูติ แต่ทรงประทับยืนประสูติ
14.  หลังจากการประสูติออกมาแล้วมีทวยเทพทำพิธีต้อนรับ
15.  ขณะที่พระมารดาทรงยืนประสูติ พระองค์ได้ทรงประสูติออกมา โดยไม่สัมผัสกับแผ่นดินด้วยมีทวยเทพ 5 องค์ ช่วยกันประคอง และวางพระองค์ไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดา
16.  เวลาที่พระองค์ประสูติ พระองค์ไม่สัมผัสด้วยน้ำเมือกเลือด
17.  หลังจากประสูติแล้ว มีธารน้ำในอากาศ คอยไหลชำระพระกายพระองค์ และพระมารดา
18.  หลังจากประสูติแล้ว พระองค์ทรงได้ประทับยืน และทรงเสด็จดำเนินได้ 7 ก้าว พร้อมกับเปล่งอาสภิวาจาในความหมายว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เจริญ ชาตินี้จึงเป็นชาติสุดท้าย ชาติหรือภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว
19 .  หลังจากทรงกล่าวเช่นนั้นแล้ว ได้เกิดแสงสว่างพร้อมทั้งภูมิต่างๆ และเกิดแผ่นดินไหว 10 สหัสสี และครั้น เมื่อพระอานนท์อธิบายจบ พระพุทธองค์ทรงเพิ่มข้อที่ 20 ว่า
20.  เพราะเหตุนั้น เธอจงจำธรรมอันน่าอัศจรรย์นี้ไว้ เวทนา สัญญา วิตกของตถาคตย่อมปรากฏเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

ตัณหา 3 ประการ อันได้แก่ 
1.กามตัณหา คือ ความอยากในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามารมณ์
2. ภวตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น
3. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้ ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น คือ ต้องการผลักไสสิ่งที่มีอยู่แล้วให้พ้นตัว เช่น มีคนรักอยู่แล้ว เบื่อแล้ว อยากมีใหม่ ก็มีความอยากที่จะไม่มีคนเก่า เพื่อแสวงหามีคนใหม่ หรือมีรถยนต์อยู่แล้ว แต่อยากได้คันใหม่ ก็จะไม่อยากจะมีคันเก่าจอดไว้เป็นภาระ ต้องการผลักไสคันเก่าให้พ้นตัวด้วยการขายไป เป็นต้น

การประสบสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ ก็ไม่อยากประสบพบเจอ ปรารถนาการผลักไสออกไป ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ ชื่อว่า วิภวตัณหา วิภวตัณหา คือ ความอยากชนิดหนึ่งที่มีโทสะ(ความโกรธ) เป็นสภาวะ มีความปรารถนาผลักไส เป็นที่อยู่เป็นที่อาศัย วิภวตัณหา ไม่ใช่ความไม่อยากแต่เป็นความอยาก ที่ต้องใช้สำนวนว่า ” ไม่อยาก ” อธิบายความเพราะจะทำให้อธิบายศัพท์ วิภวตัณหา ได้ง่ายขึ้น วิภวตัณหา แปลว่า ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น แต่ในความไม่อยากนั่นแหละคือความอยาก อยากผลักไสไปให้พ้นตัว เพราะขึ้นชื่อว่าตัณหาคือความอยาก มีอกุศลจิตเป็นมูลฐานทั้งสิ้น

ตัณหา 3 อย่างนี้เป็นที่มาแห่งทุกขอริยสัจ (ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์)
ในอริยสัจ 4 ประการนั้น ทุกขอริยสัจเป็นไฉน ชาติ(การเกิด)เป็นทุกข์ ชรา(ความแก่)
เป็นทุกข์ มรณะ(ความตาย) เป็นทุกข์ โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญรำพัน) ทุกข์ โทมนัส (ความไม่สบายใจ)และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) เป็นทุกข์ ความประสบพบเจอกับสังขารหรือสัตว์ บุคคลอันไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์ บุคคลอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์ ฯ
การจะพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยการเจริญมหาสติปัฎฐาน อันเป็นการเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐานนั่นเอง เพื่อถอนรากเหง้าแห้งอกุศลที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพาน ดับสนิทโดยไม่มีส่วนเหลือ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

มรรค 8 คืออะไร มีอะไรบ้าง

มรรค คือ หนทางสู่ความดับทุกข์ ซึ่งเป็นความจริงแท้ข้อที่ 4 ของอริยสัจ 4 ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และนำมาเผยแผ่โปรดสัตว์

มรรคนั้นมีอยู่ทั้งหมด 8 ข้อ จึงนิยมเรียกสั้นๆว่า มรรค 8 หรือมรรคมีองค์ 8 ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า ใครอยากพ้นทุกข์ทั้งปวง ให้ปฏิบัติตามมรรค 8 นี้ โดยที่ มรรค 8 นั้น พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายไว้ว่ามีดังต่อไปนี้

1. สัมมาทิฐิ
สัมมาทิฐิ (คิดชอบ) หมายถึง ความเห็นที่ถูกต้อง ที่ชอบตามทํานองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว

2. สัมมาสังกัปปะ
สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) หมายถึง มีความคิดที่ถูกต้อง ไม่โลภโกรธหลง เข้าถึงความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน และไม่มักมากในกาม

3. สัมมาวาจา
สัมมาวาจา (วาจาชอบ) หมายถึง การมีวจีสุจริต 4 ซึ่งประกอบไปด้วย การเว้นจากการพูดเท็จ พูดหยาบคาย พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ

4. สัมมากัมมันตะ
สัมมากัมมันตะ (ปฏิบัติชอบ) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การไม่ลักทรัพย์สินผู้อื่น และการไม่ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย

5. สัมมาอาชีวะ
สัมมาอาชีวะ (หาเลี้ยงชีพชอบ) หมายถึง ประกอบสัมมาอาชีพในทางถูกต้อง สุจริต ไม่คดโกง และไม่หาเลี้ยงตนในทางมิจฉาชีพทั้งปวง

6. สัมมาวายามะ
สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) หมายถึง ความเพียรพยายามที่ถูกกต้อง ตั้งใจประคองจิตใจตนเองที่จะป้องกันมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น ละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว และทำให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น

7. สัมมาสติ
สัมมาสติ (สติชอบ) หมายถึง การมีสติกำหนดระลึกรู้อยู่เป็นตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ กำหนดรู้สภาวะที่เกิดขึ้นจริงในขณะปัจจุบัน หรือในทางปฏิบัติธรรมเราเรียกว่า สติปัฏฐาน 4 อันประกอบไปด้วย กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

8. สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ (สมาธิชอบ) หมายถึง คือความตั้งใจมั่นโดยถูกทาง ความตั้งมั่นแห่งกุศลจิตในในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิที่มีรากฐานจากการกำหนดรู้ในสติปัฏฐานทั้ง 4 คือ กาย เวทนา จิต และธรรม

ไตรลักษณ์ คืออะไรบ้าง

 

ไตรลักษณ์ แปลว่า “ลักษณะ 3 อย่าง” หมายถึงสามัญลักษณะ หรือลักษณะที่เสมอกัน หรือข้อกำหนด หรือสิ่งที่มีประจำอยู่ในตัวของสังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ ตรัสรู้ 3 อย่าง ได้แก่

1.อนิจจตา (อนิจจลักษณะ) – อาการไม่เที่ยง อาการไม่คงที่ อาการไม่ยั่งยืน อาการที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป อาการที่แสดงถึวความเป็นสิ่งไม่เที่ยงของขันธ์

2.ทุกขตา (ทุกขลักษณะ) – อาการเป็นทุกข์ อาการที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว อาการที่กดดัน อาการฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ อาการที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัว อาการที่แสดงถึวความเป็นทุกข์ของขันธ์

3.อนัตตตา (อนัตตลักษณะ) – อาการของอนัตตา อาการของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน อาการที่ไม่มีตัวตน อาการที่แสดงถึงความไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใคร อาการที่แสดงถึงไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง อาการที่แสดงถึงความไม่มีอำนาจแท้จริงในตัวเลย อาการที่แสดงถึงความความด้อยสมรรถภาพโดยสิ้นเชิงไม่มีอำนาจกำลังอะไรต้อง อาศัยพึงพิงสิ่งอื่นๆมากมายจึงมีขึ้นได้.

ลักษณะ 3 อย่างนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญญลักษณะ คือ ลักษณะที่มีเสมอกันแก่สังขารทั้งปวง และเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมนิยาม คือกฎธรรมดาหรือข้อกำหนดที่แน่นอนของสังขาร

ขันธ์ 5 คืออะไร

ขันธ์ 5 (เบญจขันธ์) เป็นหลักธรรมในศาสนาพุทธที่สอดคล้องกับเรื่องของ “ทุกข์” ตามหลักอริยสัจ 4 โดยหมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมทั้ง 5 ที่ทำให้เกิดเป็นตันตนหรือชีวิตขึ้นมา หรืออาจพูดให้เข้าใจได้ง่ายว่า ส่วนประกอบ 5 อย่างที่รวมกันแล้วก่อให้เกิดเป็นคนและสัตว์ขึ้นมานั่นเอง

ขันธ์ 5 ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ขันธ์ 5 ประกอบด้วยกองรูปธรรม และนามธรรมทั้ง 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งสามารถแยกออกเป็น 1 รูป และ 4 นาม ดังต่อไปนี้

  1. รูปขันธ์ หมายถึง กองรูป ส่วนที่เป็นร่างกาย พฤติกรรม คุณสมบัติต่างๆ ของร่างกาย และส่วนประกอบที่เป็นรูปธรรมทั้งหมด
  2. เวทนาขันธ์ หมายถึง กองเวทนา ส่วนที่เป็นความรู้สึกทุกข์ สุข ดีใจ พอใจ
  3. สัญญาขันธ์ หมายถึง กองสัญญา ส่วนที่เป็นการจำสิ่งที่ได้รับ
  4. สังขารขันธ์ หมายถึง กองสังขาร ส่วนที่เป็นการคิดปรุงแต่ง โดยสามารถแยกแยะสิ่งที่รู้สึกหรือจดจำได้
  5. วิญญาณขันธ์ หมายถึง กองวิญญาณ หรือ จิต เป็นการรู้แจ้งถึงสิ่งต่างๆ ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

โดยรูปขันธ์จะจัดเป็นรูปเพราะเกี่ยวกับส่วนที่มีตัวตน ส่วนเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์จะจัดเป็น 4 นามขันธ์ ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม 4 ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นความคิดและความรู้สึกนั่นเอง

ขันธ์ 5 เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร…?

ซึ่งหลักธรรมคำสอนเรื่อง “ขันธ์ 5” จะมุ่งเน้นสอนในเรื่องสังขารเป็นหลัก โดยให้มองเห็นความเป็นจริงของสังขารว่านั้นเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา ไม่มีความเที่ยงและก่อให้เกิดทุกข์หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความอยาก ความยึดมั่นถือมั่นในตนเอง ดังนั้นเมื่อสังขารเกิดขึ้นมาก็ย่อมมีวันสูญสลายไปตามกาลเวลา

ดังนั้นขันธ์ 5 จึงหมายถึง กองนามธรรมและรูปธรรม 5 อย่างที่ก่อให้เกิดชีวิตที่เรียกว่า สังขารขึ้นมาขึ้นมา โดยประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่รวมกันกลายเป็นชีวิต สามารถแยกออกได้เป็นส่วนที่เป็นรูปคือร่างกาย และส่วนที่เป็นนามคือส่วนที่เป็นความคิดและความรู้สึกที่ก่อให้เกิดทุกข์นั่นเอง

การรักษาศีล

การปฏิบัติรักษาศีล 5 อันเป็นบันไดขั้นต่ำ เบื้องต้นของพระพุทธศาสนา มีอานิสงส์ให้ได้รับความสุขในปัจจุบัน ประจักษ์แจ้งแก่ตาดังนี้

ครั้นตายแล้วก็ได้ขึ้นไปเกิดบนสวรรค์ ครั้นจุติจากสวรรค์ก็ได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ มีรูปอันงาม มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีทรัพย์สมบัติมาก มีอายุยืน มีเมียมีลูกมีหลาน ก็ว่านอนสอนง่าย ไม่มีศัตรูเบียดเบียนได้ และเป็นปัจจัยให้มีความสุขไปตราบถึงพระนิพพาน

ผู้ที่รักษาศีล 8 ได้ ก็ได้รับความสุขในปัจจุบันมากกว่าศีลข้อ 5 ขึ้นไปอีก คือ ไปนอนอยู่ที่วัด เป็นกายวิเวก จิตวิเวก สงบอารมณ์ ปราศจากความพยาบาท จองเวร  ถีนมิทธะ ปราศจากความง่วงเหงาหาวนอน อุทธัจจะ ปราศจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่มีสิ่งใดมารบกวน วิจิกิจฉา ปราศจากความสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนแล้ว คือ ไปอบรมทำใจให้บริสุทธิ์แยบคายเสมอดั่งพรหม ครั้นว่าตายก็ได้ขึ้นไปเกิดบนชั้นพรหม มีความสุขและอายุยืนยิ่งกว่าชั้นสวรรค์ ครั้นจุติก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในตระกูลสูง มีรูปโฉมอันเงางาม มีปัญญาเฉลียวฉลาด อายุยืน มียศ มีบริวาร มีอำนาจมาก

มนุษย์ผู้ใดถือศีล 5 ได้มั่นเที่ยงแล้ว ผู้นั้นได้เป็นอุบาสก อุบาสิกาในพุทธศาสนา เป็นผู้มีปัญญา เกิดมามิเสียชาติ เป็นผู้ฉลาดนำความสุข มาใส่ตัว ประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ทั้งมวล แก้วมณีโชติของพระยาจักพรรดิ์ ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งปวง และเครื่องของขัตติยนารีทั้งหลาย มีแก้วแหวนเงิน (ทอง) คำ เป็นต้น เป็นของบำรุงตัณหากามคุณ เหมือนดั่งน้ำผึ้งแช่ยาพิษ สำหรับนำความทุกข์มาใส่ตัว โดยไม่มีประโยชน์สิ่งใดเลย น้ำแม่คงคา ยมมุนา อจิรวดี มหิ มหาสรภู ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ทั้ง 5 แม่น้ำ แม้นจักเอามาอาบให้หมดสิ้นทั้ง 5 แม่นี้ ก็ไม่อาจจะล้างบาป คือ ความเดือดร้อนภายในให้หายได้ และฝนลูกเห็บ แม้นจะตกมาร้อยห่าให้เย็นและหนาวสักปานใดก็ดี ก็ไม่อาจจะเย็นเข้าไปถึงภายในให้หายความทุกขเวทนาได้.

วิธีการอุทิศบุญที่ถูกต้องและได้ผล

การอุทิศส่วนกุศลในพระพุทธศาสนาไม่ต้องใช้นํ้าการที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นองค์แรกที่อุทิศส่วนกุศลโดยใช้นํ้าก็เพราะท่านเพิ่งพบพระพุทธเจ้า เนื่องจากศาสนาพราหมณ์เขาถือว่าถ้าจะให้อะไรกับใคร ต้องให้คนนั้นแบมือแล้วเอานํ้าราดลงไป ท่านยังชินอยู่กับประเพณีของพราหมณ์ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้าม เพราะเห็นว่าใจท่านตั้งตรงเวลาอุทิศส่วนกุศล

เวลาอุทิศส่วนกุศลให้ว่าเป็นภาษาไทยชัดๆ และให้สั้นที่สุด ให้บอกว่า “บุญใดที่ฉันบำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผลบุญทั้งหมดนี้จะมีประโยชน์ ความสุขแก่ฉันเพียงใด ขอเธอจงโมทนาผลบุญนั้นและรับผลเช่นเดียวกับฉันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

การได้รับส่วนกุศลนี้ขึ้นอยู่กับท่านนั้นมีโอกาสโมทนาท่านก็ได้รับ แต่ถ้าท่านนั้นไม่มีโอกาสโมทนาก็ไม่ได้รับ เปรียบเหมือนเราเอาสิ่งของไปให้ แต่ผู้รับเขาไม่รับ เขาก็จะไม่ได้ของ ถ้าเราอุทิศให้แผ่กระจายเขาโมทนาได้ จึงต้องให้เจาะจงเฉพาะตรง ถ้าไม่ให้ตรงเฉพาะก็รับไม่ได้เพราะกรรมหนัก ฉะนั้นการอุทิศส่วนกุศลเวลาจะให้ ๆ ว่าเป็นภาษาไทยให้เรารู้เรื่องและให้สั้นที่สุด

การอุทิศส่วนกุศลแก่บุคคลต่างๆ ที่ตายไปแล้ว ถ้านึกได้ออกชื่อเขาก็ดี เพราะถ้ากรรมหนาอยู่นิดถ้าออกชื่อเจาะจงเขาก็ได้รับเลย ถ้านึกไม่ออกก็ว่ารวมๆ “ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี” ถ้าขืนไปนั่งไล่ชื่อน่ากลัวจะไม่หมด การถวายสังฆทานก็ดี การเจริญพระกรรมฐานก็ดี ควรตั้งจิตอธิษฐานตามความประสงค์ การตั้งจิตอธิษฐานเรียกว่า “อธิษฐานบารมี” ถ้าท่านตั้งใจเพื่อพระนิพพานก็ต้องอธิษฐานเผื่อไว้ โดยอธิษฐานว่า

“ขอผลบุญทั้งหมดนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ แต่ถ้าหากข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด จะไปเกิดใหม่ในชาติใดก็ตาม ขอคำว่า “ไม่มี”จงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า”

การทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งสักกี่ปีๆ บุญก็ยังมีอยู่ ถ้าทำไปแล้วสัก ๓๐ ปีก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญไม่หาย ไม่ใช่เราทำบุญแล้วเดี๋ยวเดียวบุญหายไป ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ผู้ทำเป็นผู้ได้บุญเต็มที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะให้เขาหรือไม่ให้ ถ้าเราไม่ให้เราก็กินคนเดียว ทีนี้ถ้าเราให้เขาบุญของเราก็ไม่หมด ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม

“การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน เราให้เขา เขาก็โมทนา แต่บุญของเราก็ยังอยู่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หายไป” การสร้างบุญเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ขึ้นอยู่กับสร้างดีก็ได้บุญ ถ้าสร้างไม่ดีก็ได้บาป แต่ถ้าหากตั้งใจทำบุญโดยมีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีบาปมีแต่บุญ อย่างนี้ผู้สร้างบุญก็ได้บุญเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ คือบุญนี่จะต้องได้แก่ผู้สร้างบุญก่อน แล้วผู้สร้างจึงจะอุทิศส่วนกุศลให้คนอื่นได้

คำอุทิศส่วนกุศล

“อิทัง ปุญญะผะลัง” ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่วันนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

บทอุทิศส่วนกุศลท่อนแรกนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร หลวงปู่โตท่านมาบอก และบทอุทิศส่วนกุศลอีก ๓ ท่อน ท่านพระยายมราชท่านมาบอก มีดังนี้

ท่อนที่สอง

และ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลายที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพระยายมราช ขอเทพเจ้าทั้งหลายและพระยายมราชจงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศลของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด

ท่อนที่สาม

และ ขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่ท่านทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

ท่อนที่สี่

ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญมาแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด..

การทำสังฆทาน ได้อานิสงส์มาก

การถวายสังฆทาน เป็นการทำบุญที่คนไทยเชื่อกันว่าเป็นการทำทานที่ได้บุญมาก เพราะสังฆทานเป็นการถวายทานที่ไม่ระบุเฉพาะว่าเป็นพระสงฆ์รูปใด ผู้ที่ประสงค์จะทำทานจะเตรียมสิ่งของที่จะถวายทาน เมื่อพร้อมแล้วนำไปยังวัด บอกท่านเจ้าอาวาสว่า ต้องการถวายสังฆทาน ท่านจะนิมนต์พระสงฆ์รูปใดมารับสังฆทานก็ได้ หรือจะเตรียมของแล้วนำของไปยังวัด ไปพบพระสงฆ์รูปใดก็แจ้งความจำนงขอถวายสังฆทาน ท่านก็จะทำพิธีรับสังฆทาน หากกำหนดว่าจะถวายแก่พระรูปใดรูปหนึ่ง การทานนั้นก็ไม่เป็น สังฆทาน

ถ้าต้องการอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้แก่ผู้ใดผู้ถวายทานก็มักจะบอกหรือเขียนชื่อนามสกุล ให้แก่พระภิกษุ เพื่อท่านจะได้ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลไปยังผู้ที่บอกชื่อนั้น ๆ

การทำสังฆทานนั้นหากมีกำลังมีปัจจัย ขอแนะนำว่าควรทำให้ครบทั้งปัจจัยสี่ มีอาหารคาวหวานให้ครบถ้วน น้ำสะอาด เครื่องนุ่งห่ม (เครื่องบวช) ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เพิ่มพระพุทธรูปประจำวันเกิดและหนังสือธรรมะเข้าไปด้วยเพื่อให้จิตใจของเจ้ากรรมนายเวร ช่วยให้เขาใจในรสพระธรรม เพื่อให้เขามีจิตใจที่เย็นสบายพ้นทุกข์

การทำบุญถวายสังฆทานนั้นได้อานิสงส์ใหญ่มาก หากเราทำถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นสังฆทานที่สร้างกุศลเพื่อตนเอง หรือสังฆทานอุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ให้เราตั้งใจจัดหาซื้อของ ตามปัจจัยที่เรามี อย่าให้เราเดือดร้อนเพราะทำบุญ ให้ทำตามกำลัง เมื่อได้ของครบเราก็หาวัดที่ท่านปฏิบัติหรือวัดที่ตนเองศรัทธา ให้ทำสังฆทานประกอบด้วยของ 12 ข้อดังนี้

1. อาหารสด เช่น ข้าวต้ม กระเพาะปลา ก๋วยจั๊บ ผัดผักรวมมังสะวิรัติ ควรมีอาหารประมาณ 3 ประเภท ควรมีอาหารแห้งด้วยประกอบไปด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง หรืออาหารแห้งสำเร็จรูปอื่นๆ หรือสิ่งที่จะให้โรงครัวประกอบอาหารได้ เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ๊ว เพราะบางวัด ท่านมีโรงครัว หากทำสังฆทานอุทิศให้ทำอาหารที่คนตายชอบก็ได้ หากทำเพื่อตนเองสร้างบุญก็เอาสิ่งที่เราทานเราชอบ (อานิสงส์ที่จะได้รับ คือมีร่างกายบริบูรณ์ไปไหนมาไหน ไม่อดไม่อยาก)

2. ข้าวสวย (อานิสงส์ที่ได้รับเหมือนข้อหนึ่ง)

3. น้ำ สะอาด (อานิสงส์ที่ได้รับคือ มีน้ำดื่ม ไม่ขาดแคลนน้ำใช้ หากเรายังไม่ตาย)

4. รองเท้า 1 คู่ (อานิสงส์ที่จะได้รับคือ จะมีสัมผัสที่ดีขึ้น เท้าเดินเหินสะดวก ตายไปมียานพาหนะทิพย์สะดวกสบาย การให้ยานพาหนะถือว่าให้ความสุข แค่รองเท้า 1 คู่ ญาติเราที่ตายโมทนาเขาจะมีความสุขขึ้นมากๆ)

5. จีวร อังสะ สบง รัดประคต หากเราทรัพย์น้อย ให้ทำบุญผ้าเช้ดหน้า 1 ผืนก็ได้ (อานิสงส์ที่เราจะได้รับคือไม่ขาดแคลน เครื่องนุ่งห่ม แล้วก็ใส่อะไรก็สบายดูดี ผิวพรรณงดงาม ผีได้รับคือมีเสื้อผ้าเครื่องทรงทิพย์ )

6. ยารักษาโรค (อานิสงส์ที่จะได้รับคือ โรคที่เราเป็นจะบรรเทาลง)

7. เสื่อ สาด เครื่องปูลาด อาสนะสงฆ์ (อานิสงส์ที่จะได้รับคือ ฐานะจะไม่ตกต่ำ อย่างน้อยเท่าเดิม ฐานะทรงตัว เกิดชาติหน้าสูงศักดิ์ และหนุนเรื่องการทำภาวนาจะได้ผลไว เข้าสมาธิได้ไว)

8. หนังสือ มนต์พิธีแปล (อานิสงส์ได้รับคือสติปัญญา ที่เพิ่มขึ้นทั้งทางโลกและทางธรรม ช่วยสืบต่อพระศาสนาด้วย )

9. พระ พุทธรูปปางวันเกิดเรา หรือคนที่เราจะอุทิศให้ ขนาดตั้งแต่ 7 นิ้วขึ้นไป (อานิสงส์ที่จะได้รับคือสุขภาพกายเราจะดีขึ้นทรงตัว รูปงามขึ้น มีความเด่นท่ามกลางฝูงชน มีเสน่ห์ขึ้น)

10. ร่ม (อานิสงส์ที่จะได้รับคืออยู่ไหนก็ไม่เดือดร้อน สุขสบาย มีที่พึ่งร่มเย็น ผีโมทนาแล้วได้ ร่มหรือที่พักพิง)

11.อื่น ๆ เช่น สบู่ ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ ไม้ถูพื้น แปรงล้างห้องน้ำ ไม้กวาด (อานิสงส์ที่ได้รับ ผิวพรรณผู้ที่ไม่สวยจะดีขึ้นนวลเนียนสวยขึ้นโรคที่เป็นจะทุเลาลง ไม้กวาดจะทำให้เราผิวงามพิเศษ เหมือนพระนางโรหิณี )

12. เงินประมาณ 100 บาท ใส่ซองเขียนด้วยว่า ใช้ในกิจสงฆ์ส่วนรวมได้หมดทุกอย่าง (หากท่านนำไปใช้ ซื้อข้าวของมาทำภัตตาหารให้พระเณรเราก็ได้บุญสังฆทาน หากท่านนำไปสร้างโบสถ์
เราได้บุญวิหารทาน เงินส่วนนี้จึงสำคัญมาก จะหนุนให้เราได้ลาภลอย)

หากทำได้ครบตามนี้ทั้ง 12 ข้อ ท่านจะได้อานิสงส์มาก หากทำให้ผู้อื่น หรือผู้ล่วงลับ จะช่วยเขาได้มาก จากภพภูมิที่ลำบากจะสามารถเลื่อนภพภูมิขึ้นได้ แล้วเพรียบพร้อมไปด้วยทิพย์สมบัติ หากทำให้ตนเองหรือครอบครัว จะหนุนดวงโชคลาภขึ้นมาก ทั้งทางโลกและทางธรรมจะคล่องตัวอย่างมาก

ถ้าต้องการอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้แก่ผู้ใด ผู้ถวายทานก็มักจะบอก หรือเขียนชื่อ นามสกุล ให้แก่พระภิกษุ เพื่อท่านจะได้ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลไปยังผู้ที่บอกชื่อนั้น ๆ การทำพิธีถวายสังฆทาน ไม่มีอะไรยุ่งยาก เมื่อนำสิ่งของไปและพระสงฆ์รู้ความประสงค์ ท่านก็จะให้จุด ธูป เทียน แล้วก็ว่า นโม 3 จบ แล้วกล่าวถวาย สังฆทาน ดังนี้

อิมานิ มยงภันเต ภตตานิ สปริวารานิ ภิกขุสงคสส โอโณชยาม โร ภนเต
ภิกขุ สงโฆ อิมานิ ภตตานิ สปริวารานิ ปฏิคคณหาตุ อมหากํ ฑีฆรตตํ หิตาย สุขาย

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอถวายภัตตาหาร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้
แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ซึ่งภัตตาหาร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้
ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ

พระสงฆ์จบจะ สาธุๆ แล้วก็ถวายของที่เป็นสังฆทานทั้งหมดให้ท่าน แล้วท่านก็จะให้ศีล
ให้พร ยถา สัพพี ผู้ถวายสังฆทานก็กรวดน้ำ แผ่ส่วนบุญกุศล เป็นอันเสร็จพิธีทำบุญถวายสังฆทาน

ในชุดสังฆทานการจะทำทานด้วยสังฆทานให้ได้อานิสงส์มาก ๆ เราควรจะจัดเครื่องใช้ในไทยธรรมเหล่านั้นด้วยตัวเอง และเวลาจะถวายก็ไม่ต้องจำเพาะเจาะจงให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ขอให้เป็นของส่วนรวมจึงจะนับได้ว่าเป็นการถวายสังฆทานใหญ่ที่แท้จริง ถ้าไม่มีเวลาไปหาซื้อมาทำเป็นชุดก็ควรจะดูสิ่งของต่างๆ ว่าดีและมีคุณภาพหรือไม่ และเป็นสิ่งที่พระภิกษุสงฆ์ท่านได้ใช้จริงหรือไม่

ควรจะถวายสิ่งของที่มีคุณภาพ และตรงประโยชน์กับพระสงฆ์ด้วย เพราะในยุคปัจจุบันนั้น นิยมเรื่องถังเหลืองต่างๆ ที่พ่อค้าบางคนเห็นแก่ได้ นำเอาสิ่งของที่หมดคุณภาพ หมดอายุมาใส่ไว้ พอเราถวายไปพระสงฆ์ท่านก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าทานที่เราทำนั้น กลายเป็นทาสทาน เป็นทานชั้นเลวที่แทบไม่เกิดอานิสงส์บุญเลย

ที่แนะนำนี้ไม่ใช่ให้ไปเสียเงินมากๆ เพราะการทำเองรวบรวมทั้งหมดนั้นต้องใช้เงินพอสมควร แต่ถ้าพอจะมีเงินก็ทำเองได้แล้วแต่ใจปรารถนา ขอให้จำให้มั่นว่า หลังการทำบุญทุกครั้ง ต้องตั้งจิตอธิษฐานรวมบุญแล้วอุทิศบุญไปและควรกรวดน้ำหลังทำบุญทุกครั้งถ้าจิตยังไม่มีกำลังพอ คำกล่าวกรวดน้ำนั้นไม่ต้องเป็นภาษาบาลีก็ได้เป็นคำง่ายๆ ที่เรากลั่นออกมาจากจิตใจของเราจริงๆ ที่จะอุทิศให้ท่านทั้งหลาย อาทิ

ขออุทิศบุญกุศลนี้แด่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ พรหมเทพเทวดาทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย โดยเฉพาะ….(ระบุชื่อลงไปเลยหากต้องการจะอุทิศให้เขาเพื่อลดกรรมที่ทำกับเขาหรือจะเป็นการเชื่อมบุญกันเพื่อให้ทุกอย่างที่ทำด้วยกันนั้นสำเร็จ) และขอให้แม่พระธรณี และปวงเทพเทวาทั้งหลายโปรดเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้

จบคำกรวดน้ำที่มีกำลังมาก ตรงประเด็นตามที่เราต้องการ และนำน้ำนั้นไปรดลงดินที่ใต้ต้นไม้ เพื่อให้แม่พระธรณี และปวงเทพเทวาท่านเป็นสักขีพยานในการทำบุญนี้  บุญกุศลที่เกิดขึ้นฉับพลันทันทีก็คือ ความสุขใจ มีกำลังใจที่ดีเพื่อต่อสู้ชีวิต บุญกุศลที่รอส่งผลก็คือ ความสุข ความเจริญในทุกสถาน ทั้งในภพนี้และในทุกภพภูมิที่ไปเกิดอีกครั้ง นอกจากจะได้อานิสงส์ผลบุญแล้วยังเป็นการช่วยทำนุบำรุงศาสนา และประเพณีไทยให้คงอยู่สืบต่อไปอีกด้วย

 

วันพระคืออะไร

 

ประวัติ ความเป็นมาของวันพระ
วันพระ หรือ วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ หมายถึง วันประชุมของพุทธศาสนิกชนเพื่อปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาในพระพุทธศาสนาประจำ สัปดาห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปอีกคำหนึ่งว่า “วันธรรมสวนะ” อันได้แก่วันถือศีลฟังธรรม (ธรรมสวนะ หมายถึง การฟังธรรม) โดยวันพระเป็นวันที่มีกำหนดตามปฏิทินจันทรคติ

วันพระวันไหน
วันพระมีเดือนละ 4 วัน ได้แก่ วันขึ้น 8 ค่ำ, วันขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ), วันแรม 8 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม 14 ค่ำ)

วันพระนั้นเดิมเป็นธรรมเนียมของปริพาชกอัญญเดียรถีย์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) ที่จะประชุมกันแสดงธรรมทุก ๆ วัน 8 ค่ำ 15 ค่ำ ซึ่งในสมัยต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้ายังคงไม่ได้ทรงวางระเบียบในเรื่องนี้ไว้ ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกราบทูลพระราชดำริของพระองค์ว่านักบวชศาสนาอื่นมีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสั่งสอนในศาสนาของเขา แต่ว่าพุทธศาสนายังไม่มี พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้มีการประชุมพระสงฆ์ในวัน 8 ค่ำ 15 ค่ำ และอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ประชุมสนทนาและแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันดังกล่าว โดยตามพระไตรปิฎกเรียกวันพระว่า วันอุโบสถ (วัน 8 ค่ำ) หรือวันลงอุโบสถ (วัน 14 หรือ 15 ค่ำ) แล้วแต่กรณี

วันพระในปัจจุบัน คงเหลือธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แต่เฉพาะประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท เช่น ศรีลังกา, พม่า, ไทย, ลาว และเขมร (ในอดีตประเทศเหล่านี้ถือวันพระเป็นวันหยุดราชการ) โดยพุทธศาสนิกชนเถรวาทนับถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญที่จะถือโอกาสไปวัดเพื่อทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์และฟังพระธรรมเทศนา สำหรับผู้ที่เคร่งครัดในพระพุทธศาสนาอาจถือศีลแปดหรือศีลอุโบสถในวันพระด้วย นอกจากนี้ชาวพุทธยังถือว่าวันพระไม่ควรทำบาปใด ๆ โดยเชื่อกันว่าการทำบาปหรือไม่ถือศีลห้าในวันพระถือว่าเป็นบาปมากกว่าในวันอื่น

ในประเทศไทย หลังจากวันพระได้ถูกยกเลิกไม่ให้เป็นวันหยุดราชการ ทำให้วันพระที่กำหนดวันตามปฏิทินจันทรคติส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับปฏิทินที่ใช้กันอยู่ทั่วไป (เช่น วันพระไปตรงกับวันทำงานปกติ) ซึ่งคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญในปัจจุบันที่ทำให้พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยห่างจากการเข้าวัดเพื่อทำบุญในวันพระ

นอกจากนี้ ในประเทศไทยยังมีคำเรียกวันก่อนวันพระหนึ่งวันว่า วันโกน เพราะปกติในวันขึ้น 14 ค่ำปกติ ก่อนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เป็นธรรมเนียมของพระสงฆ์ในประเทศไทยที่จะโกนผมในวันนี้

อภัยทาน ทานขั้นสูงสุด

การที่เราสามารถสร้างอภัยทานให้เกิดมีขึ้นในตัวได้นั้น ถือเป็นการชำระจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี ทานที่เป็น “ทรัพย์ภายใน” ที่ทรงคุณค่าและสูงค่าที่สุดก็คือ อภัยทาน เพราะแม้เราจะได้ชื่อว่ากระทำธรรมทานสอนและแนะนำให้ผู้อื่นได้กลับตัวได้รู้ธรรมได้มากเพียงใดแม้จะให้มากโดยชักชวนคนไป ฟังธรรมสัก 100 ครั้ง หรือสั่งสอนคนให้กลับตัวเป็นคนดีได้มากถึง 100 คน ก็ได้บุญและอานิสงส์น้อยกว่าการให้ “อภัยทาน”

แม้จะให้เพียงครั้งเดียวได้ การรู้จักให้อภัยทานนั้น หมายถึง การไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทร้ายต่อคนอื่น แม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูซึ่งจะได้บุญกุศลและอานิสงส์แรงที่สุดในการทำทานทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นทานประเภทที่เป็นทรัพย์ภายนอกหรือทรัพย์ภายในก็ตาม

เพราะการให้อภัยทานนั้นเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อลดละสิ่งที่เรียกว่า “โทสะกิเลส”และเป็นการเจริญ “พรหมวิหารธรรม” พรหมวิหารธรรมนั้นจะเป็นคุณธรรมที่เรียกได้ว่า ทำได้ยากในบุคคลธรรมดาด้วยการมีความเมตตาคือปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข มีความกรุณาปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มีความมุทิตา คือยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุขไม่อิจฉาริษยา และ ความมีอุเบกขารู้จักวางเฉยอย่างมีปัญญา

เมื่อผู้ที่สามารถฝึกจิตใจตนให้มีพรหมวิหารธรรมกำกับอยู่ก็จะสามารถให้อภัยทาน ได้สำเร็จสามารถละได้ซึ่งความพยาบาทไม่ต้องติดกรรมซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็นที่สุดแต่ก็ได้ผลประโยชน์สูงสุดด้วยเช่นกันนั่นคือก่อให้เกิด “อโหสิกรรมผล”

กรรมที่หมดโอกาสให้ผล เรียกว่า “อโหสิกรรม” คือไม่มีเหตุให้เกิดผลแห่งกรรมใดๆ ต่อกันอีก เป็นการสร้างกรรมดีไว้มากเสียจนกรรมเก่าตามไม่ทัน หรือเป็นกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรหรือคนที่ได้รับความทุกข์เพราะตัวเราเป็นต้นเหตุแม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งก็ตาม ซึ่งเขาเหล่านั้นได้รับการชดใช้แล้วจึงไม่มีเหตุให้ต้องผูกมัดมาใช้เวรให้กรรมร่วมกันอีก เลิกแล้วต่อกันไปโดยปริยาย